“สิทธิมนุษยชน” (Human Rights) หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิ เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษาศาสนา และสถานภาพทางกายและสุขภาพรวมทั้งความเชื่อทางการเมือง หรือความเชื่ออื่นๆที่ขึ้นกับพื้นฐานทางสังคม สิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดหรือโอนให้แก่ผู้อื่นได้[1]
โดยสิทธิมนุษยชนมีความสำคัญในฐานะที่เป็นอารยะธรรมโลกของมนุษย์ที่พยายามวางระบบความคิดเพื่อให้คนทั่วโลกเกิดความระลึกรู้ คำนึงถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่ยอมรับความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรี ชาติกำเนิด สิทธิต่างๆที่มีพื้นฐานมาจากความชอบธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งสิทธิตั้งแต่กำเนิด โดยให้ความสำคัญกับคำว่าชีวิต (Life) นอกจากนี้แล้วสิทธิมนุษยชนยังมีความสำคัญในแง่ของการเป็นหลักประกันของความเป็นมนุษย์สิทธิและ เสรีภาพ และสภาวะโลกปัจจุบันเรื่องของสิทธิมนุษยชนก็ไม่ใช่เรื่องประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่สังคมทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ เพราะประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ผูกพันตามพันธกรณีแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และที่สำคัญเรื่องของสิทธิมนุษยชนยังได้ถูกนำไปใช้ในทางการเมือง เศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าทำให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปคว่ำบาตรทางการทูต การงดการทำการค้า ด้วยสาเหตุและความสำคัญดังกล่าวมาข้างต้น เราจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะมีความสำคัญทั้งในด้านสังคมโลกและการสร้างประชาธิปไตยในสังคมไทย
แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเรายังสามารถพบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆของโลกได้ ซึ่งนับเป็นปัญหาของสังคมโลกที่สำคัญ เพราะจะส่งผลให้สังคมโลกปราศจากความสงบสุข เช่น กรณีโรฮิงญาที่กลายเป็นเรือมนุษย์ ล่องเรือตามหาสิทธิความเป็นมนุษย์ของตนเองอย่างไร้ความหวัง และกำลังกลายเป็นเรือมนุษย์ลำที่โลกไม่ต้องการเพราะชาวโรฮิงญาต่างไม่เคยสัมผัสกับคำว่า สิทธิมนุษยชน เพียงแค่รับรู้ว่าเป็นคำที่มีอยู่ในโลกใบนี้ แต่ไม่สามารถรับรู้ว่าคำดังกล่าวมันเป็นอย่างไร
โดย โรฮิงญา เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามในรัฐอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มน้อยในรัฐ ถูกเหยียดหยามและเลือกปฏิบัติโดยรัฐบาลทหารพม่าอย่างต่อเนื่อง และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากโดยรัฐบาลทหารพม่า ตั้งแต่การบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ตามกฎหมายสัญชาติพม่าปี 1982 ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลทหาร ถ้าจะออกจากพื้นที่จะต้องจ่ายเงิน ทำให้ชาวโรฮิงญามีสถานภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำมาก เนื่องจากไม่สามารถหางานทำหรือค้าขายได้ซ้ำร้ายยังถูกละเมิดไม่ให้รับสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ ห้ามแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่า นับว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีสถานการณ์ความเป็นอยู่ที่เลวร้ายที่สุดในพม่า และต้องตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องหนีภัยจากพม่าเป็นจำนวนมาก[2]
หากพิจารณาเหตุปัจจัยเหล่านี้ ชาวโรฮิงญาจึงน่าจะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งโดยหลักปฏิบัติของนานาชาติแล้ว ผู้ลี้ภัย หรือผู้หนีภัยความตาย จะต้องไม่ถูกส่งกลับเพื่อไปเผชิญหน้ากับภาวะความเสี่ยงต่อชีวิต และจะต้องได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองจากประเทศที่เข้าไปลี้ภัยด้วยหลักมนุษยธรรมในฐานะมนุษยชนคนหนึ่ง แต่เมื่อชาวโรฮิงญามีสถานะที่แตกต่างกับประชาชนในรัฐอาระกันหรือชนชาติยะไข่ ทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และภาษาพูด อีกทั้งรัฐบาลทหารพม่ามีทัศนคติว่า ชาวโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในพม่าไม่นาน ทำให้รัฐบาลทหารไม่ยอมรับความเป็นประชาชนของพม่า แม้ปัจจุบันในรัฐอาระกันมีประชาชนทั้งหมดกว่า 3 ล้านคน และประมาณ 1 ล้านกว่าเป็นชาวโรฮิงญาก็ตาม เมื่อรัฐบาลทหารพม่ามีนโยบาย “สร้างชาติพม่า” เพื่อจะ “กำจัดชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย" ชาวโรฮิงญาจึงได้รับผลกระทบอย่างมาก[2] จากการเดินทางที่จะเป็นหนีร้อนมาพึ่งเย็น กลับกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้
