ก่อนที่จะศึกษาในส่วนของปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัย/คนหนีภัยความตายนั้น เราควรจะมาศึกษาถึงความหมายของ ผู้ลี้ภัย คนหนีความตาย ว่ามีคามเกี่ยวข้องหรือแต่ตากกันอย่างไร และในส่วนนี้มีกฎหมายอะไรที่เข้ามาควบคุม หรือรับรองสิทธิให้พวกเขาเหล่านี้บ้าง


ที่มาของภาพ : https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee

             ผู้ลี้ภัยหมายถึงบุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเองเนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิต การกดขี่ด้วยเหตุทางเชื้อชาติศาสนาสัญชาติความเห็นทางการเมืองหรือการเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมที่ถูกตามล่า ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่บ้านเรือนและแม้แต่ครอบครัวผู้ลี้ภัยแตกต่างจากแรงงานต่างด้าวเพราะแรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจในขณะที่ผู้ลี้ภัยไม่อาจพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนเองพวกเขาถูกบังคับให้หนีจากประเทศของตนเองจึงจำเป็นที่ประชาคมนานาชาติต้องให้ความช่วยเหลือและให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเหล่านั้น

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย.. 2494ให้คำนิยามและความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า

ผู้ลี้ภัยหมายถึงบุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเองเนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใดเช่นเชื้อชาติศาสนาสัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคมสมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง [1]

             ผู้หนีภัยความตาย คือผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิตทั้งภัยโดยตรงและโดยอ้อมภัยโดยตรงเช่นภัยจากการสู้รบส่วนภัยความตายโดยอ้อมผมแบ่งออกเป็นสองประเภทคือภัยความตายทางกายภาพซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ได้ว่าถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตายเช่นเมื่อรู้ข่าวว่ามีกองทหารกำลังจะเข้ามาที่หมู่บ้านและมีข้อมูลว่าหากทหารเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้จึงหนีออกมาก่อนที่ทหารจะมาถึงหรือกรณีการหนีจากการบังคับเกณฑ์แรงงานซึ่งอันที่จริงการเกณฑ์แรงงานไม่ได้เป็นภัยความตายโดยตรงคือถ้าถูกยอมให้เกณฑ์แรงงานไปเรื่อยๆก็อาจจะไม่ถูกฆ่าตายแต่ถ้าหากปฏิเสธไม่ยอมทำงานก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้หรือหากถูกบังคับให้ทำงานแล้วหลบหนีออกมาก็มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้จะถูกฆ่าตายได้เช่นเดียวกับกรณีการถูกบังคับเก็บภาษีหรือการข่มขืนถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้นี่เป็นตัวอย่างของภัยความตายทางกายภาพที่เห็นได้ชัดภัยความตายอีกประเภทหนึ่งคือภัยความตายทางจิตใจเช่นการข่มขืนเป็นต้น [2]

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย [3] เป็นเอกสารทางกฎหมายที่สำคัญในการตัดสินว่าใครคือผู้ลี้ภัยสิทธิของผู้ลี้ภัยและหน้าที่ของรัฐต่อผู้ลี้ภัยมีอะไรบ้างเข้ามารับรองสิทธิต่างให้กับผู้ลี้ภัย

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)

                  ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 82,000 คนและผู้ขอลี้ภัยอีก 13,000 คน (ข้อมูลณเดือนมิ.ย 2556) ซึ่งได้หนีภัยความขัดแย้งภายในประเทศพม่าข้ามชายแดนตะวันออกของประเทศที่บริเวณชายแดนไทย-พม่ามายังฝั่งไทยต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปีซึ่งส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและกะเหรี่ยงแดง (กะยาห์)

                   ผู้ลี้ภัยเหล่านี้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนในประเทศไทยค่ายเหล่านี้ได้รับการดูแลจากรัฐบาลไทยผู้ลี้ภัยได้รับความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารที่พักอาศัยยารักษาโรคและการให้การศึกษาซึ่งดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาเอกชน

ในขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติได้ร่วมทำงานในค่ายเหล่านี้โดยเน้นหนักไปที่กิจกรรมการคุ้มครองเพื่อทำให้ผู้ลี้ภัยได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัยในค่ายตลอดจนเป็นการทำงานเพื่อสังคมและให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในทางการเมืองทั้งนี้กฎบัตรและมติขององค์การสหประชาชาติได้มอบหมายให้สำนักงานฯทำงานเพื่อให้ความคุ้มครองระหว่างประเทศและค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถาวรสำหรับผู้ลี้ภัยและบุคคลอื่นๆในความห่วงใย [4]

                   แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน และถึงแม้ประเทศไทยจะมีประสบการณ์ในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยหลายล้านคนมานานหลายทศวรรษแต่โยบายของประเทศไทยเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทำให้คนเหล่านั้นเสี่ยงต่อการถูกปฏิบัติตามอำเภอใจและการละเมิดสิทธิ์ การปฏิบัติของประเทศไทยต่อผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย” พบว่านโยบายผู้ลี้ภัยของประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนกฎหมายและทำให้ผู้ลี้ภัยทุกสัญชาติถูกเอารัดเอาเปรียบถูกคุมขังโดยปราศจากความจำเป็นและถูกเนรเทศ

                        ประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานะภาพผู้ลี้ภัยพ.ศ. 2494 และไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยหรือกระบวนการที่ใช้งานได้เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ขอลี้ภัยประเทศไทยถือว่าผู้ลี้ภัยทุกสัญชาติที่อาศัยอยู่ของค่ายผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่กำหนดไว้นั้นเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศโดยผิดกฏหมาย

