โครงการรถคันแรกเป็นโครงการที่เป็นที่สนใจของประชาชนมากมาย อย่างไรนโยบายที่คิดขึ้นโดยคุณทักษิณก็เหมือนกันในทุกนโยบาย นั่นคือ ขาดความชัดเจนในเป้าหมายและด้วยเหตุดังนั้นจึงขาดมาตรการหลายอย่างที่จะช่วยให้โครงการได้ผลในหลายๆ ด้านก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา เพราะไม่เตรียมการรองรับไว้ก่อนนโยบายของทักษิณ ส่วนหนึ่งมุ่งที่จะสร้างการบริโภคภายใน หรือเน้นการให้ความสำคัญกับความต้องการซื้อภายในประเทศในการฟื้นเศรษฐกิจคืนจากภาวะวิกฤติ โดยเร่งการใช้จ่ายในการบริโภคของประชาชนในชนบทและประชาชนในระดับระดับรากหญ้า ทั้งนี้ก็ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า อัตราการใช้เงินส่วนที่เพิ่มขึ้นเพื่อการบริโภคของคนจนสูงกว่าคนรวยเพราะนั้นการเพิ่มรายได้ของประชาชนในระดับรากหญ้าและการเร่งค่าใช่จ่ายในการบริโภคของประชาชนในระดับรากหญ้าจะมีผลทวีคูณต่อรายได้ประชาชาติสูงเพราะนโยบายที่คิดขึ้นโดยนายกฯทักษิณ ยึดอัตราเร่งของการบริโภค (ConsumptionRate Growth) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ การส่งเสริมการใช้จ่ายในการบริโภคอัดฉีดให้ประชาชน ส่งเสริมการใช้เครดิตการ์ด ส่งเสริมการซื้อสินค้าเงินผ่อนส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว แต่อีกส่วนหนึ่งนโยบายที่เกี่ยวกับทักษิณก็เน้นการส่งออกด้วยเช่น นโยบายเอสเอ็มอี และหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น แต่ที่แน่ๆก็คือนโยบายรถคัดแรกนี้เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายใน
ในบันทึกนี้ผมได้ศึกษาเอกสาร โดยมากเป็นหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏในเฟซบุ๊ค และของไทยพับลิกาในที่นี้ผมต้องการที่จะนำเสนอว่า 1. รูปแบบในโครงการรถคันแรกว่ามีอะไรบ้าง2.รถคันแรกทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างไร 3.ข้อที่เป็นจุดด้อยของโครงการนี้มีอะไรบ้าง 4.ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมจะบริหารเรื่องรถติดอันเกิดมาจากรถคันแรกนี้อย่างไร
1. รูปแบบในโครงการรถคันแรกคืออะไร
ก่อนที่จะเลือกซื้อรถคันแรกมีกฎเกณฑ์ในตัวนโยบายก่อน ที่ผู้เลือกซื้อจะต้องทำความเข้าใจก่อน ดังนี้
1. ต้องเป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อ
2. ต้องทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ตั้งแต่วันที่16 กันยายน พ.ศ.2554-31 ธันวาคม พ.ศ.2555
3. เป็นรถยนต์ราคาขายปลีกไม่เกิน1 ล้านบาทต่อคัน
4. เป็นรถยนต์นั่งขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/รถกระบะ(Pick up)/รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Double Cab)
5.เป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศ (รถยนต์จดประกอบ)
6. คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคัน
7. ผู้ซื้อต้องมีอายุ21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
8. ผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปีหากผู้ซื้อรถไม่สามารถผ่อนต่อได้ หรือมีเหตุอย่างอื่นจะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับให้กรมสรรพสามิต หากไม่ดำเนินการ ทางกรมสรรพสามิตจะใช้วิธีการทางศาลเพื่อให้สั่งให้คืนทะเบียนรถยนต์
9. การคืนเงินจะคืนเมื่อครอบครองรถยนต์1 ปีไปแล้ว โดยจะเริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไปซึ่งกรมสรรพสามิตจะจ่ายผ่านทางเช็คเงินสดครั้งเดียวเต็มจำนวน
10. สามารถซื้อรถแบบเงินผ่อนผ่านไฟแนนซ์หรือเงินสดก็ได้
11. รถมือสองไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้เนื่องจากรถมือสองไม่มีภาษีสรรพสามิตในการซื้อ-ขาย
นอกจากนี้จากการตรวจสอบจากราคารถยนต์ และอัตราภาษีของรถยนต์ประเภทต่าง ๆ ในท้องตลาดเพื่อคิดเป็นสัดส่วนเงินภาษีที่จะได้รับคืน จะพบว่า
1.รถอีโคคาร์ ราคาประมาณคันละ 3.75-5.4 แสนบาท เก็บภาษี 17%ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนเฉลี่ย 45,000 บาท
2.รถยนต์นั่งขนาดเล็ก(ไม่เกิน 1,500 ซีซี) ราคาประมาณคันละ5-7 แสนบาท เก็บภาษี 25% ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนสูงสุดไม่เกิน100,000 บาท
3.รถกระบะ 2 ประตู ราคาประมาณคันละ 3-5 แสนบาท เก็บภาษี 3% ผู้ซื้อจะได้รับเงินเฉลี่ย 10,000บาท
4.รถกระบะ 4 ประตู ราคาประมาณคันละ 7-8 แสนบาท เก็บภาษี 12% ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนเฉลี่ย 60,000 บาท
ให้ดูประเภทของรถนะครับ ถ้าผมซื้อรถอีโคคาร์ พวกมาร์ช จะได้เงินคืนเพียงแค่ 45,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นรถนั่งขนาดเล็กไม่เกิน 1,500 ซีซีจึงได้รับเงินครบ 1 แสนบาท