เมื่อชาวโรฮิงญาอพยพมาในประเทศไทยนั้น รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติอย่างทารุณโหดร้ายเช่นกัน อันที่จริงการเดินทางเพื่อเข้ามาในประเทศไทยของคนเชื้อชาติต่างๆ มีมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ทางรัฐบาลไทยควรตระหนักอย่างจริงจังในการนำข้ออ้างใดๆ มาเพื่อผลักดันชาวโรฮิงญาไปเผชิญหน้ากับความตายในประเทศพม่า ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง อย่างเช่นในการนำเอาประเด็นเรื่องการเข้ามาอาศัยอยู่ของโรฮิงญาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ คำกล่าวอ้างดังกล่าวทางการได้มีการปฏิบัติอย่างเสมอมาในการนำบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องจากการปฏิบัติงานอันล้มเหลวของตัวเองในเรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ หากติดตามข่าวในอดีตบุคคลที่สามที่ทางการได้นำมาหยิบยกว่ามีส่วนพัวพันในความไม่สงบซึ่งมันจริงไม่จริงก็วัลลอฮูอาลัม คือ คนสองสัญชาติ (ไทย-มาเลเซีย) กรณีของร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซียที่ทางการได้กล่าวหาว่าสนับสนุนในด้านเงินทุน เป็นต้น[3]
ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำให้สหประชาชาติและประชาคมระหว่างประเทศให้การยอมรับว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการในการพิทักษ์และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแล้ว อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ รัฐก็ยังไม่ได้ออกกฎหมายรองรับมาตราที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อีกจำนวนมาก ทั้งยังมีนโยบาย และกฎหมายบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้น สิทธิของประชาชน และชุมชนในประเทศ บางครั้งยังถูกคุกคามและละเมิดจากกลุ่มต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น กระบวนการข้ามชาติเพื่อลักลอบค้ามนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานเด็ก การละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิในการพัฒนา การแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นและทำลายสิ่งแวดล้อม โดยบรรษัทข้ามชาติที่ร่วมมือกับกลุ่มทุนในประเทศ อาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้ประชาคมระหว่างประเทศและสหประชาชาติจะให้การยอมรับว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ที่รวดเร็วและก้าวหน้า แต่ปัจจุบันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศก็ยังปรากฏอยู่เสมอ และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงยิ่งขึ้น ถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไขให้ทันท่วงที สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ปรากฏเสมอๆ ในสังคมไทย พอจะสรุปได้ดังนี้ คือ
1.ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศจึงทำให้ประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านบางส่วน เช่น สหภาพพม่า ราชอาณาจักรกัมพูชา พยายามเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ทั้งที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายและลักลอบเข้ามาย่างปิดกฎหมาย โดยอาชีพส่วนใหญ่ที่แรงงานเหล่านี้เข้ามาทำ คือ งานประมงทะเล งานเกี่ยวเนื่องกับการประมง ชาวต่างชาติบางส่วนที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายก็ได้สร้างปัญหาต่อความมั่นคงของสังคมโดยรวมและประเทศชาติ เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาโรคระบาด เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศต้นทาง ประเทศส่งผ่าน และประเทศปลายทางของการค้ามนุษย์ข้ามชาติ โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก รวมถึงคนไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และจากประเทศอื่นๆ ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบด้านธุรกิจบริการทางเพศ และการเอาเปรียบแรงงาน