                       รัฐบาลไทยได้ขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยร้อยละ 60 ของประชากร 140,000 คนในค่ายผู้ลี้ภัยเก้าแห่งตามแนวชายแดนไทย-พม่าและให้การคุ้มครองเพียงเล็กน้อยต่อผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและอาศัยอาศัยอยู่ในค่ายเหล่านั้นรัฐบาลซึ่งทำการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยไม่กี่กรณีนับตั้งแต่ปี 2549 ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนประชากรในค่ายที่เหลืออีกร้อยละ 40 ทำให้คนเหล่านั้นตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง

                   ชาวพม่าที่อาศัยอยู่นอกค่ายจะถูกจับกุมและถูกเนรเทศทันทีนอกเสียจากพวกเขาจะแสดงตัวว่าเป็นแรงงานต่างด้าวไม่ใช่ผู้ลี้ภัยและต้องเข้าสู่กระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายสูงยุ่งยากและมักจะมีการทุจริตเพื่อให้ได้สถานะแรงงานต่างด้าวแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการยอมรับตามกฏหมายจะได้วีซ่าสองปีซึ่งต่ออายุได้หนึ่งครั้งและหลังจากนั้นจะต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาข้อกำหนดให้มีการส่งตัวกลับเช่นนี้ส่งผลทำให้ผู้ลี้ภัยไม่สามารถขอสถานะเป็นแรงงานต่างด้าวได้

                   เฟรลิคกล่าวว่า “ประเทศไทยควรจะให้โอกาสที่เป็นธรรมแก่ผู้ขอลี้ภัยทุกคนให้สามารถขอลี้ภัยและควรจะอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยสามารถเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆและสามารถทำงานได้” “นโยบายเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆและลดโอกาสที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบขณะเดียวกันก็จะเปิดทางให้พวกเขามีส่วนทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของไทยด้วย” [5]

สรุป

                จากข้อมูลดังกล่าว เป็นปัญหาทั้งภายในและต่างประเทศ หรือเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับโลกเลยก็ว่าได้ ในความเห็นของข้าพเจ้า ไม่ว่าบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากรัฐใด หรือเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไทยควรตะหนักก็คือ พวกเขาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิได้รับการปฏิบัติตามหลักศักศรีความเป็นมนุษย์ สิทะฺขั้นพื้นฐานของบุคคลที่เกิดเป็นมนุษย์พึงมี พวกเราเหล่านี้ควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็น 

         สิทธิในชีวิตร่างกาย กล่าวคือพวกเขาต้องได้รับการคุ้มครอง จากไทยให้เขามีชีวิตรอด โดยการให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นเท่าที่จะทำได้ เพราะหากไม่รับเขาไว้ ผลักเขาออกไป ก็ไม่ต่างอะไรกับให้เขาไปเผชิญการความตายเพียงลำพัง

         สิทธิในการตั้งครอบครัว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ไม่ว่าจะเป็นใคร ย่อมไม่ถูกแบ่งแยก เลือกปฏิบัติไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม 

          สิทธิในการประกอบอาชีพ กล่าวคือหากรับเขาเข้ามา ก็ควรให้เขาได้มีโอกาสประกอบอาชีพ เพราะมันไม่ใช่แค่เพียงการรับรองสิทธิดังกล่าวให้แก่เขา แต่มันยังเป็นผลดีมากมายให้กับเรา กล่าวคือ 

  1.เมื่อเขาสามารถทำงานได้ มีรายได้ในการจุนเจือตนเองและครอบครัว เป็นการลดภาระเงินทุนบางส่วนลงได้ ซึ่งนี่เป็นข้อดีที่เป็นประโยชน์มากๆต่อไทย  และจะเป็นได้ว่าปัญหาเรื่องงบประมาณก็เป็นสาเหคุต้นๆ ของปัญหาผู้ลี้ภัยนั่นเอง

  2. เพิ่มจำนวนเเรงงานให้กับประเทศ เราจะมีเเรงงานเพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ หากจะมีคนเถียงงว่าเเป็นการแย่งงานคนไทย หากเราลองพิจารณา งานบางอย่างคนไทยไม่ยอมทำ หรืออาจกล่าวง่ายๆก็คือคนไทยเองยังเลือกงานด้วยซ้ำ ในส่วนที่ขาดแคลน บุคคลเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ไม่ยาก

  3. ปัญหาเรื่องสถานะบุคคล ความปลอดภัยของงานที่ทำ ไทยก็ควรจะมีการรับรองสถานะให้บุคคลเหล่านี้ สำรวจรายชื่อ ความสามารถ ให้สอดคล้องกับงานที่ทำ นี่ก็ทำให้ลดการเกิดปัญหาต่างๆ ลงได้ 

   ดังนั้นหากเราทำทุกอย่าง อย่างเป็นระบบ ก็จะทำให้การถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลเหล่านี้ลดลงได้

อ้างอิง :

[1] "ผู้ลี้ภัยคือใคร.” (ออนไลน์). https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee (สืบค้นวันที่ 12 พฤษภาคม 2557)

[2]”สิทธิของผู้หนีภัยความตาย." (ออนไลน์). http://salweennews.org/home/?p=986 (สืบค้นวันที่ 12 พฤษภาคม 2557)

[3]"อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย." (ออนไลน์).https://www.unhcr.or.th/sites/default/files/Refuge....pdf (สืบค้นวันที่ 12 พฤษภาคม 2557)

[4]”อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย." (ออนไลน์).https://www.unhcr.or.th/th/refugee/thailand (สืบค้นวันที่12 พฤษภาคม 2557)

[5]”ประเทศไทย: นโยบายผู้ลี้ภัยที่เฉพาะหน้าและไม่เพียงพอ." (ออนไลน์).http://www.hrw.org/fr/node/110102 (สืบค้นวันที่12 พฤษภาคม 2557)