[1]สุขภาพเป็นสิทธิและหน้าที่ของแต่ละบุคคลสุขภาพดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมวลมนุษยชาติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติได้กำหนดไว้ประกอบกับสุขภาพเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลผู้อื่นจะหยิบยื่นหรือทำแทนแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องรับผิดชอบดูแลสุขภาพของตนเองไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยและไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่นพร้อมทั้งขวนขวายหาความรู้และแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
ในทางสาธารณสุขถทอว่าคนเป็นทั้งผู้มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากการจัดการของรัฐและเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตนเองครอบครัวและชุมชนดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีการจัดระบบบริหารจัดการสุขภาพที่คนในชาติจะได้ประโยชน์สูงสุดรวมทั้งส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ประชาชนเอกชนองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจกำหนัดทิศทางและบริหารจัดการสุขภาพด้วยตนเอง
สิทธิมนุษยชนด้านสาธารณสุข[2]หมายถึงการที่บุคคลมีสิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียมกันโดยที่ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายซึ่งในปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิไว้แล้วตามมาตรา52 ดังนั้นรัฐจึงต้องจัดบริการด้านการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนั้นสิทธิที่จะได้รับบริการด้านการสุขภาพก็คือสิทธิของปัจเจกบุคคลที่มีโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับบริการเพื่อสุขภาพโดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นมีความสามารถจะรับภาระค่าบริการเหล่านั้นได้หรือไม่ก็ตาม
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550[3]
ในหมวดที่ 3 สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทยมาตรา 51
"บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานและผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 51 [4]
มาตรา 5 บุคคลมีสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
บุคคลมีหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการให้เกิดสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมตามวรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 [5]
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
“บริการสาธารณสุข” หมายความว่าบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันโรคการตรวจวินิจฉัยโรคการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตทั้งนี้ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ”
มาตรา 5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้
สนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม
ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)[6]
มาตรา 25 (1) Everyone has the right to a standard of living adequate for the health and well-being of himself and of his family, including food, clothing, housing and medical care and necessary social services, and the right to security in the event of unemployment, sickness, disability, widowhood, old age or other lack of livelihood in circumstances beyond his control.
กติการะหว่างประเทศว่าด้าวสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม(ICESCR) [7]
Article 12 of the Covenant recognises the right of everyone to "the enjoyment of the highest attainable standard of physical and mental health." "Health" is understood not just as a right to be healthy, but as a right to control ones own health and body (including reproduction), and be free from interference such as torture or medical experimentation.States must protect this right by ensuring that everyone within their jurisdiction has access to the underlying determinants of health, such as clean water, sanitation, food, nutrition and housing, and through a comprehensive system of healthcare, which is available to everyone without discrimination, and economically accessible to all.
มาตรา 12 รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมี "สุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้"คำว่า "สุขภาพ" เป็นที่เข้าใจว่ามิใช่เพียงสิทธิในการมีสุขภาพดีเท่านั้นแต่ยังเป็นสิทธิที่จะควบคุมสุขภาพและร่างกาย (รวมทั้งการสืบพันธุ์) ของตนเองและเป็นอิสระจากการแทรกแซงเช่นการทรมานหรือการทดลองทางการแพทย์รัฐต้องคุ้มครองสิทธินี้โดยทำให้แน่ใจว่าทุกคนในเขตอำนาจของตนเข้าถึงปัจจัยสุขภาพที่จำเป็นเช่นน้ำสะอาดสุขอนามัยอาหารสารอาหารและที่อยู่อาศัยและผ่านระบบสาธารณสุขอย่างครอบคลุมซึ่งทุกคนเข้าถึงได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและทุกคนเข้าถึงได้อย่างประหยัด
