วิวาห์เหาะ
เรื่องเกิดขึ้นประมาณ 80 ปี ผ่านมาแล้ว บรรพบุรุษของผมเป็นคนชนบท การเดินทางไปมาหาสู่กันในชนบทใช้พาหนะ 2 ขาประจำตัวของเรานี่แหละ แม่ผมเป็นลูกกำพร้าแม่ แม่มีพี่ชายคนหนึ่ง ยายคลอดลูกคนที่ 3 ลูกตายในท้องจึงเป็นเหตุให้ยายตายไปด้วย ตามียายใหม่ ตาเป็นนักเลงประจำหมู่บ้าน นักเลงในสมัยโบราณจะไม่รังแกหรือรุกรานคนอื่น แต่คนอื่นจะมารังแกญาติพี่น้องของตนไม่ได้ จึงเป็นที่เกรงขามในคนแถวบ้านย่านเดียวกันและในตำบลใกล้เคียง
ลุงผมวัย 7 ขวบ น้าชาย น้องของยายขอไปเลี้ยง จนโตอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว คุณตาจึงขอตัวมาบวชที่วัดใกล้บ้าน 1 พรรษา ครบพรรษาแล้วลาสิกขามาช่วยตาทำมาหากิน ไม่กลับไปอยู่กับน้าชายอีก ได้ช่วยพ่อหรือคุณตาทำนาเลี้ยงชีพต่อมา บังเอิญที่นาอยู่ติดกับที่นาของครอบครัวหนึ่ง อยู่คนละอำเภอ มีชายเขตอำเภอจดกัน ได้แต่มองดูกันเป็นที่ถูกตาต้องใจลุงผม จะพูดคุยบอกรักกันก็ไม่ได้พ่อแม่ฝ่ายหญิงกีดกัน
การวางแผนฉุดจึงเกิดขึ้น ลุงมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นนักเลงไม่กลัวใคร ชื่อนายหวาดน้าบางเป็นผู้ช่วยเหลือ ตอนนั้นกำลังเป็นเดือน 8 ย่างเข้าเดือน 9 น้ำกำลังไหลเข้าทุ่ง สายบอกว่าวันนี้ตอนบ่าย 3 โมงเย็น ว่าที่ป้าผมจะไปนากับพี่สาวไปถกต้นเซ่ง และเก็บผักบุ้ง ในนาโดยพายเรือไปในคลองไปจอดไว้ที่นา นายหวาดกับลุงจึงไปแอบซุ่มรอที่ลำคลอง เมื่อเรือจอดเทียบคันคลองนายหวาดจึงเข้าไปคว่ำเรือ น้าบางดูต้นทาง แล้วนายหวาดก็รวบข้อมือว่าที่ป้า 2 มือเอาผ้าขาวม้าผูกข้อมือสองข้างติดกันไว้ แล้วหันมาขู่พี่สาวว่าที่ป้าผมซึ่งลอยคออยู่ในคลองว่า อย่าตามไปหากตามไปจะเจ็บตัว ขณะที่พี่สาวป้าตกตะลึงลอยคออยู่ในคลอง ลุงกับนายหวาดช่วยกันต้อนว่าที่ป้าผมไป โดยนายหวาดลากจูงผ้าขาวม้าผูกมือเดินออกหน้า ลุงไล่ต้อนหลังหากไม่เดินดิ้นรนขัดขืนลุงก็ขู่ว่าจะถลกผ้าถุงเปิดก้น ผู้หญิงเมื่อถูกเปิดก้นจะอาย ยิ่งผู้หญิงสมัยโบราณไม่ได้นุ่งกางเกงในเหมือนปัจจุบัน หากถูกถลกผู้ถุงเปิดก้นแล้ว เห็นก้นหมด เกิดความอายรีบเดินรุดหนีไปข้างหน้าไม่ยั้ง ขณะเดียวกัน ว่าที่ป้าผมก็ตะโกนด่าลั่นทุ่งไปเลย นายหวาดไม่ยั้งมือด่าคำนายหวาดจะหันมาตบปากที คงตบให้พอเจ็บตบแรงเกรงใจลุงจะว่า เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วป้าผมจึงเป็นคนด่าเก่ง มักจะด่าลุงผมว่า ไอ้บ้าลำโพงติดปาก อาจจะเห็นว่าลุงผมชอบทำอะไรบ๊องๆ กระมังการฉุดตอนบ่ายอยู่ในแผนด้วย หากมีญาติฝ่ายหญิงติดตามมาจะได้มืดเสียก่อน กลางคืนเขาไม่ติดตามกันในชนบทอันตราย การฉุดไปนั้นก็พยายามไม่ไปพักค้างคืนบ้านญาติ เพราะผู้ติดตามจะสืบหาตามบ้านสายญาติของผู้ฉุด