นอกจากนี้ ทิศทางการพัฒนาที่มุ่งเน้นการผลิตในระบบอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดช่องว่างของการกระจายรายได้ ผู้ใช้แรงงานถูกเอาเปรียบ และไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีขบวนการรวมกลุ่มของสหภาพแรงงานต่างๆ ที่เข้มแข็ง สภาพความปลอดภัยในการทำงานส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงสูง และไร้หลักประกัน[4]
- ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน
ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาเป็นเวลานานและมีแนวโน้มขยายความรุนแรงกว้างขวางขึ้น การละเมิดสิทธิเด็กจะเกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยสามารถจำแนกกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดสิทธิไว้ได้พอสังเขป ดังนี้
- เด็กที่ไม่ได้รับการบริการขั้นพื้นฐานด้านต่างๆ จากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาด้านสาธารณูปโภค เป็นต้น ได้แก่ เด็กพิการ เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ เด็กกำพร้า เด็กที่บิดามารดาต้องโทษจำคุก
- เด็กที่ถูกปล่อยปะละเลยไม่ได้รับการเอาใจใส่จากครอบครัว จนทำให้เด็กอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต พัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางด้านสติปัญญา และพัฒนาการทางด้านอารมณ์จิตใจ
- เด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ถูกทำทารุณหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลภายนอก เช่น เด็กที่ถูกใช้แรงงานอย่างหนัก ถูกนายจ้างทุบตีทำร้าย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น[5]
- ปัญหาการละเมิดสิทธิสตรี
การละเมิดสิทธิสตรีในประเทศโดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งสามารถแยกออกได้ 2 ประเด็น ได้แก่ การกระทำรุนแรงทางกายภาพ เช่น สามีทำร้ายร่างกายภรรยา สามีบังคับขืนใจทางเพศภรรยา เป็นต้น หรือแรงงานหญิงถูกเลือกปฏิบัติจากนายจ้าง เช่น ถูกเอาเปรียบในเรื่องของค่าจ้างและการเลื่อนตำแหน่ง แรงงานหญิงที่เป็นแรงงานข้ามชาติถูกกดขี่ ไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อสตรี ได้แก่ ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิทางเพศของทั้งหญิงและชาย ความไม่รู้กฎหมาย หรือแม้กระทั่งการตีความกฎหมายที่ก่อให้เกิดช่องว่างในการเอาเปรียบทางเพศ[5]
4. ปัญหาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ถึงแม้ว่า รัฐธรรมนูญจะได้กำหนดให้มีการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมหลายประการ แต่ในทางปฏิบัติการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ยังคงเป็นปัญหาอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา กระบวนการลงโทษโดยวิธีต่างๆ การคุ้มครองเด็กและเยาวชนเมื่อตกเป็นผู้ต้องหา นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายและกฎระเบียบอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ออกมารองรับสิทธิของประชาชนและสิทธิชุมชน โดยเฉพาะสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม[4]
-
ปัญหาด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิชุมชน
การที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิของชุมชนในด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ก็เพื่อพัฒนาให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีอำนาจต่อรองในการพิทักษ์ปกป้องทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ตลอดจน ความสามารถในการจัดการชุมชนของตน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
