ด้วยความทะเยอทะยานอยากไปเรียนเมืองนอกของตัวเอง (สถานะ single mum) และไม่เจียมสังขาร (อายุ ตอนนั้น ๔๑ ปี) บวกกับความคิดที่ว่ามี "แม่" (ข้าราชการบำนาญครู) เป็นเสาหลักที่จะดูแล "ลูกสาว ๒ คน (๑๗ และ ๗ ขวบ) แทนได้ จึงลาออกจากราชการ (อายุราชการรวม ๒๐ ปี ๕ เดือน) ตำแหน่งสุดท้ายคือ เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข ระดับ ๖ เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท พี่ๆที่ทำงานแนะนำว่า ให้รออีกสักปี เค้าจะให้ซี ๗ กับหัวหน้าสถานีอนามัยแล้วนะ เชอะ! ไม่แคร์คร้า ตรูเบื่อเจ้านายเต็มที ขอออกเหอะ! (ดิฉันขออนุมัติลาไปเรียนต่อ ดันตอบกลับมาว่า "คุณไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาเอก สำหรับการทำงานในหน้าที่นี้! ดู ดุ๊ ดู วิสัยทัศน์เจ้านายยยยยย) ดิฉันได้รับบำเหน็จ + กบข.(ตอนนั้นกองทุนยังม่ะเจ๊ง) ราวๆห้าแสนบาท ไม่ได้ใช้สักบาท เอาไปซื้อที่ดินไว้หนึ่งแปลง จากนั้นปลายปี ๕๐ ก้อโบยบินไปเรียนปริญญาเอกที่ ประเทศอินเดีย ด้วยทุนส่วนตัวที่เก็บหอมรอมริบมาจากการทำงานประจำ+งานพิเศษเสาร์อาทิตย์ แถบรากเลือด ตลอด ๔ ปีเต็ม หลังจากที่หย่าขาดกับสามีและต้องเลี้ยงดูลูกสาวสองคนเพียงลำพัง!
ตอนจะไปเหมือนไก่จะบิน แต่...พอไปถึง เหมือน "ห่า" (ไก่ติดเชื้อ H5N1,9) จะกิน!" โดนเต็มๆ! อุตสาห์เลือกไปอยู่ที่เมืองปูเน่ ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินมุมไบ ไปราวร้อยสามสิบกว่ากิโลเมตร มีคนอินเดียที่สถานฑูตอินเดีย บอกเราว่า เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบาย เพราะตั้งอยู่บนหุบเขา มีคนต่างชาติเยอะแยะ มีความทันสมัยเนื่องจากเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมทั้งได้ขึ้นชื่อว่าเป็น Oxford of East!" เพราะ มีสถาบันการศึกษาทั้งระดับวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมากกว่าพันแห่ง มีสาขาวิชามากมาย ที่เมืองไทยไม่มี ให้เราเลือกเรียนได้อย่างเมามันส์! สรุป ที่เค้าพูดจริง ๑๐๐% แต่..มันดันบอกไม่หมดซ่ะง้าน ว่า ในความทันสมัยนั้นมันมีความล้าหลังปะปนกันได้อย่างลงตัวจริงๆ เช่น มีส้วมชักโครกที่มีคน(อึ) ใช้แล้วไม่กดทั่วทุกหนทุกแห่งไม่เว้นแม้กระทั่งในห้างสรรพสินค้า! มีถนน express way ที่มีคนขับรถแบบไร้มารยาท กดแตรกันลั่นสนั่นบ้านถือเป็นเรื่องปกติของที่นี่ ผู้คนขับรถได้หวาดเสียวมาก โดยเฉพาะสิงห์รถบรรทุก! (ขนาดขึ้นรถไฟเหาะบ้านเรายังไม่เสียวเท่านี้เลยคร้า!) มีขอทานเดินตามท้องถนน และชอบไล่ล่าคนต่างชาติแบบเรา ขนาดเรานั่งบนรถตุ๊กๆ พอไม่ให้ตังส์ ขอทานยังยื่นมือมาหยิกแขนเราซ่ะง้าน! ฝุ่นๆๆ ที่นี่เยอะมาก air pollution เป็นอันดับต้นๆของประเทศอินเดียเชียวแระ! ไหนๆก้อเลือกมาแล้วสินะ สู้โว้ยยยยยย! ทนอยู่มาได้ ๖ ปี ๗ เดือน จนได้ด๊อคเตอร์ กลับบ้านตรูดีกว่าคร้าบท่าน (ช่วงใช้ชีวิตที่อินเดีย เด่วว่างแล้วมาเล่าให้ฟังคร้า บางเรื่องฮาแตกจนฉี่เล็ด บางเรื่องเศร้าจนน้ำตาแตกก้อมีอ่ะ)
เปิดฉาก...การวิ่งหางานทำในบ้านเกิดอีกครืั้ง ดิฉันมาถึงไทยเดือน พฤษภาคมปีที่แล้ว(๒๕๕๖) ค่ะ สามเดือนแรกอยู่บ้านเฝ้าน้าสาวตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้น จนเดินเหินได้ จากนั้น ก้อร่อนหนังสือสมัครงาน ด้วยอายุ ๔๗ ปี! มันจะมีงานอะไรให้เราทำได้ นอกจาก "การสอนหนังสือ" ใช่ป่ะ??? แรกๆ คนรอบข้างคงจะมองว่าดิฉันกระแดะ พูดไทยคำ อังกฤษสามคำอ่ะ แต่...มันคือเรื่องจริงค่ะ ไม่ได้กระแดะ ตรูลืมโว้ยย! ช่วงกลับไทยมาใหม่ๆ ดิฉันเขียนกะพูดภาษาไทยคำยากๆ ไม่ค่อยถูกต้อง โดยเฉพาะ ศัพท์วิชาการ! ปัจจุบันนี้ ค่อยดีขึ้นแล้วนะ ท่านว่าม่ะ?? กลับมาเข้าเรื่องสมัครงานต่อ หลังจากส่งใบสมัครงานไปราวหนึ่งอาทิตย์ก้อได้รับการติดต่อให้ไปสอนที่วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในภาคใต้ ดิฉันสมัครไปที่นี่ เพราะ อยากทราบสถาการณ์จริงๆที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนว่า มันจะเหมือนกับที่เราอ่านข่าวหรือเปล่า (ว่ะ)? สถาบันที่ดิฉันไปสอนนี้ นักศึกษาราว ๘๐% มาจากสามจังหวัดค่ะ ดิฉันก้อ indept interview ลูกศิษย์ advisee เรา ๓๐ คน จนได้ข้อมูลเชิงลึกมาพอให้หายอยากรู้ อยากเห็นค่ะ
ในตอนเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ดิฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องสมุดชั้นสามของอาคาร ก้อได้ยินเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว บรรณารักษ์ในห้องสมุด บอกดิฉันว่า "สงสัยท่านเจ้าของวิทยาลัย คงแก้บน ที่วิทยาลัยผ่านการประเมินของ สกอ. เมื่อวานนี้" ดิฉันจึงเดินไปชะโงกหน้าดูที่หน้าต่าง กลับเห็นภาพ นักศึกษาราวๆร้อยคนแหกปาก โหวกเหวก อยู่หน้าตึกห้องสมุด มีแกนนำกำลังด่าวิทยาลัยผ่านเครื่องขยายเสียง มีแผ่นป้าย และรถกระบะติดป้ายด่าวิทยาลัยตรึมเบย! อัยย่ะ! ผิดความคาดเดาของบรรณารักษ์ซ่ะง้าน! ดิฉันยืนเฝ้าดูเหตุการณ์ตรงหน้าต่างเคียงคู่กับบรรณารักษ์อย่างใจจรดใจจ่อ อุต๊ะ! จะเอางัยว่ะเนี่ย เห็นอาจารย์อาวุโสสุดๆ (อายุ ๗๐) กับ อาจารย์ คนนึง อายุงานเพิ่งจะเกิด แต่วางท่าใหญ่มาก เพราะ เป็นมือขวา ของเจ้าของวิทยาลัย ฮาๆๆ ทั้งสองคนเดินตรงไปหานักศึกษากลุ่มนั้น ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด อาจารย์เล็ก แต่ท่าใหญ่ เดินไปคว้าไมโครโฟนของแกนนำ แล้วก้อพูดด้วยเสียงดุดัน ทำนองว่า หากไม่กลับจะเอาตำรวจมาจับ และไล่นักศึกษาออกจากวิทยาลัยนะ! พูดได้ไม่ทันจบ นักศึกษาปิดไมค์! ฮาๆๆๆ ทีนี้ก้อเกิดการโต้เถียงกันไปมาระหว่าง อาจารย์คนนี้กับนักศึกษาผู้ประท้วง ดิฉันเห็นว่า ท่าทางจะไม่จบง่ายๆ เอาว่ะ ลงไปช่วยไกล่เกลี่ยจะดีกว่ามาหลบมุม เป็นอีแอบแบบนี้ (ลงไปช่วยเค้า ทั้งๆที่ตัวเองเพิ่งมาสอนได้เดือนนิดๆ ไม่รู้จักนักศึกษากลุ่มนี้เลยสักคน เนื่องจาก เป็นนักศึกษาจากคณะที่ดิฉันไม่ได้สอน) คิดได้แล้วก้อวิ่งตุเลงๆ ลงมาข้างล่าง พอลงมาถึง ดิฉันหยุดยืนฟังเหตุการณ์สักพัก จนจับใจความได้ว่า นักศึกษามาประท้วงเรื่องอะไร ด้วยประสบการณ์ทำงานในชุมชนกับชาวบ้าน NGO และข้าราชการการเมืองในท้องถิ่น ที่ได้ชื่อว่า "จอมอิทธิพล" หุหุหุ เจอมาสารพัดกับการประท้วงขับไล่ในหลายๆรูปแบบ แค่นี้ ชิวๆ (ขอโม้หน่อย) ตอนนั้น ดิฉันประเมินสถาการณ์และอารมณ์ของผู้ประท้วงซึ่งเริ่มโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก อาจารย์เล็ก ท่าใหญ่คนนี้ ช่างจำนรรจาได้เฉือดเฉือนน้ำใจผู้ประท้วง ยิ่งนัก! ดิฉันจึงได้ไปกระซิบบอกอาจารย์อาวุโส ซึ่งท่านสอนอยู่คณะเดียวกันกับดิฉันว่า "ขอความกรุณาท่านอาจารย์ ช่วยพาอาจารย์เล็กท่าใหญ่คนนี้ ไปเก็บไว้ที่อื่นก่อนนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะไปพูดกับนักศึกษาเองค่ะ" จากนั้น อาจารย์ท่านนี้ก้อเดินไปจุงมืออาจารย์เล็กท่าใหญ่ออกไปจากบริเวณที่ประท้วงทันที เพราะ ถ้าช้าไปกว่านี้ อาจจะมีสิทธิ์เจ็บตัวได้ เพราะ "ปาก"! จากนั้น ดิฉันพยายามเกลี่ยกล่อมจนนักศึกษาเย็นลง และยอมรับข้อต่อรองที่ดิฉันเสนอให้ คือ นัดวันให้นักศึกษามาพบปะ พูดคุยกับท่านเจ้าของวิทยาลัย ในวันรุ่งขึ้น จากนั้น กลุ่มผู้ประท้วงพากันพักกินข้าวเที่ยง เด็กๆกลุ่มนี้เชื้อเชิญให้ดิฉันกินข้าวด้วยค่ะ ได้กินขนมจีนรสแซ่บเว่อร์ กับขนมอร่อยๆของใต้แท้ๆ จนพุงกางเบยย นักศึกษาบอกดิฉันว่า "ตอนแรกพวกหนูนึกว่าอาจารย์ เป็นนักศึกษาปริญญาโท!" เอ้า เฮๆๆๆๆๆ ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆ
หลังจากวันที่นักศึกษาพบกับท่านเจ้าของวิทยาลัยแล้ว จากนั้นราวๆ หนึ่งอาทิตย์ ดิฉันได้รับแจ้งให้ ออกจากวิทยาลัยโดยด่วน! ทั้งๆที่ยังไม่ปิดวิชาที่สอน! ง่ายๆ คือ โดนไล่ออก! เหตุผล สั้นๆ คือ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบัน หลักฐานคือ คลิปวิดิโอ ขณะที่ดิฉันพูดเกลี้ยกล่อมนักศึกษาวันที่ประท้วง! บางตอนของคำพูด เช่น "นักศึกษามาประท้วง เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วตามหลักประชาธิปไตย