ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ลาพักร้อน + หยุดยาว 9 วัน ได้ทำอะไรมากมาย เจออะไรมากมาย อย่างที่ตั้งใจอยากจะทำมานานเลย ถือว่าเป็นการใช้ช่วงเวลาวันหยุดที่คุ้มค่าที่สุด ในรอบเกือบยี่สิบปีมานี้ก็ว่าได้

............................

อันดับแรก ได้ขึ้น กทม. ไปสัมผัสกับสนามบินใหม่ "สนามบินสุวรรณภูมิ" ที่มีเสียงร่ำลือมากมายให้รู้สึกกลัว โดยเฉพาะเรื่องการรอรับกระเป๋า แต่สุดท้าย..ก็ไม่ได้เจอเรื่องเลวร้ายดั่งที่เตรียมใจคาดเอาไว้ ทำให้รู้สึกโล่งอกพอสมควร   ขากลับก็ใช้สนามบินนี้อีกเหมือนกัน  และได้เรียนรู้วิธีการเช็คอิน การทำความเข้าใจกับป้ายแสดงต่างๆ ซึ่งพบว่า..ทุกอย่างเขาก็ทำไว้ให้เป็นระบบอย่างดี  ถ้าหากเราเข้าใจในระบบนั้น ก็จะไม่มีหลง ไม่มีพลาดเลย  แม้ว่าสนามบินจะกว้าง คนจะพลุกพล่านออกอย่างนั้นก็ตาม

 

เอารูปสรุปวิธีการขึ้นเครื่อง แบบบอกเล่าอย่างง่ายๆมาให้ดูกันค่ะ ^^

ประตูทางเข้า-ออกของอาคารผู้โดยสาร เวลาคุณจะไปสนามบินสุวรรณภูมิ บอกกับแท็กซี่ด้วยว่า จะบินภายในประเทศ หรือไปต่างประเทศ หรือว่าจะไปรับเพื่อนที่สนามบิน เพราะเขาจะไปส่งได้ถูก

ถ้าจะเดินทางขึ้นเครื่อง หากไปไหนไม่ถูก ก็ให้หาป้ายนี้ให้เจอ

 

ก้มลงดูเวลาในกระดาษที่เขาอกอให้ตอนไปจองตั๋วเครื่องบิน ว่าจะเดินทางกี่โมง เที่ยวบินอะไร จากนั้นก็หาดูแผนป้าย  ตัวอย่างเช่น " เครื่องออก 12.50 เที่ยวบิน FD 3234  ไปเชียงใหม่"  จากรูป ก็จะเห็นว่า จะต้องเช็คอินที่ช่อง E ( อักษรซึ่งอยู่ในป้ายสีฟ้า)

 

จากนั้นก็ให้เดินหาตัว E ที่แขวนป้ายไว้ตัวโตๆ ซึ่งจะมี A ถึง Z  (มั้ง) เรียงกันไป ในบริเวณเช็คอินอาคารผู้โดยสารขาออก

 

เห็นตัว E ตัวโตๆ ก็จะเห็น ตัว E เหนือจอมอนิเตอร์ ที่จะแจ้งให้ผู้โดยสารเข้ามาเช็คอิน เข้าไปเช็คอินได้ที่เคาเตอร์ตามสายการบินที่เราจองไว้เลย และก็ตามระเบียบค่ะ.. นั่นคือเช็คอินก่อนเครื่องออก อย่างน้อย 45 นาที

 

จากนั้นก็เดินหาเคาเตอร์นี้ ซึ่งจะอยู่มุมซ้ายมือสุดด้านใน ของอาคารเช็คอิน (หาแถวเคาน์เตอร์ A ให้เจอ จะอยู่ด้านหลังไปค่ะ ) ทางเข้าของผู้โดยสารขาออก จะอยู่ตรงมุมซ้ายมือของรูปที่คนลากกระเป๋ากันเข้าไปตรงนั้นน่ะค่ะ

 

