ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหาร หรือได้รับการคุกคามต่อชีวิต

  อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 ให้คำนิยาม และความหมายของสถานภาพผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวการถูกประหัตประหารหรือได้รับการคุกคามต่อชีวิตเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติสมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง

  ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ บ้านเรือน และแม้แต่ครอบครัว ผู้ลี้ภัย แตกต่างจากแรงงานต่างด้าวเพราะแรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ ผู้ลี้ภัยไม่อาจพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาลของตนเอง พวกเขาถูกบังคับให้หนีจากประเทศของตนเอง จึงจำเป็นที่ประชาคมนานาชาติต้องให้ความช่วยเหลือ และให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยเหล่านั้น[1]

  ผู้หนีภัยความตาย คือ ผู้หนีภัยที่เกิดกับชีวิตทั้งภัยโดยตรงและภัยดดยอ้อม ภัยโดยตรง เช่น ภัยจากการสู้รบ ส่วนภัยความตาย โดยอ้อม โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท  ดังนี้

  1. ภัยความตายทางกายภาพ ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์ได้ว่า ถ้าไม่หนีออกมาจากพื้นที่นั้นจะต้องตาย เช่น เมื่อรู้ข่าวว่ามีกองทหารกำลังจะเข้ามาที่หมู่บ้านและมีข้อมูลว่า หากทหารเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นเสียชีวิต ได้  จึง หนีออกมาก่อนที่ทหารจะมาถึง หรือ กรณีการหนีจากการบังคับเกณฑ์แรงงาน ซึ่งอันที่จริง การเกณฑ์แรงงานไม่ได้เป็นภัยความตายโดยตรง คือ ถ้าถูกยอมให้เกณฑ์แรงงานไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะไม่ถูกฆ่าตาย แต่ถ้าหากปฏิเสธไม่ยอมทำงาน ก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ หรือ หากถูกบังคับให้ทำงานแล้วหลบหนีออกมาก็มีข้อมูลว่าคนเหล่านี้จะถูกฆ่าตายได้ เช่นเดียวกับกรณีการถูกบังคับเก็บภาษี หรือการข่มขืน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามก็มีความเสี่ยงที่จะตายได้ นี่เป็นตัวอย่างของภัยความตายทางกายภาพที่เห็นได้ชัด 
  2. ภัยความตายอีกประเภทหนึ่งคือ ภัยความตายทางจิตใจ เช่น การข่มขืน เป็นต้น[2]

  ปัญหาของการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของประเทศซีเรียที่มีผู้ลี้ภัยมากมาย จากเหตุการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยผู้ลี้ภัยนั้นมีจำนวนถึง 2 ล้านคน แม้ว่าประเทศที่ผู้ลี้ภัยไปพักพิงจะได้รับความช่วยเหลือจาก ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees คำย่อ UNHCR) [3] แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่น

-ประเทศที่ผู้ลี้ภัยไปพักพิงได้กันผู้ลี้ภัยออกไปให้อยู่เฉพาะตามแนวชายแดนทำให้เกิดความแบ่งแยกทางเชื้อชาติและเหยียดเชื้อชาติขึ้น

-ผู้ลี้ภัยที่อพยพไปยังประเทศที่พักพิงไม่ได้รับการศึกษาอย่างที่ควรจะได้รับตามหลักสิทธิมนุษยชน

-ได้เกิดการล่วงละเมิดด้านชีวิตความเป็นอยู่ และทางเพศ คือประเทศที่ผู้ลีถัยไปพักพิงนั้นไม่ได้จัดให้ผู้ลี้ภัยมีความเป็นอยู่อย่างที่มนุษย์สมควรจะได้รับตามหลักสิทธิมนุษยชน

  ซึ่งสาเหตุดังกล่าวก็อาจจะเกิดขึ้นเพราะประเทศที่รับผู้ลี้ภัยไปพักพิงนั้น ไม่สามารถปฏิเสธความช่วยเหลือ หรือส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศได้ เนื่องจากมีกฏหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่า  “ห้ามมิให้ชาติใดๆ ก็ตามส่งกลับ หรือปิดกั้นผู้ที่พยายามหนีออกจากประเทศ ซึ่งมีภัยคุกคามต่อชีวิตและเสรีภาพของบุคคลผู้นั้น”[4]

  ปัญหาในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกิดกับผู้หนีภัยความตายนั้น สามารถเห็นได้จากประเทศไทยเราเองคือ มีผู้หนีภัยความตายจากประเทศพม่าเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาที่มีข้อกำหนดในเรื่องผู้ลี้ภัยมารองรับ ประเทศไทยจึงไม่ยอมรับว่าผู้ที่อพยพมาจากพม่านั้นเป็นผู้ลี้ภัย แต่เป็นผู้หนีภัยความตายจากสงครามเท่านั้น การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หนีภัยความตายในประเทศไทยนั้น จึงมีเพียงเล็กน้อย โดยเน้นเฉพาะผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น

  เนื่องจากสาเหตุที่เป็นเพียงผู้หนีภัยความตายนั้นจึงจำเป็นต้องอยู่เพียงในค่ายที่จัดไว้ให้เท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการประกอบอาชีพการงาน และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษชนในชีวิตและร่างกาย เพราะค่ายที่อาศัยอยู่นั้นอยู่ในสถานที่ห่างไกล ยากแก่การเดินทางและยากแก่การเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ภายในประเทศ รวมไปถึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านการศึกษาเพราะเด็กที่อาศัยอยู่ในค่ายนั้นย่อมไม่ได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมตามที่ถูกกำหนดไว้ได้ ตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

  การแก้ไขปัญหานี้สามารถทำได้โดยการที่ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานะภาพผู้ลี้ภัย หรือพิธีสารเกี่ยวกับสถานะภาพผู้ลี้ภัย และออกกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเพื่อปฏิบัติตามภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งหากไทยเปลี่ยนสถานะตนเองจากประเทศผู้รับ ไปเป็นประเทศที่3ซึ่งเป็นประเทศปลายทางที่ยอมรับให้ผู้ลี้ภัยสามารถตั้งรกรากในประเทศตนได้ จะเกิดผลดีต่อประเทศไทยในแง่ที่ว่า ประเทศไทยจะได้รับบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้อย่างยิ่งยวดในอนาคต และไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป

ชยากร โกศล

7 เมษายน 2557

อ้างอิง

[1] https://www.unhcr.or.th/th/refugee/about_refugee

[2] http://www.l3nr.org/posts/535713

[3] http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0...

[4] http://www.thaiday.com/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9...