ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจต่อปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของชนเผ่าบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทย และผู้เขียนได้มีโอกาสในการเลือกพื้นที่ทำวิจัยในปัญหาดังกล่าว โดยมีพื้นที่อยู่ที่ตำบลแห่งหนึ่ง ของอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

          พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการอาศัยอยู่ของชนเผ่าหลายเผ่า มีทั้ง ลาหู่(มูเซอ) จีนฮ่อ อาข่า(อีก้อ) ลีซู(ลีซอ) ไทยใหญ่ แต่โดยส่วนใหญ่เป็น กลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนี้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับสัญชาติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การเริ่มจัดทำการสำรวจชุมชนและบุคคลบนพื้นที่สูง จนกระทั่งได้ผ่านการอนุมัติให้สัญชาติมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยที่ชนเผ่าทั้งหลายเหล่านี้ที่ได้สัญชาติไทย ทั้งโดยการยื่นตามระเบียบ 43 และการยื่นคำร้องแปลงสัญชาติตาม มาตรา 7 ทวิ

          การอนุมัติให้สัญชาติไทยครั้งที่มากที่สุด เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2543 ซึ่งช่วงต้นของรัฐบาลทักษิณเข้ามาบริหารประเทศเป็นครั้งแรก หลังจากนั้น ก็ได้ว่างเว้นจากการดำเนินงานเกี่ยวกับคำร้องใด ๆ อีก จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลทักษิน ได้พิจารณาลงรายการสัญชาติไทยและอนุมัติสถานะบุคคลต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมายให้อีกครั้งสำหรับกลุ่มชนเผ่าและชนกลุ่มน้อยในภาคเหนือ และล่าสุดอำเภอแม่ฟ้าหลวงโดยนายอำเภอ ได้พิจารณาอนุมัติลงรายการสัญชาติอีกครั้งให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด คือ ไม่มีสัญชาติไทย และต้องเป็นบุคคลที่กำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จครองราชสมบัติครบรอบ 60 พรรษา ซึ่งในการอนุมัติลงรายการสัญชาติไทยให้แก่กลุ่มบุคคลที่ได้รับครั้งนี้ มีประมาณ 398 คนทั่วทั้งจังหวัดเชียงราย การให้สัญชาติไทยในครั้งนี้

          แน่นอน มีคนได้ ย่อมมีคนไม่ได้ ส่วนใหญ่ที่ได้ เป็นกลุ่มคนชั้นลูก มากกว่าในชั้นที่เป็นพ่อแม่ ซึ่งทำให้ในบางครอบครัวลูกได้สัญชาติไทย แต่พ่อแม่ไม่ได้ เพราะต้องผ่านประชาคมของแต่ละหมู่บ้านเสียก่อน (ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจว่า สถานะบุคคลที่แท้จริง ต้องเป็นสถานะที่เกิดจากประชาคมหมู่บ้านอย่างนั้นหรือ ???)

          นับว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีและปลาบปลื้มต่อการทำงานของทางอำเภอแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ และผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจและสมหวัง หลังจากที่รอคอยมานานแสนนาน และในส่วนตัวของผู้เขียนก็รู้สึกดีใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกเขา ด้านที่ดีใจ ก็ ย่อมรู้สึกดีใจ

           แต่ อีกด้านหนึ่งกลับมีคำถามเกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ที่ได้รับอนุมัติสัญชาติไทยในครั้งนี้ ก็คือว่า พวกตนได้สัญชาติไทยมาด้วยระเบียบ 43 และเป็นการอนุมัติสัญชาติโดยอำนาจของนายอำเภอ แต่คนอื่น ๆ ที่ยื่นคำร้องตามระเบียบ 43 เช่นเดียวกับพวกตนที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติสัญชาตินั้น เป็นเพราะเหตุใด? ซึ่งพวกเขายืนยันและพร้อมจะช่วยกันเป็นพยานในการให้คำยืนยันว่าคนที่เหลืออยู่นั้น ตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่มาจนถึงรุ่นพวกตนล้วนแต่เกิดในแผ่นดินไทย เช่นเดียวกับพวกตน ไม่ได้เป็นผู้อพยพมาจากประเทศพม่า แต่ในครั้งนี้กลับมีบางคนที่ได้สัญชาติไทย ซึ่งพวกเขาก็รู้กันดีว่าเป็นผู้ที่เพิ่งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542-2543 ที่ผ่านมา กลับได้สัญชาติอย่างรวดเร็วและดูเหมือนเป็นการได้มาอย่างง่ายดาย แต่ขณะที่กลุ่มผู้ที่ยื่นขอลงรายการสัญชาติตามระเบียบ 43 เหมือนพวกตน กลับไม่ได้รับการพิจารณาลงรายการสัญชาติ เป็นเพราะอะไร? ติดตรงไหน? พวกเขาไม่อาจทราบได้และไม่อาจหาญกล้าไปสอบถามถึงสาเหตุต่อทางการ เพราะพวกเขากลัว

           กลุ่มผู้ที่ได้สัญชาติไทยในครั้งนี้ ต่างมีความเห็นว่า อยากให้กรมการปกครองลงมาพิจารณาเอกสารคำร้องต่าง ๆ ที่ ได้ยื่นไว้ต่อที่ว่าการอำเภอแม่ฟ้าหลวงโดยตรง เพื่อต้องการความเป็นธรรมในเรื่องสิทธิ สถานะบุคคล ที่ตนเองมี เพื่อให้ปัญหาที่แก้กันไม่ตกนี้ ลุล่วงไป และต้องให้มีการพิจารณาที่ถูกต้องตามหลักการพิจารณาลงรายการสัญชาติหรือการแปลงสัญชาติ ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ

           ด้วยพวกเขาสงสัยว่า คำร้องหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ยื่นไว้นั้นได้ เดินทางไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ ที่กระทรวงจริงหรือไม่? อีกทั้ง พวกเขาสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการที่รับผิดชอบงานด้านการทะเบียนราษฎร และการพิจารณาสถานะบุคคลของพวกตน ว่าเป็นไปโดยโปร่งใส จริงใจ และเป็นธรรมหรือไม่?  

            ปัญหาสัญชาติไทยเของชนเผ่าและชนกลุ่มน้อยเป็นปัญหาที่เรื้อรัง ผู้เขียนเข้าใจดีว่า เป็นปัญหาที่เกี่ยวโยงถึงความมั่นคงของประเทศชาติ แต่ทุกวันนี้ ปัญหาดังกล่าว กลับไม่ได้รับการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม หากแต่ว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการให้สัญชาติที่เกิดขึ้นมาในแต่ละครั้ง ดูเหมือนเป็นเพียงการยื่นน้ำเย็นให้ผู้เหน็ดเหนื่อยได้ดื่มกินเพื่อดับกระหาย และเป็นการเยียวยาเฉพาะจุด และไม่ใคร่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก 

            จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ ทุกวันนี้ รัฐ ต่างได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รัฐเป็นผู้เก็บเกี่ยวและฉวยโอกาสจากวัฒนธรรม ความแปลกประหลาด ความเป็นชนเผ่า ความเป็นชาวเขาของพวกเขา โดยที่พวกเขากลับไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาควรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ถือกันว่า เป็นคนไทยติดแผ่นดิน และเป็นคนไทยที่เกิดและเติบโต เรียนหนังสือ เรียนรู้และอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐไทย แต่กลับไม่ได้เป็นคนไทยทั้ง ๆ ที่เป็นคนไทย และที่สำคัญ พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับสิทธิที่แท้จริงของการเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์