(ที่มา : http://nongza.exteen.com/images/killer/k03.jpg)

            กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยมีด้วยกันหลายอย่างด้วยกัน แต่วันนี้จะขอนำเสนอกฎหมายไทยเห็นชัดเจนว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็คือ กฎหมายการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งประเทศไทยยังเป็น 1 ใน 58 ประเทศ[1]ทั่วโลกที่ยังมีการลงโทษประหารชีวิตอยู่ และตอนนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่า ประเทศไทยควรยกเลิกโทษประหารชีวิตหรือไม่

            แนวคิดเบื้องหลังของโทษประหารชีวิต ก็เพื่อเป็นตัวอย่างในการยับยั้งไม่ให้ผู้กระทำความผิดเกิดการกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวอีก หรือเป็นการกำจัดผู้กระทำความผิดไปจากสังคม[2] และเพื่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ญาติที่สูญเสียบุคคลในครอบครัว แต่ในอดีตโทษประหารชีวิตมีลักษณะที่โหดร้ายและรุนแรง ก็คือตามพระไอยการกระบถศึก[3] ที่บันทึกรายละเอียดและวิธีการประหารชีวิตไว้ 21 สถาน เช่น สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบาน ศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์ จาก 1 ในวิธีการดังกล่าวแสดงถึงความโหดร้ายที่คนในสังคมปัจจุบันย่อมรับไม่ได้อย่างแน่นอน แต่หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนวิธีการเป็นบั่นคอ ยิงเป้า และปัจจุบันเป็นการฉีดยาพิษให้เสียชีวิต

            แนวคิดเรื่องการยกเลิกการประหารชีวิตเป็นกระแสมาจากสากล ก็คือมาจากสหประชาชาติ แต่เมื่อเข้ามาในประเทศกลับมีกระแสต่อต้าน ซึ่งในความเห็นข้าพเจ้า เป็นเรื่องปกติที่ในเรื่องๆหนึ่งที่ยังไม่เป็นที่ยุติกันในระดับสากล ทุกคนย่อมมีความเห็นต่าง จึงได้มีทั้ง ฝ่ายที่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าการลงโทษประหารชีวิตเป็นการทำผิดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และขัดแย้งกับหลักคำสอนในการห้ามฆ่าสัตว์ ของศาสนาพุทธที่คนไทยส่วนมากในประเทศนับถือ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการที่จะจัดการให้ผู้กระทำความผิดเกรงกลัวต่อความผิดที่ตนกระทำได้เด่นชัดเท่าโทษประหารชีวิต[4] และฝ่ายที่เห็นด้วยบางเรื่องและไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง ฝ่ายนี้คือเห็นว่ายังควรมีโทษประหารชีวิตไว้ เพื่อให้ผู้ที่จะคิดกระทำความผิดมีความเกรงกลัว และคิดยับยั้งชั่งใจก่อนลงมือ แต่พิจารณาคดีที่ควรจะได้รับโทษประหารชีวิตให้เหมาะสมขึ้น เช่น คดีฆาตกรรม ที่มีเจตนาชัดแจ้ง ซึ่งเป็นเรื่องอุกฉกรรจ์ หรือมีการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเชื่อว่าการจำคุกไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงจะเห็นควรให้ได้รับโทษประหารชีวิตได้[5]

