ผู้ทรงสิทธิในการมีสุขภาพดี : การละเมิดสิทธิมนุษยชนในสิทธิในการมีสุขภาพดี


(ที่มารูปภาพ : http://www.hopeforcongress.com/sites/patrickhope/f...



          สิทธิในการมีสุขภาพดีนั้น เป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ถ้ามนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ดีได้แล้ว เขาก็ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ได้ เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มารุมเร้า การที่เขาสามารถเข้าถึงสิทธิในการมีสุขภาพดีได้ เขาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิในการมีสุขภาพดีนี้ กลับถูกละเมิดมากมาย โดยเฉพาะจากภาครัฐ ทำให้บุคคลหลายคนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการมีสุขภาพดีได้ในประเทศไทย

          หากพิจารณาถึงคำว่าสิทธิในการมีสุขภาพดีนั้น พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 25451

          มาตรา 3 บัญญัติว่า "บริการสาธารณสุข หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ"

          มาตรา 5 วรรค 1 บัญญัติว่า "บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้"

          วิเคราะห์ปัญหาที่ต้องวิเคราะห์คือใครคือผู้ทรงสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานหรือสิทธิในการมีสุขภาพดีตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ บัญญัติขึ้นเพื่อขยายความของสิทธิในสุขภาพอนามัยตามมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 เมื่อมาตรา 51 ต้องอาศัยการตีความโดยพิจารณา มาตรา 4 แห่ง รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" ประกอบ ทำให้ได้ความว่า ผู้ทรงสิทธิตามมาตรา 51 ควรจะเป็น "มนุษย์ทุกคน" มากกว่า "ชนชาวไทย" ดังนั้น พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพฯ 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ จึงต้องตีความผู้ทรงสิทธิโดยพิจารณาจากมาตรา 4 แห่ง รัฐธรรมนูญประกอบด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าผู้ทรงสิทธิในการมีสุขภาพดีตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็น "มนุษย์ทุกคน" เช่นเดียวกัน2

          แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งๆที่ผู้ทรงสิทธิในการมีสุขภาพดีคือมนุษย์ทุกคน ไม่จำกัดแค่เพียงปวงชนชาวไทย หรือบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่ยังมีผู้ทรงสิทธิหลายคนที่ไม่ใช่ปวงชนชาวไทย ไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่กลับถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในการมีสุขภาพดีนี้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างการละเมิดสิทธิในการมีสุขภาพดีสองตัวอย่างคือ กรณีของน้องผักกาด และกรณีของน้องจอหนุแฮ

          กรณีของน้องผักกาด หรือเด็กหญิงผักกาด เกิดที่โรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตาก สันนิษฐานว่าบุพการีเป็นคนเมียนมาร์ น้องพิการตั้งแต่กำเนิด คือเป็นโรคสมองบวมน้ำ อาการหนักมาก ไม่สามารถลุกไปไหนได้ เป็นคนไข้ติดเตียง คิดว่าน้องจะไม่สามารถมีชีวิตรอดเกิน1เดือน จึงไม่ได้มีการแจ้งเกิด แต่น้องสามารถมีชีวิตอยู่รอดมาได้ ปัจจุบัน น้องมีอายุราว8ปี

          เนื่องจากน้องไม่ได้ถูกแจ้งเกิดแต่อย่างใด น้องจึงยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลย น้องจึงเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ

          ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าบุคคลนั้นมีปัญหาในเรื่องสถานะบุคคล ประเทศไทยก็มีกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติของคณะรัฐมนตรี แต่สำหรับกรณีของน้องผักกาดนั้น น้องก็มีปัญหาในเรื่องสถานะบุคคลเช่นเดียวกัน แต่น้องไม่สามารถเข้าถึงกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลได้ เนื่องจากมีปัญหาในการตีความคำว่าปัญหาสถานะบุคคลไม่ตรงกัน ทั้งๆที่น้องจะได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิในการมีสุขภาพดีที่เป็นสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รับ แทนที่น้องจะได้รับการดูแลแบบคนพิการตามสิทธิคนพิการที่รัฐมีหน้าที่ดูแล ได้ใช้เครื่องมือฟื้นฟูร่างกายของน้อง แต่น้องกลับไม่ได้การช่วยเหลืออะไรจากรัฐเลย