จากกรณีศึกษาของน้องอาป่าน้องนาแฮน้องชินจังน้องบิวตี้น้องมะไข่น้องผักกาดและน้องจอหนุแฮจนเห็นได้ว่าผู้ทรงสิทธิเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ทั้งสองคนกลับถูกละเมิดสิทธิในการมีสุขภาพดีโดยรัฐปัญหาอีกประการหนึ่งของคนที่อาศัยอยู่ตามชายแดนว่าได้รับสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมน้อยมากหรือแทบไม่มีโอกาสต่อสู้คดีได้เลยทั้งที่สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิที่กฎหมายรัฐธรรมนูญปี2550รับรองไว้ในหมวดที่3 ส่วนที่4 ม.40แต่เพราะปัญหาหลักคือทุนทรัพย์และความรู้ด้านกฎหมายที่ยังเข้าไม่ถึงชาวบ้านทนายความสำหรับคดีเด็กที่มีความเชียวชาญก็ยังมีไม่เยอะแต่การที่เป็นคนยากจนก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาจำกัดสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐควรเข้ามาดูแลและให้ความคุ้มครองสิทธินี้อย่างชัดเจนจะได้ไม่ต้องมีน้องหรือผู้ทรงสิทธิคนใดทนทุกข์ทรมานจากการถูกละเมิดสิทธิในการมีสุขภาพดีเช่นนี้อีกในอนาคต
ในรัฐธรรมนูญฯ 2550 สิทธิในสุขภาพจะถูกบัญญัติไว้ในหมวด 3 คือสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทยทำให้มีนักกฎหมายบางท่านตีความคำว่าบุคคลตามมาตรา 51 คือชนชาวไทยหรือคนที่มีสัญชาติไทยตามชื่อหมวดอันนำไปสู่การตีความคำว่าบุคคลในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ2550 ที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญฯ 2550 โดยกำหนดให้ผู้ทรงสิทธิคือชนชาวไทยเช่นเดียวกันด้วย
การตีความตามชื่อหมวดของรัฐธรรมนูญข้างต้นนั้นควรตีความให้ผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายข้างต้นคือ “มนุษย์ทุกคน” เพราะว่าหากมีการตีความเช่นข้างต้นอาจส่งผลดังต่อไปนี้
1. รัฐไทยอาจละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศอันก่อให้เกิดความรับผิดของรัฐไทยได้เพราะในมาตรา 25 ของ UDHR และมาตรา 12 ของ ICESCR ใช้คำว่าทุกคน(everyone) ไม่ได้ใช้คำว่าคนชาติหรือnationalsแต่ประการใดดังนั้นสิทธิในการมีความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีจึงมิได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่คนชาติของรัฐนั้นเท่านั้นแต่ฐานแห่งสิทธิคือความเป็นมนุษย์นั่นเอง
2. สิทธิในสุขภาพดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานหากตีความให้มีผู้ทรงสิทธิเพียงแค่คนชาติของรัฐไทยเท่านั้นก็ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มาอาศัยในรัฐไทยซึ่งเป็นเรื่องของศีลธรรมและความมีมนุษยธรรมด้วย
3. การที่รัฐไทยรับรองสิทธิในสุขภาพของมนุษย์ทุกคนที่ปรากฏตัวอยู่ในดินแดนไทยนั้นย่อมส่งผลดีต่อคนชาติของรัฐไทยด้วยเพราะว่าหากคนต่างด้าวที่มาอาศัยในไทยเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและรัฐไทยไม่สนใจให้บริการสาธารณสุขแก่คนเหล่านั้นโรคติดต่อนั้นอาจแพร่กระจายมาสู่คนชาติของรัฐไทยก็เป็นได้ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐไทยต้องรับรองสิทธิในสุขภาพของทั้งคนชาติและคนต่างด้าวที่มาปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐไทยนั่นเอง
อ้างอิง
[1]“สิทธิ หน้าที่ พลเมือง : สุขภาพภาคประชาชน.”(ออนไลน์).http://www.esanphc.net/online/people/people01.htm(สืบค้นวันที่30เมษายน2557)
[2] “สิทธิมนุษยชน .”(ออนไลน์).http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-4/human_rights/07.html(สืบค้นวันที่30เมษายน2557)
[3] “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550.”(ออนไลน์).http://www.ombudsman.go.th/10/documents/law/Constitution2550.pdf (สืบค้นวันที่30เมษายน2557)
[4] “พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550.”(ออนไลน์).http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538976177&Ntype=19 (สืบค้นวันที่ 30 เมษายน2557)
[5] “พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545.” (ออนไลน์). http://www.moph.go.th/ops/minister_06/Office2/30%20baht%20law.pdf (สืบค้นวันที่30เมษายน2557)
[6] “ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR).” (ออนไลน์).http://www.l3nr.org/posts/519241 (สืบค้นวันที่30 เมษายน2557)
[7]“กติการะหว่างประเทศว่าด้าวสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม(ICESCR).” (ออนไลน์).http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/icescrt.pdf (สืบค้นวันที่30เมษายน2557)