อย่างไรก็ตาม รัฐและกลไกของรัฐ ยังขาดความรู้ และความเข้าใจ ถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน และการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนิยมใช้รัฐเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย และการดำเนินการ จึงยังไม่มีการออกกฎหมาย เพื่อรับรองสิทธิชุมชนให้ชัดเจน อีกทั้งบางครั้ง ยังไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริม และเคารพสิทธิ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนา ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งจากการดำเนินโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการของเอกชน บรรษัทข้ามชาติ หรือรัฐบาล[4]
จากที่กล่าวมาข้างต้นเราคงจะเห็นได้ว่าสิทธิมนุษยชนนั้นมีความสำคัญมาก ดังนั้นประชาคมชาวโลกควรหันมาตระหนักอย่างจริงจังต่อสิทธิมนุษยชนสากล ที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับไม่ว่าจะในฐานะของพลเมืองที่ทุกคนมีหน้าที่ต่อประชาคม ในการใช้สิทธิเสรีภาพของตน ทุกคนตกอยู่ในการบังคับของข้อจำกัดโดยกฎหมายเท่านั้นเพื่อประโยชน์ที่จะได้มาซึ่งการเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นตามสมควร และที่จะเผชิญกับความเรียกร้องต้องการอันเที่ยงธรรมของศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย หรือแม้แต่ในฐานะของรัฐบาล รัฐบาลทุกรัฐบาลที่จะปกครองประเทศต้องสร้างหลักประกันว่า จะเคารพปกป้องและทำให้สิทธิมนุษยชนได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริงในสังคม รวมทั้งดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ให้ปรากฏในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในการจัดทำรัฐธรรมนูญและในการบัญญัติไว้ในกฎหมายถึงหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน อันประกอบด้วย[2]
- ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)
- สิทธิมนุษยชนเป็นสากลและไม่สามารถถ่ายโอนกันได้ (Universality & Inalienability)
- สิทธิมนุษยชนไม่สามารถแยกเป็นส่วนๆ ว่าสิทธิใดมีความสำคัญกว่าอีกสิทธิหนึ่ง (Indivisibility)
- ความเสมอภาคและห้ามการเลือกปฏิบัติ (Equality and non-discrimination)
- การมีส่วนร่วมและการเป็นส่วนหนึ่งของสิทธินั้น (Participation & Inclusion)
- หลักการตรวจสอบได้และหลักนิติธรรม (Accountability & the Rule of Law)
เพื่อไปให้ถึงหลักของการบังคับใช้กฎบัตรแห่งหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างแท้จริง ที่ว่า “ปณิธานสูงสุดของสามัญชน" ได้แก่ ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกด้วยอิสรภาพในการพูด และความเชื่อถือ และอิสรภาพพ้นจากความหวาดกลัวและความขาดแคลน และเมื่อมนุษย์ได้ทราบถึงสิทธิมนุษยชนและเคารพซึ่งสิทธิของผู้อื่นก็จะส่งผลให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่มีความสงบสุขและเจริญ
เขียน 10 เมษายน 2557
เมธสา เอื้อโอภาพัฒน์
[1] “สิทธิมนุษยชนกับสังคมไทย.” 2552 . [ระบบออนไลน์]เข้าถึงได้จาก http://www.oknation.net/blog/oh-shit/2009/02/16/entry-1 สืบค้น10 เมษายน 2557
[2] ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล. 2552. “บทความพิเศษ-โรฮิงญา กับสิทธิมนุษยชนสากล.” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จากhttp://www.komchadluek.net/detail/20090228/3113/31... สืบค้น 10 เมษายน 2557
[3] “โรฮิงญา สิทธิมนุษยชน คือ.” 2555. [ระบบออนไลน์]เข้าถึงได้จาก https://m.facebook.com/notes/madu-madu/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%8D%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/394181957304277/สืบค้น10 เมษายน 2557
[4] “สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ในประเทศไทย.” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จากhttp://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?b... สืบค้น 10 เมษายน 2557
[5] “ปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศและแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนา.” [ระบบออนไลน์] เข้าถึงได้จากhttps://sites.google.com/site/30318hayatee/6-payha... สืบค้น 10 เมษายน 2557