          แต่น้องผักกาดยังโชคดี ที่มีภาคประชาสังคมให้การสนับสนุน ซื้อหลักประกันสุขภาพตามมติของคณะรัฐมนตรี ให้น้องผักกาดได้รับการดูแลและเลี้ยงดูโดยโรงพยาบาลพบพระ จังหวัดตากต่อไป

          นอกจากรณีของน้องผักกาดแล้ว ยังมีกรณีที่คล้ายกันอีกกรณีหนึ่ง คือกรณีของน้องจอหนุแฮ น้องจอหนุแฮเกิดในประเทศเมียนมาร์ บุพการีเป็นคนเมียนมาร์ แต่ปอดของน้องเสียหายอย่างหนักจากวัณโรค เพราะสูดดมควันจากการเผาป่าในแถบนั้น จนน้องขาดเครื่องช่วยหายใจไม่ได้ แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง ไม่สามารถเดินไปไหนได้ไกล เป็นคนไข้ติดเตียงเช่นเดียวกับน้องผักกาด น้องจอหนุแฮรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตาก

          น้องจอหนุแฮน่าจะยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใด น้องจึงเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เช่นเดียวกับน้องผักกาด

          น้องจอหนุแฮก็ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลได้เช่นกัน เนื่องจากมีปัญหาในการตีความคำว่าปัญหาสถานะบุคคลไม่ตรงกัน น้องจึงไม่ไ่ด้รับสิทธิในหลักประกันสุขภาพ ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายใดๆได้จากรัฐ ทั้งๆที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงมาก อีกทั้งจะผลักดันให้น้องกลับประเทศเมียนมาร์ไม่ได้ เนื่องจากการเดินทางไปยังบ้านของน้องจอหนุแฮนั้น ต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำไป และต้องเดินเท้าไปอีกหนึ่งกิโลเมตร ซึ่งน้องต้องใช้ถังออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา แพทย์วินิจฉัยว่าถ้าเดินทางกลับไปแล้ว ไม่น่าจะมีชีวิตรอดได้ แม้ว่าน้องจะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดๆกับประเทศไทยเลย เราก็ไม่สามารถผลักดันน้องออกประเทศให้ไปเสียชีวิตได้ เพราะน้องก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะได้รับการรักษา จะปล่อยให้น้องเสียชีวิตกลางทางไม่ได้

          แต่ในความโชคร้าย ก็ยังมีสิ่งดีๆอยู่ คือ ภาคประชาสังคมได้ให้การสนับสนุน ซื้อหลักประกันสุขภาพตามมติของคณะรัฐมนตรี ให้น้องจอหนุแฮได้รับการดูแลรักษาจากโรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตากต่อไป

          จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นน้องผักกาดหรือน้องจอหนุแฮ ทั้งสองคนก็เป็นผู้ทรงสิทธิ เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ทั้งสองคนกลับถูกละเมิดสิทธิในการมีสุขภาพดีโดยรัฐ ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐควรเข้ามาดูแลและให้ความคุ้มครองสิทธินี้อย่างชัดเจน จะได้ไม่ต้องมีน้องหรือผู้ทรงสิทธิคนใด ทนทุกข์ทรมานจากการถูกละเมิดสิทธิในการมีสุขภาพดีเช่นนี้อีกในอนาคต


จิดาภา รัตนนาคินทร์

29 เมษายน 2557

1 พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. 2545. แหล่งที่มา : http://www.moph.go.th/ops/minister_06/Office2/30%2... 29 เมษายน 2557.

2 Thanunchanok Yodsanit. 2556. กฎหมายไทย กับ สิทธิในความมีสุขภาพดี. แหล่งที่มา :http://www.l3nr.org/posts/535559. 29 เมษายน 2557.