เมื่อเข้าสู่ประตูผู้โดยสารขาเข้า จะลงบันไดเลื่อนไป ให้ดูว่าเครื่องของเรา จะขึ้นเครื่องที่ Gate ไหน  ในที่นี้สมมุติว่า เป็น B5  ก็ให้ดูป้ายที่บอกทาง จะมีบอกไว้เป็นระยะ  เมื่อลงไปก็จะมีทางเลื่อนไปยัง Gate ดังกล่าวค่ะ

 

ขึ้นทางเลื่อนไปเรื่อยๆ ระยะทางยาวๆมากๆ คำนวณดูแล้วเป็นกิโลได้มั้งเนี่ย เพราะตึกมันวนเป็นรูปเกือกม้าน่ะค่ะ  ดังนั้นแนะนำว่า หากท่านจะเช็คอิน ดูท่าทาง 45 นาที อาจจะช้าไปมั้ง  เข้ามาเช็คอินก่อนสัก 1 ชม. เพื่อจะเผื่อเวลาในการเดินทางไปที่ Gate ก็จะดีนะคะ ^^

 

เมื่อเข้าสู่ห้องนั่งรอขึ้นเครื่อง จะมีการตรวจเช็คสแกนกระเป๋าตามระเบียบ เข้าห้องน้ำเรียบร้อย  แล้วมานั่งรอขึ้นเครื่อง ที่ประตูทางออกได้เลยค่ะ  ( บ่นนิดนึง ห้องน้ำสนามบินใหม่ ไม่มีสายฉีดชำระ เหมือนกับที่ดอนเมือง ไม่ค่อยชอบเลย คิดว่าห้องน้ำสนามบินดอนเมือง สะอาดกว่าเยอะเลยนะ)

 

รูปสุดท้าย เจตนาเอารูปแอร์สวยๆมาฝากหนุ่มๆแถวนี้ค่ะ  ^^

 

 

 

เพียงแต่ปัญหาที่พบซึ่งซ่อนอยู่ในระบบที่ถูกวางไว้อย่างดีแล้วนั้น คิดว่าคงอยู่ที่ "ความไม่เข้าใจและไม่คุ้นเคยของผู้ใช้"  เนื่องเพราะมันใหม่ และคนจำนวนมาก จะคุ้นชินกับสิ่งเดิมๆ ระบบเดิมๆ  พอมีของใหม่เข้ามา เพราะความคุ้นชินเดิม จึงทำให้งง และพยายามจะเดินไปตามเส้นทางของระบบเดิมที่ตนเองคุ้นเคย อคติจึงเกิดกับเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามา เพราะรู้สึกว่า "มันยากจัง วุ่นวายสับสนจัง"

ทำให้นึกถึงระบบงานต่างๆในที่ทำงาน  นึกถึงพวกเทคโนโลยีในอินเตอร์เนต ระบบไอทีที่เข้ามาใช้ร่วมกับการทำงาน  เพราะคนที่เคยคุ้นกับสิ่งเก่าๆ การเขียนบันทึกด้วยมือ การทำงานแต่ละวันตาม routine รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้ อ่านสิ่งต่างๆแค่แต่เพียงในหนังสือ  แล้วมองระบบงานใหม่เป็นเรื่องของ เครื่องมือที่ผู้บริหารเอามาทำให้งานมันยุ่งยากขึ้น  การเข้าเวบไซต์ต้องสมัครโน่นสมัครนี่ ดูแล้วตาลาย มิสู้เปิดดูจากหน้ากระดาษหนังสือรวดเร็วสะดวกกว่า

เนื่องเพราะยังติดใจกับความง่ายเนี่องจากตนเองคุ้นเคยอยู่แล้ว  จึงไม่อยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือเปิดใจปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิต   ทำให้คนๆนั้นเสียโอกาส ได้รับได้เจอสิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นกับตนเองไปอย่างน่าเสียดาย

อันที่จริง..หากเราเปิดใจกับมัน  ยอมรับมัน และเสียสละเวลาสักเล็กน้อยเพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจมัน พอเรารู้จักคุ้นเคยกับระบบใหม่แล้ว เราก็จะได้พบว่ามันดีกว่าของเก่าเยอะเลย

....................

