บทความที่ 13 คนต่างด้าวในประเทศไทย : สิทธิในการประกอบอาชีพ
เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์อันมีที่มาจากการที่มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาย่อมมี สิทธิในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากคุณภาพที่ดีของมนุษย์นั้นนอกจากจะเกิดจากการได้รับการพัฒนาในด้านการรับบริการทางการศึกษา หรือทางสาธารณสุขแล้ว ยังเกิดจากการที่มนุษย์นั้นมีความสามารถในการพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีอันมีปัจจัยที่สำคัญคือการที่มนุษย์ต้องมีรายได้ อันเกิดจากการหาเลี้ยงชีพ
สิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพได้รับการรับรองในข้อที่ 23 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันมีข้อบัญญัติดังต่อไปนี้
(1) Everyone has the right to work, to free choice of employment, to just and favourable conditions of work and to protection against unemployment
(2) Everyone, without any discrimination, has the right to equal pay for equal work.
(3) Everyone who works has the right to just and favourable remuneration ensuring for himself and his family an existence worthy of human dignity, and supplemented, if necessary, by other means of social protection.
(4) Everyone has the right to form and to join trade unions for the protection of his interests.
เมื่อสิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ดังนั้นรัฐจึงเป็นผู้ที่มีหน้าที่ต้องให้การยอมรับและรับรองกล่าวคือไม่จำกัดสิทธิประชาชนในการทำมาหาเลี้ยงชีพ
แต่อย่างไรก็ตามการประกอบอาชีพหรืออาชีพที่ประชาชนผู้ซึ่งอยู่ในรัฐจะประกอบนั้นย่อมต้องถูกจำกัดได้ เนื่องมาจากอาชีพที่รัฐรับรองให้ต้องเป็นอาชีพที่สุจริต กล่าวคือเป็นอาชีพที่ไม่ก่อความเดือดร้อนหรือความไม่สงบให้กับประชาชนอื่นและประเทศชาติรวมถึงไม่เป็นอาชีพที่ฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
นอกจากอาชีพที่รัฐสามารถห้ามมิให้ประชาชนประกอบได้แล้ว รัฐยังสามารถห้ามมิให้บุคคลบางกลุ่มที่มีคุณสมบัติบางประการเช่นบุคคลผู้มิได้มีสัญชาติไทยหรือบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวประกอบอาชีพบางประการที่รัฐกำหนดไว้ ดังที่มีปรากฏใน[1]พระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. ๒๕๒๒ อันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยตามนโยบายของรัฐ
อาชีพที่รัฐไทยจำกัดมิให้มีการประกอบโดยคนต่างด้าวมีตัวอย่างดังต่อไปนี้งานกรรมกรงานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญงานเฉพาะสาขา หรืองานควบคุมดูแลฟาร์มงานก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานก่อสร้างอื่น งานแกะสลักไม้งานขับขี่ยานยนต์ หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกล ยกเว้นงานบขี่เครื่องบินระหว่างประเทศงานขายของหน้าร้านงานขายทอดตลาด งานควบคุม ตรวจสอบ หรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้นงานตรวจสอบภายในเป็นครั้งคราว งานเจียระไน หรือขัดเพชรหรือพลอยงานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวยงานทอผ้าด้วยมือ งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง หรือเยื่อไม้ไผ่งานทำกระดาษสาด้วยมือ งานทำเครื่องเขินงานทำเครื่องดนตรีไทยงานทำเครื่องถมงานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนากงานทำตุ๊กตาไทย งานทำบาตรงานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมืองานทำพระพุทธรูป เป็นต้น
เมื่อพิจารณาจะพบว่าอาชีพเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่เป็นอาชีพดั้งเดิมของประชาชนชาวไทยการที่รัฐกำหนดพระราชกฤษฎีการดังกล่าวขึ้นมาจำกัดอาจมีเหตุผลเบื้องหลังจากการที่ต้องการจำกัดอาชีพเหล่านี้ไว้เป็นอาชีพสำหรับชนชาวไทยได้ประกอบเพื่อเลี้ยงชีพโดยไม่มีบุคคลที่อาจมิได้เป็นคนไทยดั้งเดิมมาหรือเรียกว่าคนต่างด้าวแย่งหรือเป็นคู่แข่งในการประกอบอาชีพ
แม้ว่าการจำกัดการประกอบอาชีพจะสามารถถูกกำหนดจำกัดได้ตามนโยบายของรัฐแต่ละรัฐ แต่อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพของบุคคลที่แม้ว่ามิได้เป็นชนชาวไทยโดยแท้กล่าวคือมิได้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่มีความเกี่ยวโยงหรือยึดโยงกับประเทศไทยอย่างแน่นแฟ้น
ดังเช่นกรณีของน้องดวงตา ที่แม้ว่าจะมีบิดา มารดาเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ลี้ภัยสงครามมาจากรัฐยะไข่ประเทศเมียนม่าร์ ที่ในเวลาต่อมาได้รับการบันทึกชื่อเป็นแรงงานข้ามชาติที่จดทะเบียน หมายถึงแรงงานที่จดทะเบียนเพื่อได้สิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราว(ทร. 38/1) และได้รับหมายเลขประจำตัวประชาชน13 หลักจากกระทรวงมหาดไทยโดยเริ่มที่หมายเลข 00 ทำให้พ้นจากการเป็นคนไร้รัฐแต่ก็ยังเป็นคนไร้สัญชาติและต่อมาก็ได้มีการพิสูจน์สัญชาติจนได้รับสัญชาติเมียนม่าร์ ในขณะที่ ดวงตากับตัวน้องชาย ก็ยังมีสถานะเป็นบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เช่นเดิมจนกระทั่งในปี 2554 รัฐมีนโยบายขจัดความไร้รัฐในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ทำให้ได้รับบัตรบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ที่รหัสประจำตัวจะขึ้นต้นด้วยเลข "0" นั่นทำให้สถานะความไร้รัฐหายไป กลายเป็นบุคคลที่มีรัฐแต่ยังไม่มีสัญชาติ จากข้อเท็จจริงปรากฏว่าครอบครัวของน้องดวงตา ได้เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2543 จนกระทั้งในปัจจุบันก็นับเป็นระยะเวลากว่า 14 ปีมาแล้วอันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจนทำให้น้องดวงตาและครอบครัวเกิดความยึดโยงกับประเทศไทยทั้งในทางการดำรงชีวิต วัฒนธรรม รวมถึงการใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วชัดเจน แต่การที่ต้องเป็นบุคคลไร้สัญชาติก็ยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้น้องดวงตาไม่สามารถประกอบอาชีพบางอย่างตามที่มีการกำหนดในพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. ๒๕๒๒ อยู่นั้นเอง[2]
เช่นนี้ประเทศไทยควรที่จะมีการพิจารณาเรื่องการกำหนดจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพบางประการของคนต่างด้าว ว่าในปัจจุบันยังคงมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ โดยการพิจารณาประกอบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับเทียบกับการจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพของคนต่างด้าว
เขียนเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2557
เอกสารอ้างอิง
[1]พระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. ๒๕๒๒
www.mol.go.th/en/node/3949 สืบค้นเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2557
[2] สถาบันอิสรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนในประเทศไทย
http://www.isranews.org/component/content/article/191-thaireform.html สืบค้นเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2557