จากการที่ได้เข้ามาเป็นนักศึกษากฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า การที่สิ่งหนึ่งจะเป็นกฎหมายได้นั้น จะต้องมีสภาพบังคับ และต้องมีองค์กรที่ทำให้สภาพบังคับนั้นเกิดมีขึ้นได้จริงนั้นก้คือ องค์กรศาลนั้นเอง

รวมถึงจากที่ได้เรียนวิชาสิทธิมนุษยชนมาเช่นกัน เพราะศาสตร์ในเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นก็เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับกฎหมายเช่น เดียวกัน ดังนั้น ในการที่จะทำให้สิทธิมนุษยชนนั้นเกิดมีขึ้นจริง ต้องมีสภาพบังคับ และองค์กรที่จะผลักดันให้มีสภาพบังคับนั้นคือ ศาลสิทธิมนุษยชน

ในทางการศึกษา จะเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆที่สะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดสิทธิมนุษย์ เกิดขึ้นในประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป จึงได้มีการ จัดตั้งองค์กรและหน่วยงานต่างๆเข้ามาดูแลและปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของด้านกระบวนการยุติธรรม ก็ได้มีหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นICJหรือศาลโลก รวมถึง ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปด้วย

[1]ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเป็นองค์กรตุลาการขององค์การสภาแห่งยุโรป (Council of Europe) จัดตั้งขึ้นภายใต้อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐาน(ECHR) ซึ่งมีผลบังคับใช้ใน ค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502)ศาลนี้ตั้งอยู่ที่เมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศส(อนึ่งมักมีผู้เข้าใจสับสนคำว่า “สภาแห่งยุโรป Council of Europe” กับคำว่า “European Council ที่เป็นองค์กรของสหภาพยุโรป (European Union) ซึ่งเป็นคนละองค์กร)

ศาลฯ มีหน้าที่ในการตีความข้อกฎหมายและพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตามอนุสัญญา ECHR โดยอำนาจในการรับคำฟ้องจากรัฐ บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐภาคีสมาชิก ECHR

เดิม คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Human Rights Commission) มีหน้าที่ในการไต่สวนมูลฟ้องและยื่นคำฟ้องต่อศาลแทนบุคคลต่อมาพิธีสารฉบับที่ 11 ซึ่งมีผลบังคับใช้ใน ค.ศ. 1998(พ.ศ. 2541)ได้ยุบคณะกรรมาธิการฯ ลง และให้อำนาจไต่สวนมูลฟ้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลฯ

ศาลฯ ประกอบด้วยผู้พิพากษาเท่ากับจำนวนรัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญา ECHR ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมสมาชิกรัฐสภายุโรป (Parliamentary Assembly) ประเทศละหนึ่งคน ผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ตามความรู้ความสามารถของตนอย่างอิสระไม่ขึ้นอยู่กับรัฐ หรือสัญชาติ ในการดำเนินคดีจำนวนผู้พิพากษาขององค์คณะจะขึ้นอยู่กับประเภทของคดี เช่น ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีผู้พิพากษาหนึ่งคน ในชั้นพิจารณาคดีจะมีจำนวน

ผู้พิพากษาในองค์คณะต่างกัน เช่น จำนวนสามคน เจ็ดคน หรือ สิบเจ็ดคน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความสำคัญของคดีคำพิพากษาของศาลฯ ผูกพันรัฐภาคีให้ต้องปฏิบัติตามโดยรัฐจะต้องชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่คำพิพากษาจะไม่มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลภายในรัฐภาคี และไม่มีผลเปลี่ยนแปลงกฎหมายของรัฐภาคี

ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกของสภายุโรป ทั้ง 47 ประเทศได้เข้าเป็นภาคีและรับหลักการของอนุสัญญาฯ

คณะกรรมการรัฐมนตรี(Committee of Ministers)มีหน้าที่สอดส่องและบังคับให้รัฐปฏิบัติตาม

คำพิพากษา คำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้ชัดเจนขึ้น

เห็นได้ว่า ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปนับเป็นความสำเร็จแห่งกลไกการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนก็ทำงานได้ผลในการบังคับใช้สิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน คำพิพากษาของศาลได้ซึมแทรกเข้าสู่ระบบกฎหมายของประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก ก่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ อันยังประโยชน์แก่คนหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบในสังคม รวมทั้งเป็นตัวอย่างบรรทัดฐานในการใช้ตีความสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานต่างๆ ขององค์การต่างๆ ในองค์การสหประชาชาติหรือองค์การในระดับภูมิภาคอื่นๆ

ซึ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้เห็นตัวอย่างของระบบที่ดีจาก ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปมา เเละมีความพยายามในการจัดตั้งองค์กรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ทางด้านสิทธิมนุษย ชนเช่นกัน นั่นก็คือ องค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights หรือ AICHR) ในกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือกฎบัตรอาเซียน ข้อ 14 กำหนดว่า

“องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน”
1. โดยสอดคล้องกับความมุ่งประสงค์และหลักการของกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการส่ง เสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ให้อาเซียนจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนขึ้น
2. องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนนี้ต้องดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ซึ่งจะกําหนดโดยที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน”[2]

ซึ่งหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นก็คือ AICHR แต่เนื่องจาก AICHR เป็นองค์กรที่เพิ่งมีการจัดตั้งขึ้นจึงยังมีอำนาจต่างๆไม่ชัดเจนนัก ไม่สามารถบังคับให้เหมือนศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ส่วนหน้าที่หลักของ AICHR จะเน้นไปทางด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในอาเซียนมากกว่าการทำ หน้าที่เป็นศาล หรือผู้ดำเนินกระบวนการยุติธรรมดังเช่นศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป รวมทั้งไม่มีอำนาจรับเรื่องร้องเรียนต่างๆเพื่อไปตัดสินแต่จะเป็นการรับไป เพื่อส่งต่อหรือประสานงานแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

         ความแตกต่างของ AICHR ซึ่งเป็นองค์กรที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่โดยมีเเรงบันดาลใจจากศาลสิทธิมนุษยชน ยุโรป แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินงานต่างๆได้ดังเช่นศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศสมาชิกและรัฐบาลของประเทศสมาชิกต่างๆ ต้องมีการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาองค์กรดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่สามารถ ทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือเยี่ยวยาปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนของสังคมอาเซียนไปสู่ สังคมโลกต่อไป


[1] ห้องสมุดสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ Human Rights Dictionary : ศัพท์สิทธิมนุษยชน

สืบค้นทาง http://library.nhrc.or.th/Dictionary/search_dic.php?Search=E&page=2

[2] กฎบัตรสมาคมแห่ง ประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/asean/files/Charter_TH+EN.pdf