             ในความเห็นของข้าพเจ้า เห็นว่าโทษประหารชีวิตยังควรมีในสังคมของประเทศไทย แม้ว่าจะมีหลายคนที่คัดค้านว่าควรยกเลิกได้แล้ว แต่สำหรับประเทศไทยนั้นมีปัญหาอาชญากรรมขึ้นแทบจะเรียกได้ว่าทุกวัน การฆาตกรรมที่อุกอาจ ที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่บรรดาญาติของเหยื่อที่เสียชีวิต การรุมทำร้าย การฆ่าเพื่อล้างแค้น การตัดสินคนผิดด้วยศาลเตี้ย เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด จนเหมือนกับคนร้ายในคดีเหล่านี้ไม่ได้เกรงกลัวต่อผลของการกระทำที่ตนเองกระทำลงเลย ถึงแม้จะมีการเปรียบเทียบจากสหประชาชาติว่าประเทศแคนาดาที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว มีอาชญากรรมในประเทศลดลง ตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่อาชญากรรมกลับไม่ลดลงและยังเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าลองมองกลับมาที่ประเทศไทย สังคมไทย หากยกเลิกโทษประหารชีวิตไป ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าการก่ออาชญากรรมจะลดลง อาจจะเป็นช่องทางให้ผู้กระทำความผิดมีความกล้าในการลงมือกระทำความผิดขึ้นมากกว่าหรือไม่ ตรงนี้เป็นเพียงข้อสัญนิษฐานของข้าพเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ลงโทษประหารชีวิตในทุกกรณีที่กฎหมายปัจจุบันบังคับใช้ ซึ่งก็คือให้ทบทวนบทลงโทษนี้ในการใช้กับนักโทษบางคดี ถ้าหากในคดีนั้นผู้เสียหายไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิตก็ไม่ควรลงโทษสูงสุด อย่างในคดีค้ายาเสพติด จะมีช่วงที่ผู้ค้ายา ผู้เสพยา ถูกตัดสินประหารชีวิต[6] หรือในบางคดีที่จำเลยถูกตัดสินให้รับผิดทั้งๆที่ตนไม่ได้กระทำผิด เนื่องจากความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม หรือที่เรียกว่าแพะรับบาป ในคดีเชอร์รี่แอน[7]

              ดังนั้นในสภาพของสังคมไทยทุกวันนี้จึงควรมีโทษประหารชีวิตไว้เพื่อเป็นการเตือนใจแก่ผู้ที่คิดจะกระทำความผิด แต่การที่จะลงโทษด้วยการประหารชีวิตควรมีพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบที่สุดสำหรับการวางบทลงโทษ การที่จะคิดถึงแค่ว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักโทษอย่างเดียวเพื่อให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยไม่ได้มองถึงจิตใจของญาติผู้เสียหายเลย จะไม่เป็นการเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ เพราะบางรายอาจจะต้องสูญเสียคนที่เขารักไปซึ่งทั้งชีวิตเขาอาจจะมีแค่ผู้ตายเพียงคนเดียว หรือผู้ที่ตายอาจจะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆที่ควรจะได้เจริญเติบโตและได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย กลับต้องมาพบจุดจบเพียงเพราะฆาตกรใจร้ายใจดำคนหนึ่งที่ลงมือฆาตกรรมเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง เราจึงควรต้องตระหนักถึงทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและประโยชน์สูงสุดแก่สังคม

                                                                                                                        เขียนวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


[1]'ไทย' เป็น 1 ใน 58 ประเทศทั่วโลก ยังใช้โทษ 'ประหารชีวิต'. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.thairath.co.th/content/413190.(วันที่ค้... : 16 พฤษภาคม 2557).

[2] การประหารชีวิต อดีต - ปัจจุบัน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.correct.go.th/mu/index4.html.(วันที่ค้น... : 16 พฤษภาคม 2557).

[3] วิธีการประหารชีวิตในสมัยก่อน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://guru.google.co.th/guru/thread?clk=relqtp&ti... : 16 พฤษภาคม 2557).

[4] โทษประหารชีวิตในประเทศไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://library.nhrc.or.th/ulib/document/Fulltext/F... : 16 พฤษภาคม 2557).

[5] เผยไทยเป็น 1 ใน 59 ประเทศยังมีโทษประหาร เสนอทบทวน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.thaigov.go.th/th/useful-information/ite... : 16 พฤษภาคม 2557).

[6] โทษประหารชีวิตของไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://pantip.com/topic/31408299.(วันที่ค้นข้อมูล : 16 พฤษภาคม 2557).

[7] คดีฆาตกรรมเชอร์รี่แอน ดันแคน ตำนานจับแพะ บทเรียนตำรวจไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.dailynews.co.th/Content/Article/104854/... : 16 พฤษภาคม 2557).