วิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ (William Wilberforce) ลูกพ่อค้าที่มีฐานะ และเป็นสมาชิกรัฐสภาของอังกฤษที่มีวาทะศิลป์ในการโน้มน้าวใจ โดยแทบตลอดทั้งชีวิตของเขานั้นได้อุทิศให้แก่การช่วยเหลือผู้อื่นในด้านสิทธิมนุษยชน คือ วิลเบอร์ฟอร์ซนั้นเป็นผู้นำในการเลิกทาสของอังกฤษ และหลังจากการประกาศใช้กฎหมายเลิกทาสแล้ว วิลเบอร์ฟอร์ซก็ยังคงได้แก้ไขปัญหาต่างๆในด้านนี้ต่อ เช่น พัฒนาการศึกษา สุขอนามัย และปรับปรุงสภาพเรือนจำใหม่ เป็นต้น

ต้องกล่าวว่าอังกฤษในสมัยปลายศตวรรษที่ 18 นั้น ชายหญิงและเด็กชาวแอฟริกันกว่า 11 ล้านคนถูกพาตัวมาเป็นทาส อาณาจักรแห่งนี้สร้างมาด้วยแรงงานของเหล่าทาส และการค้าทาสก็เป็นที่ยอมรับในหมู่คนทั่วไป กล่าวคือ เศรษฐกิจของอังกฤษนั้นต้องพึ่งแรงงานทาสทั้งหมด เช่น ในการเพาะปลูกก็ใช้แรงงานทาส จึงเกิดมีการซื้อขายทาสกัน เหมือนว่าทาสเหล่านั้นไม่ใช่คน แต่เป็นสิ่งของ อีกทั้งยังมีการทำร้ายร่างกาย ชีวิตทาสอีกด้วย เช่น ทาสต้องถูกล่ามขา แขน และคอ ถูกขังในกล่องที่กว้างเพียง 4 ฟุต 18 นิ้ว โดยต้องอยู่อย่างอดอยาก และถูกทารุณกรรม ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นได้ว่าหากเทียบกับปัจจุบันแล้วนั้น ถือเป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก วิลเบอร์ฟอร์ซเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนความเป็นคน และเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนโหดร้ายที่สุด อีกทั้งพระเจ้านั้นได้สร้างคนมาให้เท่าเทียมกัน จึงได้ผลักดันให้ออกกฎหมายยกเลิกการค้าทาสขึ้น
ในการเสนอต่อรัฐสภาให้ออกกฎหมายยกเลิกการค้าทาสของวิลเบอร์ฟอร์ซนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก วิลเบอร์ฟอร์ซได้เสนอหลายครั้ง มีการออกไปเสาะหาหลักฐานเพื่อเสนอต่อสภา มีการประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีการยื่นร่างฎีกาที่มีประชาชนร่วมลงนามกว่า 390,000 คนต่อสภา โดยได้รับการสนับสนุนสำคัญจากวิลเลียม พิตต์ (William Pitt the Younger) จอห์น นิวตัน (John Henry Newton) รวมทั้งฝ่ายค้านอย่างวิลเลียม โดลเบน (Sir William Dolben) และชาร์ลส์ ฟ็อกซ์ (Charles James Fox) แต่ฝ่ายค้านก็ยังแย้งว่าไม่มีหลักฐานว่าทาสไม่เห็นด้วยกับการค้าทาส ขณะที่ลอร์ดทาร์ลตัน (Lord Tarleton) ซึ่งเห็นด้วยกับการยกเลิกการค้าทาส ก็ได้แย้งว่า การยกเลิกการค้าทาสอาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงทางเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ และอุตสาหกรรมในประเทศได้ และเสนอให้หลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ โดยแนะนำให้ยกเลิกการค้าทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยใช้ประโยคว่า “ลมพายุสามารถจมเรือได้ แต่เรือแห่งประเทศชาติจะไม่มีวันจมโดยคลื่นแห่งความปรารถนาดี”
ต่อมาวิลเบอร์ฟอร์ซและและโธมัส คลาร์กสัน (Thomas Clarkson) ได้คิดจะใช้กลโกง (Trick) ในการออกกฎหมายแทนการที่จะออกกฎหมายยกเลิกการค้าทาสตรงๆ โดยเสนอให้อังกฤษออกฎหมายเข้มงวดในการใช้ธงบนเรือสินค้า (สัญชาติของเรือ) เสนอให้เรือสินค้าฝรั่งเศสที่ล่องมาโดยชักธงอเมริกาแทน ต้องชดใช้ค่าปรับให้กับรัฐบาล เนื่องจาก 80 เปอร์เซนต์ของเรือทาสที่ มักจะชักธงอเมริกันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล ถ้าผลักดันให้กฎหมายเรื่องนี้ออกมาได้ ก็จะไม่มีเจ้าของเรือคนไหนกล้าเอาเรือออกเดินทาง