วิ่งวันที่สอง -ได้อะไร

วิ่งวันที่สอง -ได้อะไร

ตอนเช้ายังเป็นการวิ่งแบบนับเวลา สังเกตว่า วันทั้งวันยังปั่นป่วน

มีคำถาม ขึ้นมากับตนเองระหว่างทำงานว่า ทำยังดี ถึงจะแก้ปัญหาได้

ในเมื่อกุญแจอยู่ข้างใน

อยู่ใกล้แต่ก็ไม่เห็น

พี่หัวหน้ามอบหมายงานให้สรุปส่ง ซึ่งก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหา

นั่งเตรียมตัวอย่างสไลด์ ส่องในส่วนของ Dark filed ก็เกิดคำถามกับตนเอง

ผลึกชัด ขนาดนี้ มองlayer เดียวได้ ถ้าภาพแบบนี้สะท้อนด้วยภาพถ่ายน่าจะผ่านไหมนะ

ยังหาที่ปรึกษาที่ตอบข้อสงสัยไม่ได้ อาจจะต้องสังเกตดูต่อไป

ระหว่างนั้นช่างมา calibrate cabinet เป็นอะไรที่ต้องทำความรู้กะตนเอง

บางทีเสียงดังใจก็รำคราญ แม้จะนั่งนิ่ง ๆ แต่ข้างในก็ไม่ได้เงียบเลย

ช่วงนี้ ตั้งใจ ขยับตนเอง เข้าสู่พื้นที่ ๆ จำกัด ทำความรู้ข้างในกับตนเอง

ระหว่างวัน พักเที่ยงลงพักกับตัวเอง คงฟุ้งจัดจนพับหลับกับตนเองที่เก้าอี้

บ่าย ๆ ขยับทำสไลด์ กับตัวอย่างที่เหลือ แต่ยังไม่ได้เปิดร่างรายงานขึ้นมาทำสรุปให้ชัดเจน

มันฟุ้งจัดจนเหนื่อยค่ะ

ฟุ้งมาก ๆ หยิบกระดาษขึ้นมาวาดภาพ ตุ๊กตาแบบต่าง ๆ เก็บไว้ สะสมไว้ เผื่อต้องทำอะไรอย่างไร จะได้มีไอเดีย

วิ่งตอนเย็น มีคำถามกับตนเองว่า

แก้ปัญหายังไงดี หารายได้เพิ่มอย่างไรดี

ทบทวนไปพร้อม ๆ กับหลวงพี่ แบบย้อนกันไปมา แล้วก็เปรยกันว่า

น่านะ คงจะกรรมหนักมาก ที่ร่วมทำกันมา ถึงไม่เกิดปัญญาที่จะแก้ได้สักที

หลวงพี่ท่านก็เต็มที่ในบริบทของท่าน แต่ของหนูนั้น “ยัง”

คำ ๆ นี้ยังฝันอยู่ข้างในใจ นั่งลิสต์ ความสามารถและสิ่งที่ตนเอง “ทำได้”

หากจะแก้ปัญหานี้ได้เฉียบพลัน ต้องเป็นอะไร ๆ ที่เป็นบุญใหญ่มาก ช่วยคนได้มาก ๆ

เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก เป็นกุศลที่ใหญ่มาก ถึงจะคลายปมแล้วเกิดปัญญา

แล้วต้องเป็นอะไรที่สร้างรายได้ บนความ “ไม่หลง” เป็นศีล เป็นธรรม

เป็นกุญแจ ที่หลวงพี่ เปรยให้ฟัง

แล้วคนที่ลงมือทำ คือ หนู

ทั้งการเขียนหนังสือ จากองค์ความรู้ที่พอมี ทักษะอะไรที่พอทำได้ เล่าได้ ถ่ายทอดได้ คายออกมาให้หมด

ออกวิ่งตอนเย็น

รู้สึกข้างในเริ่มจะอยู่ตัว ที่มัว ๆ คร่ำครวญ เบาลงมาก

วิ่งบริกรรม สลับกับความคิดที่ประดังขึ้นมาถึงแนวทางที่จะแก้ไขชีวิต

แต่ก็เหมือนจิต วิ่งเล่นจับความคิด สลับกับการรู้สึกในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและเหงื่อที่ไหล

รอบ ๆ บริเวณมีผู้คนออกมาออกกำลังกายกันเยอะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้กลิ่น ขี้หมู ขี้นก เบาลง ตอนวิ่งผ่านกองขยะน้ำไหลเยิ้ม ใจยังมีความรู้สึก “ยึ้ย”

ทำยังกะว่า ไม่เคยเก็บขยะ เน่า ๆ ซะอย่างนั้น

แต่ตอนนั้นมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นจิรง ๆ

วิ่ง ๆ ไปแบบตั้งใจทำความเร็ว กลับรู้สึกว่า

ช่วงตัวตรงกลางนิ่งไหวติงแต่แขนและขา

มันอาจจะเป็นแบบนี้ แต่ไม่ความสังเกต

พอครบครึ่งชั่วโมงเลิกวิ่งความคิดก็ชวนกลับบ้าน

ทราบจากหลวงพี่ว่า วันนี้ท่านไม่ฉันฑ์ ก็สะเทือนใจกับความย่อย่อนของตนเอง

นี่ขนาดท่านเป็นพระ ความเข้าใจในศีลธรรมท่านมากขนาดนี้ ท่านยังเพียร

หันกลับมามองตนเอง นอกจากย่อหย่อนแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความพยายามที่มากกว่าการคิดเอาได้เลย

กลับเข้าบ้าน จัดแจง ทดลองสูตรโดนัททอด แทบหมดแรงกว่าจะเรียบร้อย

ได้เรียนรู้ว่า อะไรที่คล้าย แม้แทนกันได้แต่ก็ไม่เหมือน

กราบพระทำวัตรเย็นแล้วก็ล้มตัวลงนอน

ดูเหมือนว่า สองวันแล้วที่นอนที่พื้นแบบแบตหมด

ไม่ได้เขียนบันทึกก่อนนอน ตื่นเช้ามาก็เข้าสู่กิจวัตรยามเช้า

ทำวัตรแล้วก็ออกมาวิ่ง เช้า ๆ แบบนี้ รู้สึกดี อาจจะด้วยร่างกายเริ่มปรับตัวฟังเทศน์ครูบาอาจารย์มาระหว่างทาง

ท่านบอกว่า “สิ่งที่ครูบาอาจารย์ต้องการจากลูกศิษย์ไม่มีอะไรมาก แค่ตั้งใจภาวนา

แค่ได้ฟังก็รู้สึกสะเทือนข้างใน เพราะสิ่งที่ครูทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อให้หนูนั้น

“ลุกขึ้นมาจริงจังกับการภาวนา ซะที”

ท่านเคี่ยวเข็ญทุกวิถีทาง หลวงปู่ก็เมตตาย้ำให้รักษาโอกาส ไม่ทำตอนนี้แล้วจะไปทำปีไหน

ใครไม่รู้เรารู้

วิ่งไปข้างในเป็นรู้สึกโล่งสบาย เห็นการเคลื่อนไหวของความคิดฟุ้งซ่านชัด แต่ไม่ได้ดันตามาด้วยความไม่ชอบใจเหมือนเมื่อวาน แต่ข้างในก็ไม่ได้เลิกฟุ้งซ่าน มันก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอเห็น มันเงียบแป๊บ แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง

พอวิ่ง ๆ ไป ชักมีอาการกล้ามเนื้อกระชับ ก็เป็นอะไรที่รู้ถึงถึงกล้ามเนื้อตรงน่อง จากนั้นก็ รู้สึกได้ถึงกายทั้งร่างกาย พร้อม ๆ กับการเคลื่อนไหว ที่วิ่งไป

แล้วคำถามที่ครูเคยถามไว้นานมาก ๆ ก็ดันขึ้นมาว่า

“มะนาวเป็นรูปหรือนาม”

ตอนนั้น เหมือนไม่รู้ กลัว ไม่กล้าตอบ

แล้วข้างในมันก็เหมือนไล่เรียงตอบตัวเองว่า

มะนาวเป็นรูป ความเปรี้ยวเป็นรูปเพราะสัมผัสต่อมรับรสแล้วก็รู้สึกเปรี้ยว

ความชอบใจและไม่ชอบใจในรสเปรี้ยวเป็นนาม

แล้วใจข้างในก็มีอาการวูบคล้ายตกใจอะไรสักอย่าง

ความรู้สึกตกใจเป็นนาม ลมหายใจลึก ๆ เป็นรูป ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นนาม ความกังวลเป็นนาม

แล้วข้างในก็ระลึกถึงครู

ใจที่ระลึกถึงครูเป็นนาม แล้วข้างในก็จะร้องไห้

ใจที่จะร้องไห้เป็นนาม น้ำตาเป็นรูป ปากที่เคลื่อนไหวเป็นรูป

ลมหายใจเป็นรูป ความรู้สึกอ่อนไหวเป็นนาม

ความรู้สึกไม่อยากอกตัญญูเป็นนาม ความรู้สึกเสียใจเป็นนาม

เหมือนวิ่งตามความรู้สึกแบบนี้ อยู่เป็นนาม เกิดขึ้นจังหวะที่ครบเวลาแล้วตัดสินใจหยุดวิ่ง

แล้วเดินไปที่รถ

เป็นแค่อะไรสักอย่างที่พยายามวิ่งทำความรู้กับตนเอง เพราะปกติ

ชอบคิดฟุ้งซ่าน ก็ไม่รู้ว่า เป็นแบบนี้ที่ข้างในวิ่งตอบตนเอง ถูกหรือผิด เป็นเพียงแค่ช่วงหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่ได้เห็น

ได้อะไรอีกจากการวิ่งตอนเช้า

เหมือนมันพิจารณาเรื่อง ความชอบใจ ไม่ชอบใจ ความรัก การถูกรัก ความเหงา ความเศร้าการทอดทิ้งและการถูกทิ้ง

ตอนที่ความรู้สึกเหล่านี้เข้ามากระทบให้เรียนรู้ ไม่เคยที่จะใส่ใจเรียนรู้ ทำให้ไม่จบไม่สิ้นสักที กลับไปวิ่งดูแต่ตัวคนว่า ฉันถูกรัก ฉันถูกทิ้ง แต่ไม่เคยดูความรู้สึกตนเองจริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แน่ ๆ ใจที่เคยรัก แต่ละวันก็ต่างระดับ

เป็นแค่การทำความเข้าใจในระดับการจำได้ และคิดเอากับตนเองค่ะ รู้เลยว่า ยังไม่ใช่ของจริง

เชื่อแล้วว่า จิตข้างในมันยังเชื่อไม่ได้

กิเลสมันร้าย พร้อมที่จะลากให้ก้าวพลาด

ส่วนวันที่จะเลิกพลาด ก็คงเป็นวัน ที่สุดแห่งการเกิดนั่นแหละ

กับเช้านี้ และบันทึกที่ยังส่งช้ากว่าเวลาที่ตั้งใจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เพียงเพียรพอ



ความเห็น (1)

วิ่งก็เหมือนการกำหนดจิตนะคะ :)