 


นอกจากได้เรียนรู้เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว  ชีวิต 4 วันใน กทม. ก็ได้บทเรียนให้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่อง

เรื่องต่อมาที่ได้เรียนรู้มาก็คือ... เวลาคุณขึ้นลงบันใดเลื่อน โดยเฉพาะบันไดเลื่อนที่จะขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ขอให้จับราวบันไดเลื่อนด้วย อย่าประมาท เพราะมิฉะนั้น คุณอาจจะได้หกล้ม หัวคะมำ ได้แผลมาบนหลังมือเหมือนข้าพเจ้า ^^''

ว่าไปแล้ว.. ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราก็ไป กทม.บ่อยมาก และก็ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินหลายครั้ง แต่เนื่องเพราะว่าไม่เคยได้รับบทเรียนจากความประมาท ดังนั้นจึงไม่เกิดการเรียนรู้ให้จดจำ

ทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น จะลงไปลึกมาก  บันไดเลื่อนมันก็จะชันพอสมควร แล้วเคลื่อนที่เร็วมาก แต่เนื่องจากมันชัน เราจึงอาจจะไม่รู้ตัว  เรื่องของเรื่องคือว่า ตอนนั้นฝนตกปรอยๆ ขณะลงบันไดเลื่อน เราก็พับเก็บร่ม จึงไม่ได้จับราวบันได  แล้วพอบันไดมันเคลื่อนลงไปสู่ข้างล่าง มันจะเปลี่ยนการเคลื่อนที่จากมุมที่ชันลงไป สู่การเคลื่อนที่อีกทิศทางที่จะเป็นทางลาด  ตรงจุดนี้เอง ที่ร่างกายของเรายังอยู่ในกฏของการเคลื่อนที่ ทำให้เกิดอาการหงายหลังได้ หากว่าเราไม่ระวังทรงตัวให้ดี  และจุดนี้เองที่ตัวของข้าพเจ้า หงายหลังล้มลงหัวกระแทกเลยค่ะพ่อแม่พี่น้อง เพียงแต่เพราะหัวมันแข็ง แต่มือมันอ่อน หัวจึงปลอดภัย แต่มือได้แผลถลอกมา

เพียงแต่ตอนนั้น เพราะความตกใจปนอาย  จึงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าโอดครวญสำออย รีบมองไปรอบๆ โชคดีที่ไม่มีคน มีแต่คุณพ่อที่ลงบันไดตามหลังมา ซึ่งคุณพ่อก็ตกใจพอสมควร เพราะนึกว่าเราจะบาดเจ็บเป็นอะไรมาก

เย็นวันนั้นไปเยี่ยมบ้านคุณยายที่ฝั่งธนฯ จึงได้รู้มาว่า ไม่เฉพาะเราคนเดียวหรอก ที่สะเพร่าหกล้ม บันไดเลื่อนทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินนั้น มีคนประสบอุบัติเหตุมาหลายคนแล้วเหมือนกัน  เพื่อใน MSN คนหนึ่งบอกว่า บันไดมันสูงและก็ชันมาก  อีกทั้งยังเคลื่อนเร็วมากด้วย เคยมีคนตกบันไดหลังหักมาแล้ว บางคนถึงกับเป็นอัมพาตไปเลย  ดังนั้นเรานับว่าโชคดีมากๆ ที่เจ็บแค่เล็กน้อยเอง

สรุปก็คือ หากท่านจะไปรถไฟฟ้าใต้ดิน ขณะลงบันไดเลื่อนขอให้จับราวบันไดให้ดีๆ อย่าประมาทเด็ดขาด แล้วถ้าพาเด็กๆหรือคนชราไปด้วย ก็ให้ยืนประกบ ช่วยประคองให้ดีๆ เพราะโอกาสที่จะพลาดหกล้มบาดเจ็บมันมีสูงจริงๆ  ^_^


....................