เมื่อฉุดไปได้ระยะหนึ่งต้องเปลี่ยนโฉมหน้าทิศทางไม่ให้ญาติผู้ติดตามจับโฉมหน้าทิศทางหลบหนีได้ ลุงฉุดข้ามทุ่งไปหนึ่งคืน ไปนอนค้างในยุ้งข้าวเพื่อนนายหวาดไม่ได้ทำอะไรกัน เพราะต่างคนก็เหน็ดเหนื่อย ย่ำรุ่งออกเดินทางต่อไปอีก ข้ามไปอำเภอข้างเคียง ไปนอนพักบ้านคนรู้จักข้างนายหวาด พอข้ามคืนไปได้หนึ่งคืนแล้ว ฝ่ายฉุดได้เปรียบไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะญาติคิดว่าคงไม่รอดเสียตัวแน่ ฝ่ายหญิงถูกมัดมือและถูกข่มขู่ในที่สุดต้องยอม พอฝ่ายหญิงยอมเสียตัวแล้วจึงแก้มัดได้แต่อยู่ในสายตา พอเข้าคืนที่ 3-4-5 ก็สบายใจได้ ลุงจึงติดต่อกับตายายให้ส่งคนไปทาบถามเพื่อขอขมา ทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงพอมีผู้ใหญ่และคนกลางมาพูดไหนๆ ก็ไหนแล้ว ลูกสาวรอดมาได้นับว่าดีแล้วจะได้มีครอบครัวเป็นฝั่งฝาเสียที ครอบครัวคนที่ลูกเขามาฉุดลูกสาวเราไปไม่ใช่ใครอื่น มีที่นาติดกันจะได้เป็นที่นาผืนเดียวกัน
ในที่สุดลุงกับป้าของผมก็อยู่กินเป็นสามีภรรยากันมีบุตรหญิงและชายรวมกัน 5 คน ครองรักครองเรือนกันจนกระทั่งตายจากกันไปในบั้นปลายของชีวิต สรุปว่าวิวาห์เหาะนั้นเกิดขึ้นได้ 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 ฝ่ายหญิงหนีพ่อแม่ตามฝ่ายชายไปอยู่กินกันด้วยความรักและความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เรียกว่า “หนีตามกันไป”
ประการที่ 2 ฝ่ายหญิงไม่มีใจรักสมัครสมานกับฝ่ายชาย ฝ่ายชายชอบฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว ฝ่ายชายจึงใช้กำลังขู่เข็ญฉุดกระชากลากตัวไปโดยใช้กำลังบังคับเรียกว่า “ ฉุดสาวไปเป็นเมีย”
ทั้งนี้ต่างกับการฉุดไปข่มขืน โดยไม่ประสงค์จะเอาไปเป็นภรรยา บางทีข่มขืนแล้วยังฆ่าทิ้งเสียด้วยดังเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ซึ่งการกระทำในอดีตจะไม่มี ต่างกับปัจจุบันเพราะคนในอดีต เขามีศีลธรรมในใจมากกว่า
โดย : จุก วัดเกตุ
------------------------------------
ลงพิมพ์ คู่สร้างคู่สม ฉบับวันศุกร์ที่ 27 กันยายน2556ใช้นามปากกาว่า จุก โพธิ์ล้ม เพราะบ้านอยู่ปากคลองโพธิ์ล้ม คนบ้านเดิมไม่รู้จัก จึงมาใช้ จุก วัดเกตุ ปัจจุบันเรียกว่าบ้านวัดเกตุ เมื่อเด็กไว้จุก พ่อแม่ทำพิธีโกนจุกให้เมื่ออยู่ชั้น ป.4 ปี พ.ศ. 2493
...คนในสมัยนี้... กับคนในสมัยก่อน...แตกต่างกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ...แต่นิสัยใจคอยังเหมือนเดิมนะคะ
ย่าเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนย่าเป็นสาวสวยมีคนมาชอบมากค่ะ แต่ถ้าหากใครคิดจะฉุดไปทำเมียย่าจะขว้างอีโต้ไปทันทีค่ะ ดุยิ่งกว่าเสือค่ะ ฮา ฮา