วิธีการวิจัยแนวชาติพันธุ์วรรณนา

         แนวทางชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography Approach) หมายถึง แนวทางหรือวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งการพรรณนาและตีความพฤติกรรมของกลุ่มคนรวมถึงระบบทางสังคมหรือทางวัฒนธรรม ซึ่งผู้วิจัยสามารถเจาะจงศึกษาและทำความเข้าใจแบบแผนพฤติกรรม ทั้งในมิติของวิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี ทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงกลไกแห่งวิถีประชา จารีตและข้อห้ามต่างๆ ของกลุ่มคนในสังคมหรือวัฒนธรรมนั้น โดยตัวนักวิจัยเองเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเก็บข้อมูล     มีเทคนิคการเเก็บข้อมูลหลากหลายวิธี โดยเทคนิคหลักที่ใช้ คือ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation) และทักษะการสัมภาษณ์เชิงลึก(Indepth Interview) เป็นเทคนิครอง 

          มโนทัศน์ทางวัฒนธรรมจึงเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือทางแนวคิดสำหรับตีความพฤติกรรมและความเชื่อของมนุษย์ ถ้าปราศจากมโนทัศน์ทางวัฒนธรรม แม้จะมีคุณสมบัติอื่นก็ไม่จัดว่าเป็นชาติพันธุ์วรรณนา และลักษณะสำคัญนี้จึงทำให้การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนาต่างจากการวิจัยเชิงคุณภาพชนิดอื่น

           LeCompte  and  Schensul  (1999)  เห็นว่า  ชาติพันธุ์วรรณนาเป็น “วิธีการศึกษาชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน  สถาบัน  รวมถึงกลุ่มหรือองค์กรในรูปแบบอื่นๆ  วิธีการนี้มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์  เป็นการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง ใช้ตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือหลักในการรวบรวมข้อมูล  ใช้วิธีเก็บข้อมูลที่เคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงอคติและเพื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง  ให้ความสำคัญกับความคิดความเห็นของประชาชนผู้ให้ข้อมูล  ใช้วิธีการดำเนินการวิจัยแบบอุปนัย   สร้างทฤษฎีขึ้นมาจากท้องถิ่นที่ศึกษาเพื่อทำการทดสอบและปรับใช้ภายในท้องถิ่นและกับที่อื่น” (อ้างใน อัจฉรา ภาณุรัตน์, 2555 : 57)

            แนวทางการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา นอกจากส่งเสริมการเรียนรู้แก่ตัวผู้วิจัยเอง (ผู้รู้) ยังส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ร่วมสนทนา (ผู้ถูกรู้) เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แนวทางชาติพันธุ์วรรณนาจึงเป็นวิธีการศึกษาชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน สถาบัน รวมถึงกลุ่มหรือองค์กรในรูปแบบอื่นๆ และทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้นได้ โดยผู้วิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ทำความเข้าใจปัญหาที่ศึกษาอย่างเป็นองค์รวม (Holistic) ให้ความสำคัญแก่ปัจจัยเชิงบริบท และปัจจัยทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และสังคมเป็นสามตัวแปรสำคัญ ศึกษากลุ่มประชาชนขนาดเล็กและมีส่วนร่วมในชุมชนที่ศึกษาเป็นเวลานาน  ทำให้มีข้อได้เปรียบในการเก็บข้อมูล  คือนักวิจัยสามารถใช้กลวิธีเก็บข้อมูลได้หลายแบบและเก็บข้อมูลได้หลากหลายชนิด  เพื่อความถูกต้องตรงประเด็นและความน่าเชื่อถือได้ของผลการศึกษา

             ในการนำไปใช้ ชาติพันธุ์วรรณนาเหมาะที่จะใช้ศึกษาเพื่อหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มทางสังคมและวัฒนธรรมที่เรายังไม่มีความรู้มาก่อน  หรือมีแต่ไม่ลึกพอ เช่น กลุ่มทางศาสนา  หรือกลุ่มอาชีพ  เป็นต้น  เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เรายังไม่เข้าใจ ซึ่งสามารถทำการวิจัยแบบเจาะจงปัญหาโดยต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเข้มงวด  เพื่อทำความเข้าใจและสร้างกรอบการอธิบายที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อการประเมินผลกระทบของโครงการต่างๆ  เช่น  โครงการพัฒนาที่มีต่อกลุ่มประชากรเป้าหมาย  โดยเฉพาะในมิติเกี่ยวกับผลกระทบนั้น ว่ามีกระบวนการเกิดขึ้นอย่างไร 

