HR-LLB-TU-2556-TPC-ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลก

      การที่จะศึกษาปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลกนั้น ก่อนอื่นควรทำความรู้จักคำว่า "สิทธิมนุษยชน" เสียก่อน มีผู้ให้ความหมายของคำว่า "สิทธิมนุษยชน" หลากหลาย เช่น จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน(Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) ข้อ1 ที่ระบุไว้ว่า บุคคลชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพประดามีที่ระบุไว้ในปฏิญาณนี้ ทั้งนี้โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเรื่องใดๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด นอกจากนี้การจำแนกข้อแตกต่างโดยอาศัยมูลฐานแห่งสถานะทางการเมืองทางดุลอาณาหรือทางเรื่องระหว่างประเทศของประเทศ หรือดินแดนซึ่งบุคคลสังกัดจะทำมิได้ ทั้งนี้ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นเอกราชอยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเองหรืออยู่ภายใต้การจำกัดแห่งอธิปไตยอื่นใด ในความหมายถัดมาอาจหมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนได้รับอย่างเสมอภาคกันเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสันติสุข มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพ มีไมตรีจิต และมีความเมตตาต่อกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษา ศาสนา สถานภาพทางกาย หรือสุขภาพ  ในความหมายถัดมาก็อาจหมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการคุ้นครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฏหมายไทยหรือสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี  รวมถึงความหมายที่เป็น สิทธิของความเป็นมนุษย์ ผู้ที่เป็นมนุษย์ย่อมมีสิทธิดังกล่าว ตั้งแต่เกิดจนตายโดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เท่านั้นที่มีสิทธินี้ และสิทธินี้เกิดขึ้นโดยติดตัวมนุษยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย [1] เป็นต้น

ประเทศไทยได้มีการรับผู้ลี้ภัยความตายมาจากประเทศเพื่อนบ้านจากประเทศพม่า รวมถึงประเทศซีเลียที่ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไม่สงบ  ผลจากการรับผู้ลี้ความตายให้มาอยู่ในประเทศไทยนั้นนำมาสู่ปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยนั้นมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน ปัญหาการละเมิดสิทธิสตรี ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน เป็นต้น ซึ่งปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลกที่เห็นได้ชัด และผู้คนส่วนใหญ่ได้ทราบถึงปัญหานี้คือกรณีของชาวโรฮิงญา

 โรฮิงญาเป็นกลุ่มชนบริเวณชายแดนฝั่งพม่าที่พูดภาษาจิตตะกอง-เบงกาลี และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธสถานภาพพลเมืองของชาวโรฮิงญา ส่งผลให้มีชาวโรฮิงญาจำนวนมากต้องอพยพลี้ภัยไปยังประเทศอื่นเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญาที่หลบภัยออกมาจากรัฐอารากันจำนวนมาก ตั้งแต่ในบังกลาเทศ ปากีสถาน มาเลเซีย และเชื่อว่ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนในประเทศไทย แต่สถานการณ์ในประเทศไทยนับว่าค่อนข้างจะเลวร้ายเช่นเดียวกัน เนื่องจากกลุ่มชนกลุ่มน้อย 14 กลุ่มที่รัฐบาลไทยกำลังตรวจสถานภาพทางกฎหมาย ชาวโรฮิงญาไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ทั้งๆที่ในกลุ่มนี้มีประชาชนชาวพม่าอยู่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ไทยยังมีความรู้เกี่ยวกับชาวโรฮิงญาน้อยเลยไม่ได้รับสิทธิใดๆเลย  จากข้อมูลข้างต้น การที่ชาวโรฮิงญาเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ก็เนื่องจากต้องการหนีความยากลำบากที่เกิดจากการถูกกดขี่โดยรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า [2]

ทั้งนี้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากได้ตกเป็นเหยื่อขององค์กรการค้ามนุษย์ ซึ่งจะนำชาวโรฮิงญาไปขายเป็นแรงงานแก่นายทุนต่างๆ รวมทั้งอาจบังคับให้ไปขายบริการ  ชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้รับสัญชาติแม้พักอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า เนื่องชาวโรฮิงญาเดิมมาจากบังกลาเทศ หลังจากนั้นจึงได้อพยพมาอยู่ที่รัฐยะไข่  ในช่วงที่มีการสู้รบกันบวกกับที่มีพายุไซโคลนนาร์กีสที่พัดเข้าประเทศพม่า ทำให้ชาวโรฮิงญาและชาวพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก เกิดความยากลำบากข้าวยากหมากแพงทำให้โรฮิงญาต้องอพยพหนีลงมาทางตอนใต้แถบทะเลอันดามัน โดยมีการตั้งเข็มทิศตรงมายังทะเลอันดามันพ้นหมู่เกาะอันดามันก็หักซ้ายเข้ามาสู่แผ่นดินไทย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนกลุ่มนี้ไม่ต้องการมาอยู่ในเมืองไทย แต่อยากจะอพยพไปประเทศที่ 3 คือประเทศมาเลเซีย เนื่องจากนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน โดยส่วนใหญ่คนพวกนี้เมื่อทำการอพยพมาจะมีการเตรียมเสบียงอาหารน้ำดื่ม และน้ำมันเชื้อเพลิงมา แต่ไม่เพียงพอต่อการเดินทางที่ยาวไกลจึงเป็นเหตุให้พวกเขาเข้ามายังประเทศไทย