สมกับเล่าเรียนในคณะรัฐศาสตร์จริงๆ แบบนี้อาจารย์ให้ "เอ" กันทุกคน แสดงว่า เข้าใจในสิทธิ์ และกระบวนการประชาธิปไตย ประท้วงในขอบเขต ตามกฎหมาย ยกเว้น การใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้องไปจ่ายค่าปรับก่อนนะ" และ "ถ้าเป็นอาจารย์ ก้อต้องมาประท้วงแบบนักศึกษาเหมือนกัน เมื่อทำทุกวิถีทางตามกระบวนการร้องเรียนแล้ว ก้อไม่ได้รับการแย่แสจากผู้บริหาร ส่งหนังสือไปก้อเงียบหาย ไปติดต่อถามด้วยตนเองก้อโดนด่ากลับมา กูทนไหวแล้ว อันนี้เข้าใจความรู้สึกของนักศึกษาที่มาประท้วงที่นี! มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะสงสัย "ครายว่ะ ที่มันเอาคลิปนี้ ไปให้เจ้าของวิทยาลัยดู??" แทนที่จะชมเชยว่า พูดเก่ง ไกล่กลี่ยจนเด็กยอม กลับกลายเป็นว่า อีนี่เป็นหัวโจก นำนักศึกษามาประท้วง ซ่ะง้าน! ไม่ต้องบอกอาจจะเดาถูกนะคะว่า คือ "อาจารย์เล็ก ท่าใหญ่คนนี้นี่เอง!" ชีทำแบบนี้ ทำไมหรือค๊ะ? ตอบคร้า....หนึ่งในข้อเรียกร้องของนักศึกษาที่มาประท้วงคือ ให้ไล่ชีออกค่ะ เพราะ ชี นี่แหละคือ คนที่ตอบคำถามนักศึกษาได้สะใจทุกครั้ง ที่นักศึกษาไปถามที่ห้องฝ่ายทะเบียน! เพื่อให้ตัวเองรอด เลยโยน "ขี้" ปั้นเรื่องซ่ะเนียนเชียว จนทำให้เจ้าของวิทยาลัย ที่อายุหกสิบต้นๆ (เป็นคนที่ชอบธรรมะ ธรรมโมจริงๆ พับผ่าเหอะ) เคลิบเคลิ้ม หลงเชื่อชีได้อย่างง่ายดายซิเอ้า ท่านผู้อ่าน! สรุป ดิฉัน ออกจากงาน หลังจากทำงานได้ยังไม่ถึงสองเดือนเลย ฮาๆๆ สะใจเนอะ เป็นการตกงาน ครั้งที่ ๑ ค่ะ! สรุปบทเรียนตรงนี้ ทางธรรม คือ ดิฉันได้สัจธรรม ของความ ริษยา และ กรรม ของมนุษย์ค่ะ ทางโลก คือ สถาบันการศึกษาเอกชน ไมให้ความจริงใจ และมีความซื่อสัตย์ต่อนักศึกษาตามที่ได้โฆษณา ชวนเชื่อในแผ่นป้าย โปรชัวต่างๆ นอกจากนี้ ระบบตรวจสอบ QA ของทีมผู้ตรวจสอบยังไม่เข้มแข็ง ทั้งๆที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า วิทยาลัยมีการจัดฉาก ในหลายๆ เรื่องตามองค์ประกอบของ QA ๙ องค์ประกอบ แต่...ผู้ตรวจสอบกลับทำเป็นรู้ไม่เท่าทัน ซึ่งมันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะจับได้ แต่กลับมองไม่เห็น "ก้อไม่รู้สินะ!"
เขียนได้สนุกมาก
แต่ดีใจมีคนลาออกจากราชการตอนเป็น ซี 6 เหมือนกัน
555
รออ่านต่อครับ
...รอติดตามอ่านค่ะ...
...เขียนอ่านง่ายโดนใจมากค่ะ... เป็นกำลังใจให้และรออ่านตอนต่อไปนะจ๊ะ ^^
ขอบคุณทุกข้อคิดเห็นและกำลังใจที่กรุณามอบให้มาค่ะ ตอนนี้กำลังวิ่งหางานหัวฟู หน้าเหยิน จิตตก อกแน่น อยู่ค่ะ เด่ว "จิตเด้ง" เมื่อไหร่ มีเรื่องมาเมาท์มอยกานอีกคร้าาาาาาาาาาา
อย่าไปนานให้คิดถึงนะครับ
ขอให้ได้งานไวๆนะครับ