            ส่วนในขั้นการตีความพฤติกรรมของกลุ่มชนที่ศึกษานั้น การวิจัยแนวนี้เน้นการพรรณนาอย่างลุ่มลึก (Thick Description) ที่สะท้อนภาพความจริง ความดี ความงามของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เรียงลำดับเหตุการณ์จากปัจจุบันสู่อดีตอันยาวไกล เป็นการให้เห็นทัศนะต่อชีวิตอย่างเป็นกระบวนระบบ มีความเกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน และลงลึกถึงในเรื่องของระดับจิตวิญญาณ ซึ่งชาย  โพธิสิตา (2550) (อ้างใน อัจฉรา ภาณุรัตน์, 2555)  ให้ความเห็นว่ามโนทัศน์ทางวัฒนธรรมเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจและสร้างกรอบการอธิบายที่ชัดเจน นักวิจัยแนวชาติพันธุ์วรรณนาควรทำความคุ้นเคยกับวรรณกรรมด้านชาติพันธุ์วิทยา  และมานุษยวิทยาวัฒนธรรมให้มาก นักวิจัยแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่มีพื้นความรู้เกี่ยวกับมานุษยวิทยาวัฒนธรรมซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมทางวัฒนธรรมของมนุษย์

             แนวทางชาติพันธุ์วรรณนา ยังเป็นการศึกษาเพื่อตอบโจทย์คำถามในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ของกลุ่มชนต่างๆ ตั้งแต่ยุคโบราณ การศึกษาจะเป็นการเน้นศึกษาถึงหลักศาสนาโดยมีภาษาถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ภูมิปัญญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการอยู่รอดปลดอภัยและมีความสุขของมนุษย์ การเข้าถึงภูมิปัญญาต่างๆดังกล่าว ควรใช้วิธีการทางที่เรียกว่า สิกขา บุคคลทั่วไปที่ยังไม่อาจเข้าถึงวิถีพุทธ ก็อาจเลือกใช้แนวทางชาติพันธุ์วรรณนา ซึ่ง อัจฉรา ภาณุรัตน์ (2555) เชื่อว่า ผู้ใดที่ชอบใช้วิธีการทางชาติพันธุ์วรรณาศึกษาเรื่องต่างๆ แล้ว จะยอมรับกฎแห่งกรรม และกฎไตรลักษณ์แล้ว ผู้นั้นได้เข้าถึงพุทธศาสนาทันที

             สรุปว่า การวิจัยแนวทางชาติพันธุ์วรรณนา เป็นแนวทางที่นำมาใช้ในการศึกษาและวิจัยพฤติกรรมของกลุ่มคนรวมถึงระบบทางสังคมหรือทางวัฒนธรรม และเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ ที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งผู้ศึกษา จะทำการวิจัยแบบเจาะจงปัญหาโดยต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเข้มงวด ศึกษาและตีความเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนและลึกซึ้ง เรียนรู้สังเกตการณ์ภายนอกและภายในตัวเอง มีวิธีคิดอย่างหลากหลาย ผู้ศึกษาหรือผู้วิจัยจึงควรต้องมีมโนทัศน์ที่สามารถมองทุกสรรพสิ่งได้อย่างเป็นกระบวนระบบและเป็นองค์รวม มีความเกี่ยวเนื่องและเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน ที่ลงลึกได้ถึงในระดับจิตวิญญาณ ซึ่งจิตวิญญาณนั้นเองที่จะเป็นตัวตอบโจทย์ปัญหาได้ทุกปัญหาในมหาจักรวาลนี้ เนื่องจากในมหาจักรวาลนี้ สิ่งที่เคลื่อนไหวหรือหมุนเวียนหมุนวนและส่งผลอยู่ตลอดเวลา ก็คือ กรรมหรือการกระทำ ที่เป็นคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเอง

หนังสืออ้างอิง

อัจฉรา ภานุรัตน์, (2555). ภูมิปัญญาและชาติพันธุ์วรรณนา (พิมพ์ครั้งที่ 2). สุรินทร์ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์.