คำสัญญาหนึ่งของทุนนิยมที่มีมาตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็คือการที่มันจะนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาสู่งมนุษยชาติ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็หมายถึงการได้มาซึ่งผลผลิตมากขึ้นในการลงทรัพยากรทางการผลิตไปเท่าเดิม

โดยทั่วไปมันก็ทำได้ตามที่สัญญาจริงๆ เพราะผลิตภาพของมนุษยชาติก็ขยายตัวอย่างมหาศาลไปพร้อมๆ กับทุนนิยม

แต่แน่นอนว่าทุนนิยมก็ไม่ได้ต่างจากเทพหรือปีศาจตนต่างๆ ในตำนานที่ทำสัญญาแต่ละทีก็ไม่เคยบอกมาทั้งหมดว่าสิ่งที่มันให้จะนำไปสู่อะไรบ้าง

ในกรณีของทุนนิยมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ มันนำมาสู่ "ปัญหา" การกระจายรายได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและโลกในเวลาต่อมา ซึ่งปัญหานี้ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วตั้งแต่นักเศรษฐศาสตร์พัฒนายันนักกิจกรรม

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่จับต้องได้มากกว่านั้นของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นไปได้คือมันทำให้คน "ตกงาน"

การที่เครื่องจักรมาแทนที่คนเคยสร้างปัญหามากมายมาแล้วในช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ จนทำให้เกิดขบวนการทุบทำลายเครื่องจักรอันลือชื่ออย่างขบวนการลุดไดท์

ซึ่งเหตุสำคัญที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดปัญหาว่างงาน ก็เพราะอังกฤษขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการทอผ้าเป็นหลัก การใช้เครื่องจักรทอผ้าแทนคนจึงสร้างภาวะว่างงานอย่างมหาศาลอย่างน้อยก็ในระยะสั้น (ที่น่าสนคือปัญหาเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส สินค้าหลักของฝรั่งเศสคือเสื้อผ้า การแทนที่คนทอผ้าด้วยเครื่องจักรไม่ได้ทำให้คนทอผ้าตกงาน แต่มันทำให้พวกเขากลายมาเป็นแรงงานภาคการผลิตเสื้อผ้าแทน อังกฤษไม่มีอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในระดับเดียวกับฝรั่งเศสแรงงานจึงเคลื่อนย้ายในแบบเดียวกันไม่ได้การตกงานจึงเกิดขึ้น นอกจากนี้ปัญหาอีกประการที่ทำให้การตกงานในอังกฤษหนักข้อมากก็คือการขยายตัวทางประชากรอย่างบ้าคลั่งของอังกฤษด้วย)

แน่นอน หลังจากนั้นเราก็ไม่ค่อยได้ยินปัญหาเรื่อง "เครื่องจักรแย่งงานมนุษย์" อย่างหนาหูอะไรนัก เพราะโดยทั่วไปปัญหาของการตกงานนั้นถ้าไม่โยงกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ดูจะโยงกับพวกข้อตกลงทางการค้าต่างๆ มากกว่าที่จะโยงกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใดๆ (ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ไม่มี เช่น การแพร่หลายของตู้เย็นก็ทำให้อุตสาหกรรมขนส่งน้ำแข็งแช่เย็นในบางประเทศพังไปเลยเหมือนกัน)

แต่นี่คงจะไม่จริงอีกต่อไปหลังการปฏิวัติดิจิทัล

เหล่านักวิจัยจาก Oxford Martin Programme on the Impacts of Future Technology (เข้าชมเว็บโครงการได้ที่ http://www.futuretech.ox.ac.uk/) ชึ้ว่าภายใน 20 ปี งาน 47% ที่คนทำจะถูกเครื่องจักรทำแทนที่กันหมด (อ่านเปเปอร์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.futuretech.ox.ac.uk/sites/futuretech.ox.ac.uk/files/The_Future_of_Employment_OMS_Working_Paper_1.pdf)

งานชี้อย่างน่าสนใจว่ากระแสการแทนที่งานของมนุษย์ด้วยเครื่องจักรจะมีสองระลอก ระลอกแรกแรงงานทางกายภาพจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และเครื่องจักรก่อนหลังจากเทคโนโลยีเหล่านี้พัฒนาขั้น แรงงานที่จะถูกแทนที่ในระลอกแรกนี้ก็ได้แก่แรงงานด้านการขนส่ง การประกอบ การก่อสร้าง หรือกระทั่งพวกการขาย และการบริการ

การแทนที่งานของมนุษย์ด้วยเครื่องจักรในขั้นแรกพอดำเนินไปเต็มที่ การแทนที่งานก็จะหยุดชะงักสักพัก ก่อนที่เทคโนโลยี "ปัญญาประดิษฐ์" (AI) จะพัฒนาพอที่จะทำงานแทนที่แรงงานที่ต้องใช้ปัญญาในระดับสูง ซึ่งการแทนที่รอบที่สองนี้ จะทำให้แรงงานด้านการบริหาร วิศวกรรม ไปจนถึงด้านวิทยาศาสตร์ และศิลปะ ถูกแทนที่ไปด้วย

แน่นอนว่าคนทำงานสารพัดทุกวันนี้โดยไม่ได้ตามเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอะไรมากมายก็คงจะไม่รู้สึกรู้สาว่างานของตนจะถูกแทนที่ได้ง่ายๆ

แต่สำหรับผู้ติดตามความก้าวหน้าเทคโนโลยีใกล้ชิด การกล่าวอ้างที่ว่าก็ดูจะไม่เกินจริงนักถ้าจะพูดกันในกรอบของ 2 ทศวรรษ

แน่นอนว่า ถ้าการแทนที่ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงๆ มันก็คงเป็นความไม่มั่นคงด้านการจ้างงานอย่างร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์เงินเดือนบูชาทุนนิยมที่ไหนก็คงจะไม่ต้องการ

อย่างไรก็ดีถ้าเราจะเชื่อ "คำทำนาย" บนฐานของศาสตร์สมัยใหม่นี้แล้ว ไม่ว่าเราทำงานใดๆ ก็ควรจะมีทางหนีทีไล่ไปงานชนิดอื่นตลอด เพราะเทคโนโลยีที่จะถล่ม "อาชีพ" ของเราไปภายใน 10 ปีมันก็อาจจะโผล่มาเมื่อไรเราก็ไม่อาจทราบได้

เพราะการที่งาน 47% ของงานทุกวันนี้จะหายไปใน 20 ปี มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีงานใหม่ๆ ใดๆ ถือกำเนิดเกิดขึ้นมา แต่งานใหม่ๆ เหล่านั้นจะเป็นรูปแบบใดคนในแต่ละภาคการผลิตก็คงจะต้องจินตนาการและพัฒนาทักษะไว้ดักรองานกันเอง

สุดท้าย เรื่องราวทั้งหมดก็คงจะไม่ใช่ข่าวดีเท่าไรของบรรดารัฐในประเทศเจริญแล้วที่ตอนนี้ประสบปัญหาการว่างงานอย่างบ้าคลั่งอยู่แล้ว ซึ่งก็นำมาสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการอย่างเผ็ดร้อน และสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายทางเศรษฐกิจที่ค่อนไปทางสังคมนิยมขึ้นทุกขณะ

 

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ ประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2014/03/52397