2. ข้อดีและข้อเสียจากการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเม็ด (ต่อ)

2.2 ประวัติของการจำนำข้าวในอดีต

     ก่อนจะพูดในเรื่องต่อไป ผมอยากจะอธิบายคำศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ไว้สักจำนวนหนึ่งก่อนนะครับ

     อุปสงค์ คือ  ความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่ โดยอุปสงค์จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1. ความต้องการที่จะซื้อ หรือ Willing to buy 2. ความสามารถในการจ่ายเพื่อซื้อ หรือ ability to pay ในทางตรงกันข้าม

     อุปทาน คือ ความต้องการจะขายสินค้าหรือบริการของผู้ขาย ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด เมื่อกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ คงที่  โดยอุปทานจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1. ความต้องการที่จะขาย หรือ Willing to sell  2. ความสามารถในการผลิต หรือ ability to produce

     ตลาด หมายถึง ที่ที่มีการซื้อขายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ราคาที่เกิดขึ้นในตลาด ก็จะเป็นราคาดุลยภาพ ซึ่งหมายถึง อุปสงค์และอุปทานบรรจบกันพอดี ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ขายขายด้วยราคาอันเหมาะสม และผู้ซื้อมีความสามารถที่จะจ่ายที่จะซื้อสินค้านั้น

     โดยสรุป อุปสงค์ ต้องการซื้อ กับอุปทาน ต้องการขาย จะขึ้นอยู่กับราคา เป็นหลัก ถ้าอุปทานในของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีมาก เช่น หน้ามะม่วง มีมะม่วงออกมามาก ราคามะม่วงก็จะต่ำ ในทางตรงกันข้าม หากอุปสงค์ในของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีมาก ราคาก็จะแพงขึ้น เมื่อกล่าวถึงในตอนต้นเรื่องประวัติการซื้อขายข้าวในช่วงหลังการเกิดการปฏิวัติเขียว ที่กล่าวว่า หากความต้องการขายมีมากกว่าความต้องการซื่อ ราคาของสิ่งนั้นจะถูกลงข้าวก็เป็นเช่นเดียวกัน

      ข้าวก็เป็นเช่นเดียวกันหลักของการค้าขายในตลาดเสรีทั่วไป ได้แก่ การทำให้สินค้าของตนเป็นที่ต้องการของตลาด    ซึ่งทำได้ในหลายรูปแบบ  เช่น ฉีกตลาดออกไปสู่ตลาดบนเพื่อทำให้ความแตกต่างของรสนิยมอันเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในการบริโภค  แต่สำหรับสินค้าที่มีความแตกต่างน้อย การผลิตก็ไม่สามารถฉีกตลาดไปได้ด้วยคุณลักษณะของสินค้า เช่น สินค้าการเกษตรทั่วไป วิธีการที่ต้องทำกันเพื่อทำให้สินค้าของตนนั้นขายได้และมีราคาดีขึ้น ก็คือ การทำให้สินค้านั้นๆมีน้อยลงในตลาดขณะที่ความต้องการมีเท่าเดิม     ซึ่งก็ส่งผลให้สินค้านั้นมีราคาสูงขึ้นทันที การทำให้สินค้าที่มีความแตกต่างน้อยหรือไม่มากนักนี้หายไปจากตลาดเพื่อ ที่จะทำให้สินค้าที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นนี้  เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการสร้าง “ความต้องการเทียม” (Pseudo Demand)    ซึ่งทำขึ้นเพื่อจะดึงเอาสินค้าที่ผลิตขึ้นมากจนทำให้ราคาตกต่ำนั้นไปอยู่ใน ที่ที่ไม่ใช่ตลาด

      ข้าวก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อข้าวมีราคาต่ำลง จึงต้องสร้างความต้องการเทียมขึ้นมาในตลาด รัฐบาลที่ผ่านมามักจะประเมินว่าผลผลิตจะเกิดความต้องการของตลาดโลก จำนวนสักเท่าไร จากนั้นก็จะจัดสรรงบประมาณมาทำให้เกิดการ “ จำนำ” ข้าว (ความต้องการเทียม)ในปริมาณที่คาดไว้ ซึ่งก็จะส่งผลให้ข้าวหายไปจากตลาดจำนวนตามที่คาด อันส่งผลทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นในตลาดซื้อขายทั่วไป ดังนั้นโครงการจำนำข้าวในอดีตจึงกำหนดราคาให้สูงกว่าตลาดโลก หรือไม่ก็ใกล้เคียงกับตลาดโลก

เดี๋ยวมาต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการจำนำข้าวในอดีตกันนะครับ