 

 


ว่าไปแล้วขึ้น กทม.ครั้งนี้ คือต้องไปการไปงานสัปดาห์หนังสือระดับชาติ แต่เอาเข้าจริงๆ ใช้เวลาในงานหนังสือแค่วันเดียวเอง ที่เหลือเที่ยวค่ะ   เพราะว่าในงานหนังสือคนเยอะมากๆ เยอะกว่าแทบทุกปีที่เราเคยไปเลยก็ว่าได้  (ทุกปีที่ว่า..แค่ 3 ครั้งเองค่ะ แหะๆ ) เยอะชนิดที่เวลาเดินแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะถูกคลื่นฝูงชนซัดไปข้างหน้า

 

 

เอาบรรยากาศในห้องมีตติ้งรูม 2 ในงานฯ ของวันที่ 23 ตค.49 มาให้ดูค่ะ

สนพ.สถาพรจัดงานมีตติ้งแฟนตาซีระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน มีกิจกรรมสนุกๆอะไรมากมาย ก็ได้ไปนั่งดู นั่งเล่นกับเด็กๆด้วย งานนี้ได้กลายเป็นเด็กไปอีกรอบ ^^

มีการจับนักเขียนมานั่งคุยใกล้ๆชิดกับเด็กๆ สังเกตดูน้องเสื้อส้มที่นั่งให้สัมภาษณ์อยู่บน(ขอบ)เวที  นั่นคือน้องใบสน เป็นเด็กหาดใหญ่ ได้ข่าวว่าคุณแม่ของเธอก็ทำงานอยู่ในที่ห้อง Lab ของ รพ.มอ. นะ ^^

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้เรื่องประทับใจมาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็เช่น ได้พูดคุยกับนักเขียนที่เราชื่นชอบมานาน นั่นคือคุณจุฑารัตน์  เป็นนักเขียนแนวแฟนตาซี นิยายที่เราชอบก็มี สุดขอบจักรวาล  มิติมหัศจรรย์  อาจจะเป็นเพราะเราชอบนิยายแนวแฟนตาซี (แต่จะเป็นแนวแฟนตาซีผู้ใหญ่เสียมากกว่า ไม่ใช่แบบแนวเด็กๆที่เกี่ยวกับพ่อมด มังกร การผจญภัย แบบที่วางขายมากมายตามแผงหนังสือนะ) นิยายของคุณจุฑารัตน์เราซื้อไว้เกือบทุกเล่มแล้ว  คราวนี้ยังได้ลายเซ็นของพี่เขามาด้วย ได้ยืนคุยกันอยู่นาน พี่เค้าน่ารักดี

อีกคนที่ได้เข้าไปทักทายพูดคุยมาเหมือนกัน คือคุณดวงตะวัน ที่มีออกผลงานมากมายเหมือนกัน หนึ่งในนั้นก็มีเรื่องที่ได้เป็นละครในทีวี คือเรื่อง "แผ่นดินหัวใจ"  กับ "ภูแสนดาว"  เสียดายอย่างเดียว ในมือตอนนั้นไม่มีหนังสือของเธอถืออยู่ จึงไม่ได้ขอลายเซ็นมา

นอกจากนี้ก็ได้เจอกับเพื่อนๆในเนต ที่เคยคุยเคยรู้จักกันมานานหลายปี แต่ไม่เคยได้พบหน้าค่าตากันเลย แล้วก็ได้พบกันครั้งแรกในงานครั้งนี้  หนึ่งในนั้นมีน้องคนหนึ่ง.. รู้จักและสนิทกันในเวบ มาประมาณ 1 ปี เธอไปรับเรากับพ่อที่สนามบิน ไปทานข้าวด้วยกันมื้อหนึ่งแล้วก็ขับรถมาส่งที่โรงแรม  ระหว่างทางพวกเราคุยกันสนุกสนานมาก จนคุณพ่อที่นั่งมาด้วยแปลกใจ ถามว่า 

"นี่ลูกทั้งสองเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า "

