HR-LLB-TU-2556-TPC-กฎหมายไทยว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย

                การที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีกฎเกณฑ์ต่างๆในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันก็คือกฎหมาย กฎหมายนั้นจะต้องมีสภาพบังคับกล่าวคือเพื่อให้มนุษย์ปฏิบัติตามจึงจำเป็นต้องมีสภาพบังคับในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย อย่างในกฎหมายอาญาสภาพบังคับก็คือโทษที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งมีอยู่5สถานด้วยกัน ตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 18 โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้

(1) ประหารชีวิต

(2) จำคุก

(3 ) กักขัง

(4) ปรับ

(5) ริบทรัพย์สิน

                 ดังที่กล่าวมาโทษที่หนักที่สุดก็คือโทษประหารชีวิต สำหรับประเทศไทยการประหารชีวิตมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือการใช้ดาบตัดคอ และเสียบหัวประจาน และยกเลิกการตัดคอไปในสมัยการปฏิรูปการปกครองปี 2475 ให้เหลือเพียงการเสียบหัวประจาน ในปี 2477 ได้มีปรับเปลี่ยนเป็นการยิงเป้า กระทั่ง 19 ตุลาคม 2546 การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าก็กลายเป็นอดีตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารชีวิตนักโทษจากการยิงเป้าไปเป็นการนำมาฉีดยา หรือสารผิดให้ตาย[1]

                 ซึ่งโทษประหารชีวิตนั้นมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรมีโทษประหารชีวิตนั้นมองว่ามาตรการนี้เป็นวิธีการที่สร้างความปลอดภัยและสันติภาพในสังคม แต่ในฝั่งที่ไม่เห็นด้วยมองว่าโทษประหารชีวิตมีลักษณะที่โหดร้าย ขัดกับหลักการพื้นฐานของศาสนา อีกทั้งยังมีการวิจัยในเชิงวิชาการมาแล้วหลายครั้งว่า โทษประหารชีวิตไม่สามารถลดปัญหาการเกิดอาชญากรรมได้ โดยงานวิจัยระบุว่า ปัจจัยที่จะทำให้อาชญากรรมลดน้อยลงนั้นคือเรื่องของความรวดเร็วในการจับกุมและความชัดเจน แต่หากคำนึงถึงความรู้สึกของผู้เสียหายและคนที่ถูกทำร้ายที่ต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ประเด็นที่ว่าการยกเลิกโทษประหารมีความจำเป็นจริงหรือไม่จึงเกิดขึ้น เพราะที่จริงแล้วผู้ที่มีโอกาสถูกลงโทษประหารชีวิตหากรับสารภาพ ศาลก็อาจลงโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตแทนอยู่แล้ว อีกทั้งโทษประหารชีวิตยังสามารถขออภัยโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิตได้ ซึ่งนับเป็นการผ่อนหนักเป็นเบาของโทษที่สามารถทำได้อยู่แล้ว[2]

                    ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการลงโทษประหารชีวิตเป็นการปฏิเสธสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดสำหรับบุคคล นั่นคือ เป็นการละเมิด “สิทธิในการมีชีวิต” ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โทษประหารชีวิตเป็นการสังหารบุคคลโดยรัฐเป็นผู้ลงมืออย่างเลือดเย็นและมีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า และที่น่าหวาดหวั่นที่สุด คือ การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรูปแบบนี้ ถูกกระทำในนามของความยุติธรรม[3]

                     โดยสิทธิในการมีชีวิตนั้นรับรองอยู่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ3 ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตเสรีภาพและความมั่นคงแห่งบุคคล

                     แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งองค์กรที่รณรงค์ในเรื่องดังกล่าว ได้รวบรวม 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโทษประหารชีวิต พร้อมกับข้อเท็จจริงของแต่ละความเชื่อ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

ความเชื่อ – โทษประหารชีวิตสามารถป้องกันอาชญากรรมและทำให้สังคมมีความปลอดภัยขึ้น

ความจริง – ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า โทษประหารชีวิตจะสามารถป้องกันอาชญากรรมได้ อย่างเช่นที่ประเทศแคนาดา ปัจจุบันหลังจากที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตมากว่า 30 ปี สถิติการก่ออาชญากรรมลดลงมาก เมื่อเทียบกับปี 2519 ที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ และจากการศึกษาในระยะเวลา 35 ปี เพื่อเปรียบเทียบสถิติการฆาตกรรมระหว่างฮ่องกง ซึ่งไม่มีโทษประหารชีวิตกับสิงคโปร์ที่ มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน แต่ยังมีโทษประหารชีวิต พบว่าโทษประหารชีวิตนั้นมีผลกระทบที่น้อยมากต่อสถิติการก่ออาชญา

ความเชื่อ – การประหารชีวิตเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ความจริง – การประหารชีวิตไม่สามารถป้องกันไม่ให้คนใดคนหนึ่งวางแผนเพื่อที่จะฆ่า หรือทำร้ายคนอื่น เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ได้ เจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการต่อต้านการก่อการร้ายได้เปิดเผยหลายครั้ง ว่า ผู้ก่อการร้ายที่ถูกประหารชีวิตนั้น เปรียบได้กับการพลีชีพเพื่อศาสนา หรืออุดมการณ์ และกลุ่มต่อต้านติดอาวุธได้ออกมาเปิดเผยด้วยว่า โทษประหารชีวิตนั้นเป็นเหมือนข้ออ้างที่จะใช้ในการแก้แค้นและมันก็จะนำมา ซึ่งการใช้ความรุนแรงไม่จบไม่สิ้น