และแม้กฎหมายจะบังคับใช้กับเรือฝรั่งเศส ไม่ใช่เรืออังกฤษแต่นั่นก็เป็นข้อดี เพราะเรือลำไหนที่ชักธงอเมริกาจะถือว่าไม่ใช่ฝรั่งเศสและอังกฤษ เรือทาสที่เคยเลี่ยงภาษีก็ต้องจ่ายค่าปรับกับรัฐ พอไม่มีธงอเมริกันคุ้มกันก็จะทำให้ 80 เปอร์เซ็นต์ของเรือทาสอยู่ในมืออีกทั้งเมื่อกฎหมายผ่าน ก็ย่อมทำให้กำไรจากการค้าทาสหดหาย พวกค้าทาสกว่าครึ่งต้องล้มละลายใน 2 ปี แต่การเลิกการค้าทาสทำได้จริงๆก็เมื่อตอนที่ได้รับการสนับสนุนจากพระราชวัง ซึ่งทำให้การเสนอต่อสภานั้นเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยการเสนอต่อสภาในครั้งต่อมานี้เป็นการเสนอกฎหมายยกเลิกการค้าทาสโดยยกเลิกพร้อมกันทั้งประเทศ และในการลงคะแนนนั้นผลคือ สนับสนุน 283 เสียง และคัดค้าน 16 เสียง ทำให้กฎหมายยกเลิกการค้าทาสผ่านการอนุมัติในที่สุด
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่าวิลเบอร์ฟอร์ซใช้เวลาในการต่อสู้ผลักดันการออกกฎหมายยกเลิกทาสอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่อดทนต่อกระแสที่ไม่เห็นด้วยในสังคม โดยใช้วิธีทางตามกฎหมายทั้งหมด และไม่มีการใช้ความรุนแรงใดๆทั้งสิ้น แม้จะเป็นเวลานาน และค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็เป็นการต่อสู้ที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ข้าพเจ้าได้ข้อคิดจากการดูภาพยนตร์เรื่อง Amazing Grace 3 ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ในการต่อสู้ใดเพื่อสิ่งใดก็ตาม ควรจะต่อสู้ด้วยวิธีทางกฎหมาย และโดยสันติวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเป็นนักศึกษากฎหมาย เนื่องจากการต่อสู้โดยวิธีทางกฎหมายนั้นแม้จะใช้เวลานาน แต่ก็ควรที่จะอดทน เพราะเป็นวิธีที่ถูกต้อง ชอบธรรม และยังนำไปเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ต้องปฏิบัติตามด้วยอีกทั้งการใช้ความรุนแรงนั้นไม่เคยส่งผลดี หากแต่จะนำมาซึ่งผลร้ายอีกหลายประการ
ประการที่สอง ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมนั้น มักเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีการที่ค่อยเป็นค่อยไปจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืนมากกว่า เพราะประชาชนสามารถค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างราบรื่น แต่หากการเปลี่ยนแปลงนั้นทำโดยเร็ว ประชาชนยังไม่พร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมไม่เป็นผล และท้ายที่สุดก็อาจนำไปสู้ความขัดแย้งได้
ประการที่สุดท้าย จากภาพยนตร์จะเห็นได้ว่าแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชนในขณะนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก และยังล้าหลังหากเทียบกับปัจจุบัน (แต่ในขณะนั้นถือว่าทันสมัยมาก) อย่างไรก็ดีแม้แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันจะเป็นที่แพร่หลาย และมีการกล่าวอ้างกันอย่างกว้างขวาง แต่หากพิจารณาให้ดีก็จะเห็นได้ว่าปัจจุบันยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกันอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการทารุณกรรม การเอารัดเอาเปรียบ หรือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอื่นๆ เช่น การใช้แรงงานเด็ก แรงงานต่างด้าว หรือการค้าประเวณี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรมีการผลักดันให้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง