การเรียนรู้ข้อมูลในยุคปัจจุบันนี้ ฉันสามารถเรียนรู้ได้หลากหลายช่องทาง มีบางเรื่องที่เชื่อถือได้ บางเรื่องก็เชื่อถือไม่ได้ อยู่ที่ดุลยพินิจของฉันมากกว่า ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ...มีบทความเรื่องหนึ่งที่เพื่อน ๆ ของฉันแชร์มาให้ฉันอ่าน...ความจริงเรื่องนี้ ส่งมาให้ฉันเมื่อ ๒ เดือนlก่อนแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยได้ใส่ใจ...แต่ต่อมาฉันได้แชร์ไว้ให้เพื่อน ๆ ของฉันได้อ่าน และวันนี้ก็มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและกด Like หลายท่านอยู่...บางคนอ่านแล้วบอกว่า "ทำให้น้ำตาไหล"...เรื่องมีอยู่ว่า...
คนไข้หายใจหอบเหนื่อยมากมา ๑ สัปดาห์ แต่เพิ่งมาโรงพยาบาล พอตรวจร่างกายก็พบว่า "หอบจริง"... หอบมาก ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ..."แล้วทำไมคุณลุงเพิ่งมาโรงพยาบาลล่ะ" ถ้ามาช้ากว่านี้..." บอย หรือหมอบอยพูดไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เพราะคิดและตัดสินเอาเองอย่างเร็วว่า คุณลุงควรมาโรงพยาบาลให้เร็วกว่านี้...แต่ยังพูดไม่ทันเสร็จ...สายตาดันเหลือบไปเห็น... ด้ายสีขาวบนเสื้อสีเขียว...ด้ายที่ทำให้ความหงุดหงิดของบอยค่อย ๆ หายไป
ก่อนที่คุณลุงพยายามพูดตอบกลับมาว่า "ก็ลุงไม่มีรถและไม่มีเงินเหมารถคนอื่นให้มาโรงพยาบาล...ก็เลยทนอยู่บ้านเผื่อว่าจะดีขึ้น...พอดีวันนี้ญาติมาโรงพยาบาล พอดีก็เลยถือโอกาสติดรถเขามาด้วย"...คำตอบของคุณลุงขยายความด้ายสีขาวที่เห็นด้วยตาและขยายใจหมอบอยให้เห็นที่มาของความหงุดหงิด...ใจที่มันเร็ว ไปตัดสินและต่อว่าคุณลุงด้วยน้ำเสียงก่อนแล้ว...ว่าทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเอง...คงเป็นเพราะหมอบอยให้ความสำคัญของโรคมากกว่าคน จึงทำให้หมอบอยตัดสินไปว่า ที่โรคมีอาการแย่เป็นเพราะคุณลุงมาช้า ดังนั้น คุณลุง คือ คนผิด คุณลุง คือ คนที่ทำให้โรคมันแย่ลง (ทั้ง ๆ ที่โรคไม่ควรจะแย่หากมารักษาเร็ว) จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ความผิดของคุณลุงที่ไม่ดูแลตัวเอง...
แต่คงเป็นความผิดของหมอบอยมากกว่าที่ไม่รู้จักคนไข้...คนที่ยากจนและอยู่ไกล เวลาเจ็บป่วยเขาก็มักจะมีแนวโน้มที่จะพยายามดูแลตัวเองภายใต้ข้อจำกัดก่อน...หากหนักไม่ไหวก็ค่อยมาโรงพยาบาล เป็นธรรมดาอยู่แล้ว...แต่ความธรรมดาหมอบอยกลับมองข้ามไป
การรู้จักคนไข้ ยังนำไปสู่โอกาสพัฒนาระบบที่เอื้อให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงโรงพยาบาลได้ง่าย การให้คนไข้รู้ว่าเมื่อไหร่ควรมาโรงพยาบาล รู้ว่าควรช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นอย่างไร...เป็นอีกครั้งที่หมอบ่อยมุ่งรักษาโรคมากกว่ารักษาคน
"ด้ายสีขาว" บนเสื้อสีเขียวที่สะกิดใจ
นี่แหล่ะการให้บริการแก่ผู้ป่วยด้วยใจที่เหนือกว่ามาตรฐาน HA
เมื่อฉันอ่านข้อความนี้แล้ว ฉันไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่...แต่ถ้าคิดในมุมกลับว่าเป็นเรื่องจริง...หมอบอยก็คือ คนธรรมดาคนหนึ่งที่ชีวิตอาจไม่ได้ดำเนินมาเช่นคุณลุงคนนี้...ชีวิตหมอบอยอาจเพียบพร้อมด้วยสรรพสิ่งต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต จึงหงุดหงิดที่เห็นอาการของคุณลุงอยู่ในสภาพที่หอบ...ความที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบว่า ถ้าคุณลุงไม่ป่วยเขาคงไม่มาโรงพยาบาลหรอก หมอบอยคงหลงลืมในส่วนนี้ไป จึงทำให้ต้องถามไปแบบนั้น...แต่ก็ยังดีที่สายตามาสะดุดที่ด้ายสีขาว บนเสื้อสีเขียว...ทำให้หมอบอยผ่อนน้ำเสียงของความหงุดหงิดลง...อ่านแล้วทำให้ฉันได้ข้อคิดของการดำรงชีวิตมนุษย์อีกเช่นกัน เป็นอีกกรณีหนึ่ง...ซึ่งในความเป็นจริงของชีวิต ฉันเคยพบเจอมามากกว่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการให้บริการมากกว่า...แต่บางเรื่องก็ต้องทำใจ เพราะจะให้คนทุกคนเหมือนกันและปฏิบัติเหมือนกันนั้นคงเป็นไปไม่ได้...แต่จิตสำนึกของการเป็นผู้ให้บริการต้องมีมากกว่านี้...สำนึกในหน้าที่ของตนเองว่าควรต้องปฏิบัติเช่นไร?...
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ
บุษยมาศ แสงเงิน
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗
เรื่องราวอย่างนี้เห็นมากมายค่ะ ลืมคิดก่อนที่จะพูดเพราะความเหนื่อยล้าทางกายและใจเป็นเหตุสำคัญค่ะ
ขอบคุณค่ะ ดร.จันทวรรณ
...แต่ทุก ๆ เวลา "สติ" ต้องอยู่กับตัวเสมอค่ะ ต่อให้เหนื่อยล้ากายและใจ :)
ขอขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจจากทุก ๆ ท่านค่ะ