เปรียบเทียบรากฐานของชีวิตเสมือนหนึ่งเสาเข็มของบ้าน ซึ่งควรมีอยู่ 3 เสาตามแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจ”พอเพียง”มีอยู่ 3 พอ คือ “พออยู่ พอกิน พอใช้ “ คือการดำเนินชีวิตที่พอดี ประหยัด เรียบง่าย หรือตามแนวคิดโรงเรียนของพระพุทธเจ้าคือ “ดูใจตัวเอง” โดยไม่ต้องยึดติดกับเงิน ลาภ ยศ เพราะหากเปรียบเทียบ “ตุ่มน้ำ เป็นเหมือนที่เก็บเงิน แล้วพยายามหาเงินมาใส่เหมือนการตักน้ำใส่ตุ่ม แต่หากตุ่มน้ำมีรูหรือรอยรั่วเต็มไปหมด เปรียบเสมือนการใช้เงินอย่างไม่คุ้มค่า หากเราอุดรอยรั่วของตุ่มหรือใช้เงินอย่างรู้คุณค่า ผลที่ได้รับคือ การมีเงินเก็บหรือมีน้ำเหลืออยู่ในตุ่ม แม้จะตักน้ำหรือมีการนำเงินไปใช้ก็ตาม 
การเสนอแนวคิดในเรื่อง “เงินผู้สูงอายุ”จากเดิม 600 บาท ให้เหลือเพียง 100 บาท และนำเงินที่เหลือไปจัดการเปลี่ยนเป็นให้ความรู้ในเชิงความพอเพียง เพื่อให้เกิดเป็นสังคมระบบพึ่งพา โดยไม่ต้องใช้เงินแต่ใช้สิ่งของเป็นการแลกเปลี่ยน เพราะผู้สูงอายุควรออกกำลังกาย เช่น การปลูกผัก และนำผักที่ปลูกได้ไปแลกเปลี่ยนสิ่งของที่ต้องการ จัดเป็น”การพึ่งตนเอง” ซึ่งคือ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
      การทำงานที่ดีที่สุดคือ “การจัดการความรู้” หรือการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันแทนการใช้เงินให้มากที่สุด เป็นแนวคิดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ประดิษฐ์ของใช้เองเพื่อลดการใช้เงินและพึ่งพาธรรมชาติโดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นสิ่งที่มีมากอยู่ตามธรรมชาติ
“อย่าดูถูกตัวเอง อย่าดูถูกความจน อย่าลืมกำพืด (ชาติกำเนิด)ของตนเอง เพราะชีวิตในวัยเด็ก ไม่ได้กำหนดชะตาชีวิตในอนาคตยามเติบโตเป็นผู้ใหญ่” ต้องขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน กตัญญู และความจนหรือความรวย ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขของจำนวนเงินส่วนคนที่อยู่กับสิ่งที่สกปรกที่สุดได้ ชีวิตจะแข็งแกร่งอย่างมาก เพราะ “สูงสุด คืนสู่สามัญ”
การเรียนรู้การพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่เรื่องยาก และงานเกษตรเป็นงานที่ต้องทำทุกวันไม่มีวันหยุด ขึ้นอยู่กับความเพียร และศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก
“ ไม่มีเวลาราชการ มีแต่เวลาราษฎร”