การที่ชาวโรฮิงญาเหล่านี้อพยพมาพักพึงยังดินแดนไทยซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครอง โดยประชาชนคนในประเทศทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเท่าเทียมกัน และต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ดังนั้นประเทศไทยได้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับ ความเสมอภาค และ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ไว้ดังนี้

ตามมาตรา 4 ได้วางหลักไว้ว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

ตามมาตรา ๓๐ ได้วางหลักไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน และการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

อีกทั้งประเทศไทยยังได้เข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาต่างๆ และอนุสัญญาที่เห็นเกี่ยวกับกรณีการอพยพเข้ามายังประเทศของชาวโรฮิงญานี้ คืออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD) โดยมีการวางหลักของความเสมอภาคของมวลมนุษย์ และจะต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาเหล่านั้น โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เคารพและนับถือในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทั้งมวล โดยที่จะต้องไม่แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างเชื่อชาติ เพศ ภาษา หรือสีผิว เนื่องจากมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาอิสระ และเสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ปัญหาชาวโรฮิงญาต้องอพยพออกจากดินแดนนั้นไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบทำให้เกิดการแก้ปัญหา แต่ยังเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต้องให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากชาวโรฮิงญาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งในสังคมโลก รวมทั้งปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ได้คุ้มครองและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาคมโลกทุกคน ข้าพเจ้าจึงทำการยกข้อกำหนดในปฎิญญาสากลที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในการการอพยพของชาวโรฮิงญาไว้อย่างคร่าวๆดังนี้

ข้อ 2. ประชาชนทุกคนสามารถเรียกร้องสิทธิตามปฎิญญาสากลฉบับนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ผิวสีใด ใช้ภาษาใด มีความคิดต่างกันเพียงใด นับถือศาสนาใด รวยจนเพียงใด อยู่ในสงคมระดับใด หรือมาจากประเทศใด

ข้อ 3. ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตและดำเนินชีวิตอย่างมีอิสระและปลอดภัย

ข้อ 4. ไม่มีใครที่จะมีสิทธิปฎิบัติต่อตัวเราเหมือนเรา เป็นทาสของเขา และเราก็ไม่ควรปฎิบัติต่อผู้อื่นเหมือนเขาเป็นทาสของเรา

ข้อ 5. ไม่มีใครมีสิทธิข่มเหงทารุณเรา

ข้อ 6. ประชาชนทุกคนมีสิทธิ ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายในลักษณะเดียวกันและเป็นแบบเดียวกันในทุก ๆ แห่ง

ข้อ 7. กฎหมายคุ้มครองประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน และมีผลบังคับใช้กับประชาชนทุกคนเหมือนกัน

ข้อ 8. เราทุกคนสามารถขอความช่วยเหลือทางกฎหมายได้หากไม่ได้รับการเคารพสิทธิที่ได้รับรองไว้ตามกฎหมายภายในประเทศเรา

ข้อ 14. หากใครทำร้ายเราเรามีสิทธิที่จะเดินทางไปประเทศอื่น และ ขอความคุ้มครองจากประเทศนั้นได้ แต่เราจะไม่ได้รับสิทธินี้หากเราฆ่าคน และหากเราไม่เคารพกติกาตามปฎิญญาสากลฉบับนี้

ข้อ 15. เรามีสิทธิเป็นประชาชนของประเทศหนึ่งและไมผู้ใดสามารถกีดกันเราไม่ให้เป็นประชาชนของประเทศนั้ได้โดยไม่มีเหตุผลที่ดีเพียงพอ

ข้อ 26. ประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิได้เรียนหนังสือได้รับการเรียนระดับประถมฟรี เราควรได้เรียนวิชาชีพหรือเรียนต่อถึงขั้นสูงสุดตามต้องการ ประชาชนทุกคนควรได้รับการพัฒนาความสามารถทุกด้าน และควรได้รับการอบรมให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นแม้จะแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ศาสนาหรือสัญชาติ ผู้ปกครองมีสิทธิเลือกวีธีสอนและเนื้อหาที่จะสอนให้บุตรหลานได้

ข้อ 30. ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของโลก ไม่มีสังคมใดและมนุษย์คนใดมีสิทธิทำอะไรที่ไม่เคารพสิทธิตามปฎิญญาสากลฉบับนี้ได้[2]

การที่ชาวโรฮิงญาอพยพไปยังประเทศต่างๆ เพื่อหลบหนีไปยังที่ที่พวกเขามีสิทธิในชีวิตร่างกาย และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างที่พวกเขานั้นพึงจะได้รับ ทำให้ประเทศไทยรวมทั้งประชาคมโลกควรจะให้ความสนใจและร่วมกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวโรฮิงญานั้นดำรงอยู่ในสังคมโลกได้โดยมีค่าเท่ากับมนุษย์คนอื่นๆในโลก อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยจะมีพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญาต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาที่เกิดจากการขาดการส่งเสริมละคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่จะต้องแก้ไขอีกมากมาย

อ้างอิงจาก

[1] บทที่1 ความหมายของสิทธิมนุษยชน. เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/site/may00may00may/sithth... (วันที่สืบค้นข้อมูล : 14 พฤษภาคม 2557).

[2] ประวัติของชาวโรฮิงญา. Thai Action Committee for Democracy in Burma. เข้าถึงได้จาก : http://www.tacdb-burmese.org/web/index.php?option=... (วันที่สืบค้นข้อมูล : 15 พฤษภาคม 2557)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)