ความเชื่อ – โทษประหารชีวิตนั้นเป็นสิ่งดี ตราบใดที่ยังมีคนส่วนใหญ่สนับสนุนอยู่

ความจริง – ในอดีตนั้นมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย จากการสนับสนุนของคนหมู่มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป การกระทำเหล่านั้นกลับถูกมองว่า เป็นเรื่องน่าหวาดกลัว การตกเป็นทาส การแบ่งแยกเชื้อชาติ และการลงประชาทัณฑ์ ได้รับการสนับสนุนจากคนหมู่มากทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุด และรัฐบาลก็ควรมีหน้าที่ที่จะปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคน ถึงแม้บางครั้งมันจะขัดกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ก็ตาม นอกจากนี้ ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่นั้น จะเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับผู้นำทางการเมืองและการให้ข้อมูลที่เป็นความ จริงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต

ความเชื่อ – คนที่ถูกประหารชีวิตทุกคนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิดจริงในการก่อคดีอาชญากรรม

ความจริง – มีนักโทษเป็นร้อยจากทั่วโลกที่ถูกประหารชีวิตจากการพิจารณาคดีที่ไม่เป็น ธรรม ซึ่งรวมถึงการเค้นเอาคำสารภาพจากนักโทษโดยการทรมานและการปฏิเสธให้นักโทษได้ ใช้ทนายความ ประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดนั้น เป็นประเทศที่มีความจริงจังอย่างมากด้านกระบวนการยุติธรรม อย่างเช่น จีน อิหร่าน อิรัก และจากการที่อเมริกาละเว้นโทษประหารชีวิตให้กับนักโทษ 144 คนในปี 2516 แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายมากมายแค่ไหน กระบวนการยุติธรรมก็มีการผิดพลาดได้อยู่ดี และตราบเท่าที่คนเรามีการผิดพลาดกันได้ ความเสี่ยงในการที่จะประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

ความเชื่อ – ญาติของผู้ถูกฆาตกรรม ต้องการการลงโทษที่สาสม

ความจริง – การเคลื่อนไหวคัดค้านโทษประหารชีวิตทั่วโลก มีผู้เข้าร่วมหลายคนที่สูญเสียคนที่ตนเองรัก หรือแม้กระทั่งเป็นเหยื่อของความรุนแรงและอาชญากรรมเอง แต่เพราะเหตุผลทางจริยธรรมและความเชื่อทางศาสนา จึงไม่อยากให้มีโทษประหารชีวิตในนามของพวกเขา และในสหรัฐอเมริกา องค์กร “Murder Victims’ Families for Human Rights” ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนเพื่อญาติของเหยื่อที่ถูกฆาตกรรม ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มเลิกโทษประหารชีวิต เช่น รัฐนิวแฮมป์เชียร์[4]

                      สรุปคือเมื่อมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุนว่าโทษประหารไม่สามารถยับยั้งการกระทำ ความผิดได้ หากมีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับผู้กระทำความผิด สังคมก็จะยอมรับในส่วนนี้ได้ สำหรับกรณีเปลี่ยนโทษประหารให้เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะต้องมีการดำเนินการอีกหลายประการตามมา รวมทั้งจำเป็นต้องมีเรือนจำที่มีประสิทธิภาพ มีความแข็งแรงเพื่อรองรับนักโทษ และมีเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอต่อการดูแล เนื่องจากขณะนี้มีนักโทษที่มีโทษสูงจำนวนมาก รวมทั้งต้องมีการปรับกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้ด้วย ดังนั้นการยกเลิกโทษประหารจึงอาจเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ[5]

                      ข้าพเจ้าเห็นว่าการที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนคือการปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรม ความดี ให้กับคนในสังคม


[1] nuntarat. โทษประหารชีวิต ควรมีต่อไปหรือไม่?. MThai. [Website] 2013 July [cited 2014 Apr 25]. Available from: http://news.mthai.com/webmaster-talk/252462.html

[2] โทษประหารชีวิต ความจำเป็นที่ต้องคงอยู่ หรือความรุนแรงที่ควรยกเลิก. เดลินิวส์. [Website] 2013 Mar [cited 2014 Apr 25]. Available from: http://www.dailynews.co.th/Content/Article/127538/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95+%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88+%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81!%3F

[3] มุมมองด้านสิทธิมนุษยชนต่อการใช้โทษประหารชีวิต. amnesty. [Website] [cited 2014 Apr 25]. Available from: http://www.amnesty.or.th/th/our-work/end-the-death-penalty

[4] เปิด 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ 'โทษประหารชีวิต. ไทยรัฐออนไลน์. [Website] 2014 Mar [cited 2014 Apr 25]. Available from: http://www.thairath.co.th/content/412729

[5] ถกเครียด เลิกไม่เลิก โทษประหารชีวิต. kapook. [Website] [cited 2014 Apr 25]. Available from: http://hilight.kapook.com/view/43876

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน HR-LLB-TU-2556-TPC



ความเห็น (0)