เราบอกว่าเปล่า นี่เป็นครั้งแรก  แต่การเคยพูดคุยกันในเนตมาก่อน ก่อเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  ทำให้เมื่อมาเจอกัน ก็เหมือนกับเคยรู้จักกันมาเป็นสิบปีก็ไม่ปาน   ว่าไปแล้ว..ข่าวที่ไม่สู้ดีในอินเตอร์เนตมีมากมาย จนหลายคนก็คงรู้สึกแหยงๆกับการมาเจอเพื่อนในเนต ซึ่งตรงนี้การที่เราจะไปนัดเจอใคร ก็ต้องพิจารณาให้ดีๆกันด้วย เพียงแต่ขอเพียงทำกันอย่างเปิดเผย แต่ละคนมีที่มาของแต่ละคนที่ชัดแจ้ง  ก็คงจะช่วยลดความอันตรายจากตรงนี้ลงไประดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มิตรภาพในอินเตอร์เนต เป็นความสัมพันธ์ที่น่าประทับใจประการหนึ่ง เพียงข่าวไม่สู้ดีหลายอย่างที่มีขึ้น ก็เหมือนปลาเน่าที่ทำให้ปลาตัวอื่นๆทั้งข้อง พลอยติดกลิ่นเหม็นไปด้วย  คนดีๆในโลกนี้มีมากมาย แต่เพราะคนชั่วๆไม่กี่คน ก็ทำให้คนดีๆทั้งหลายต้องพลอยหม่นหมองไปด้วย ช่างนาเสียดายจริงๆ

................

 

เสร็จจากธุระในงานหนังสือ วันต่อมาคือการเที่ยว ช่วงเช้าไปเที่ยวโอเชียนเวิร์ล ที่สยามพารากอน  เมื่อสามสี่ปีก่อน เราเคยไปเที่ยวเซ็นโตซ่า ที่สิงคโปร์ เปรียบเทียบกับที่นี่แล้ว เราว่าโอเชียนเวิร์ลสวยกว่า มีโลกใต้น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะเลย (ส่วนที่เซ็นโตซ่า จะมีโลกเหนือน้ำที่น่าสนใจกว่า เช่นพวกสวนน้ำ ระบำน้ำพุตอนหัวค่ำที่สวยงาม รวมทั้งสวนสัตว์ที่อยู่รอบๆ)

 

ถ่ายสัตว์ทะเลในตู้โชว์ค่ะ ว่าไปแล้วนะ ถ่ายรูปในห้องมืดๆกับกล้องดิจิตอลเนี่ย มันถ่ายยากจริงๆนะ  แต่ว่า..ถือว่าเป็นการได้ทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการถ่ายรูปมาอีกข้อหนึ่ง ^^

 

 

พอช่วงค่ำ ก็ไปล่องเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส ดินเนอร์ท่องแม่น้ำเจ้าพระยา  โชคดีที่ฝนไม่ตก แม้ว่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำจะเอ่อล้นตลิ่ง บางแห่งก็ท่วมเข้าไปในบ้านคนซึ่งอยู่ริมฝั่ง แต่มันก็ให้บรรยากาศที่แปลกตาสวยงามไปอีกแบบ  เสียดายอย่างเดียว มัวเพลินกับการกินมากๆไปหน่อย  เลยดูวิวรอบๆไม่ค่อยทัน  สองชั่วโมงผ่านไปรวดเร็วมากๆ แต่ก็คุ้มดีนะ

 

เรือเจ้าพระยาปริ้นเซส

บรรยากาศในเรือค่ะ โอ่อ่า หรูหรามากๆ เสียดายอย่างเดียว เพราะเป็นเวลากลางคืน จึงถ่ายรูปทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำมาไม่ได้ ทั้งๆที่พระปรางค์เอย พระราชวังเอย ตึกรามอาคารต่างๆริมแม่น้าสวยๆมากๆ

 

 

แขกที่มาขึ้นเรือส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ  ได้เจอฝรั่งน่ารักๆหลายคน หลายคู่มาฮันนีมูน บ้างก็พาคนรักมาฉลองวันเกิด ดูแล้วช่างโรแมนติคจริงๆ แต่เราก็พาคุณพ่อมาฉลองวันเกิดเหมือนกัน ละอายใจอย่างเดียว งานนี้ไม่ได้จ่ายตังส์เอง เกรงใจเพื่อนที่พามาด้วยจัง เพราะรู้ว่ามันหลายตังส์นะเนี่ย  ^^''

 

...............

 

เสร็จจากวันหยุดอันสนุกสนาน ก็ปิดท้ายด้วยหวัดรับประทาน ซึ่งบัดนี้โอนสัญชาติจากไวรัสไปเป็นแบคทีเรียเรียบร้อยแล้ว ^^''

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

^___________^