แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์วิชาสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ “กิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตสังคม”


                จากการเรียนวิชาสัมมนาวิชาการกิจกรรมบำบัด ผมนายเจษธวัช บุญฤทธิ์ลักขณา นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงาน การเรียนการสอน กับคณาจารย์กิจกรรมบำบัด ในวันนี้เป็นส่วนของ “กิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตสังคม” ผู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้คือ อ.ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง ประธานสาขากิจกรรมบำบัด ม.มหิดล เป็นผู้บรรยาย และ อ.ดร.อนุชาติ เขื่อนนิล เป็นพิธีกรในการดำเนินรายกาย เรามาเริ่มกันดีกว่าสัมหรับคำถามดังต่อไปนี้

 

คำถาม : อะไรคือเป้าหมายสำคัญในกิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตสังคม ?

                กิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตเวชเป็นการดูแลและส่งเสริมผู้ป่วย ให้ มี Well-being และ recovery from mental health illness ในประเทศไทย มีการเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวช ทั้งทัศนคติต่อคนไทย และประชาชน เพื่อการให้ผู้ป่วยที่บกพร่องทางจิตสังคมสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่สำหรับทางภาครัฐยังมีการขัดขวางอยู่ในส่วนนี้  ทั้งนี้การที่ผู้ป่วยได้กลับไปมีส่วนร่วมในชุมชน และสังคม ก็เป็นสิ่งที่สำคัญในทางกิจกรรมบำบัดอย่างหนึ่ง

 

คำถาม : การรักษาทางกิจกรรมบำบัดในส่วนของผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด?

ในโรงพยาบาล เปอร์มาย ของประเทศมาเลเซีย เป็นสิ่งดีที่มีการเริ่มต้นในด้านจิตสังคม และที่ประเทศ สิงคโปร์  จะให้ผู้ป่วยได้ทำงานในบริบทจริง ไม่เน้นการฟื้นฟู และจะเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ซึ่งจากตัวอย่างทั้งสองจะเห็นได้ว่าจะเน้นการให้ผู้ป่วยจิตเวชเป็นส่วนหนึ่งในสังคม ใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ สำหรับในประเทศไทย จะสนใจในเรื่องของความบกพร่องเป็นด้านๆมากกว่าจิตสังคม เราจึงต้องคำนึงในส่วนนี้และนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย

 

คำถาม : อะไรคือจุดอ่อน และ จุดแข็ง ของกิจกรรมบำบัดฝ่าจิตสังคม ในประเทศไทย ?

                สำหรับจุดแข็งคือเรามีนักกิจกรรมบำบัดที่มีความเฉพาะทาง เช่น พวกการใช้ Recovery model ต่างๆที่เฉพาะเจาะจง รวมถึงการมีนักอาชีวบำบัด ที่ช่วยในการพัฒนา เครื่องมือและสื่อในการรักษา

                สำหรับจุดอ่อนคือ พวกเรารู้จักผู้รับบริการแต่พวกเรายังไม่เข้าถึงอย่างจริงจังกับผู้ที่บกพร่องทางกิจกรรมบำบัด ดังนั้นจึงต้องมีการเรียนรู้เพิ่มอีกมาก ทั้งในเรื่องของ Model , การทำกลุ่ม รวมถึงการบำบัดรักษาที่เพิ่มเติม และพวกเราควรที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวให้ได้

 

คำถาม : อะไรคือสิ่งที่จะทำให้กิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตสังคมในไทยประสบความสำเร็จ ?

                นักกิจกรรมบำบัดจะต้องทำให้ผู้ป่วย ได้ทำงานจริงๆ และผู้บำบัดควรที่จะเข้าไปทำงานกับเค้าเพื่อการปรับและช่วยเหลือในสิ่งที่เหมาะสมกับเค้า เพิ่อให้เค้าสามารถกลับไปทำงานในบริบทจริงๆได้

 

คำถาม : อะไรคือสิ่งที่แตกต่างกันของกิจกรรมบำบัด ม.มหิดล และ ม.เชียงใหม่ ?

                สำหรับทั้ง 2 ที่ มีความคล้ายกันคือให้เรียน วิชาสัมมนา แต่ต่างกันคือ ในบริเวณของมหิดล ศาลายา มีโรงพยาบาลจิตเวชที่มากกว่า และมหิดลมีการปรับปรุงข้อมูล และเทคนิคการรักษาต่างๆอย่างเป็นประจำให้มีความใหม่และล่าสุด เสมอๆ มีการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในต่างประเทศที่มาเลเซีย โรงพยาบาล เปอมาย

  

คำถาม : คุณอยากเห็นอะไรในอนาคตเกี่ยวกับกิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตสังคมและจะประสบความสำเร็จอย่างไร ?

               ประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยจิตเวชประมาณ 10 ล้านคน แต่มีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล และอีก 9 ล้านคนยังอยู่ในชุมชน ซึ่งอนาคตมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นถึง 27 ล้านคน ใน 5 ปี ดังนั้นเราจึงควรทำให้เกิน balance หรือการเดินทางสายกลาง ไปช่วยผู้ป่วยทั้งในโรงพยาบาลและชุมชน ช่วยในเรื่องของการรักษา และการให้ความรู้ต่างๆ

 

คำถาม : ในชุมชนของประเทศไทย คุณสามารถใช้ทักษะอะไรที่ทำให้มีส่วนร่วมในการรักษาของคุณ?

                เราสามารถใช้วัฒนธรรมมามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาทางจิสังคมได้ การรักษาทางกิจกรรมบำบัดต้องมีการคำนึงถึงวัฒนธรรม สังคม บริบทของผู้รับบริการเพื่อการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

 

คำถาม : อะไรคือสิ่งๆใหม่ที่คุณอย่างเห็น ใน 5 หรือ 10 ปี ข้างหน้า ?

                มีการจบของนักศึกษากิจกรรมบำบัดที่มากขึ้น และหวังว่าพวกเค้าเหล่านั้นจะเลือกทำงานในฝ่าจิตสังคม และช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยเหล่านั้น

 

คำถาม : ในปี 2015 จะมีการเปิด AEC คุณคิดว่ามีผลกระทบด้านดีและด้านลบ อย่างไรกับกิจกรรมบำบัดจิตสังคมในไทย ?

                ยังขาดความรู้ในเรื่องของ Recovery model และ well-being ทำให้มีการแข่งขันกันของนักกิจกรรมบำบัดจากประเทศที่พัฒนาแล้วก็เข้ามาในประเทศ สำหรับในประเทศ กิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตเวชจะมากขึ้น และเป็นที่รู้จักของคนไทย

 

                สำหรับผมคิดว่า กิจกรรมบำบัดฝ่ายจิตสังคมนั้น พวกเรายังเข้าไม่ถึงอย่างจริงจัง จากประสบการณ์ในการฝึกงานเพียงเวลาไม่กี่เดือนที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง ผมคิดว่า เป็นเพียงส่วนน้อยที่จะเข้าถึง ผู้รับบริการ การที่จะพัฒนาได้มากขึ้น เราเองก็ควรที่จะหาความรู้เกี่ยวกับฝ่าจิตสังคมให้มากขึ้น ลงมือทำกับผู้รับบริการจริงๆ ให้เปิดประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้รับบริการและทำให้เค้าสามารถกลับไปมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มความสามารถของเขา

 

ขอบคุณครับ         

นายเจษธวัช  บุญฤทธิ์ลักขณา

 

สามารถติดตามบันทึกภาษาอังกฤษ ได้ที่นี่>>>>> http://www.gotoknow.org/posts/563644