เขย่ากะลาระบบการศึกษาไทย แบบOne way


มันมีอีกข้อเท็จจริงคือ โรงเรียนในบ้านเรา เป็นแบบระบบเดียว  One way system
.......ระบบที่บังคับทางให้เก่งรูปแบบเดียว โดยไม่มีทางเลือกและสร้างการยอมรับพอ สำหรับเด็กที่มีความเป็นเลิศและความสนใจหลากหลาย รวมถึงการวางเส้นทางอาชีพที่มองอาชีพให้กว้างขึ้น ว่าจริง ๆ แล้วตอนี้มันมีอาชีพแปลก ๆ มากมายเกิดขึ้น ที่ต้องขายฝีมือทักษะและความสามารถในตัว ความสามารถแบบนั้นมองผ่านแค่การเรียนตามเนื้อหารายวิชาน่าจะไม่เพียงพอแล้ว มันมองที่ทักษะประยุกต์ความรู้มาใช้ด้วยตนเองให้มากพอจะเป็นปัญญาที่อยู่ในตัวเป็นผู้สร้างทฤษฎีขึ้นมาเอง ไม่ใช่การจำทฤษฎีมาหลงเชื่อ
......ถ้าเราทำแต่โรงเรียนที่มุ่งแต่สอบ O-net เป็นวิชา ๆ และโรงเรียนมุ่งรองรับการประเมินคุณภาพ สมศ.ระบบเดียวทั่วประเทศ หรือหลักสูตรที่เน้นแต่รายวิชา ไม่ได้สร้างความพร้อมทักษะรอบด้านได้ให้อยู่รอด และใช้ต่อยอดเมื่อค้นพบความสนใจของตนเอง
....หากต่อไปยังไม่มีโรงเรียนที่มีหลายทางเลือกรองรับความแตกต่างของลูกหลานเรา หรือให้ลูกหลายเราทดลองเรียนรู้ใช้ชีวิตในโรงเรียนเพื่อค้นหาศักยภาพตนเอง มันจะเป็นอย่างไร (สำหรับตนเองเท่าที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมันน่ากลัวมาก)
....เราเตรียมตัวรับเด็ก Generation ใหม่ที่อาจเป็นเด็กดีที่ใช้ความอดทนฝืนตัวอย่างที่สุดที่จะเป็นแบบเด็กเก่ง 0.01% ทั้งที่ทุกข์กับความรู้สึกไม่ใช่ตนเอง เรียนให้มันจบ ๆ ค่อยมาว่ากัน ยอมเสียเวลา หลงทางเรียนเพื่อสอบ ๆ ไปในระบบโรงเรียน ถึง 19 ปีเพื่อทำหน้าที่นักเรียนที่ดี ตามค่านิยมสังคม แข่งขันเรียนในโรงเรียนไม่พอ ต้องตะเกียกตะกายเรียนพิเศษ เพราะความกลัวว่าได้ไม่เท่าเพื่อน แค่เพื่อได้รับคำชื่นชม ตอนที่บอกว่าเราได้ที่ 1 แล้วงัย????
.....ยังไม่รวมลูกหลานของเราอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องเด้งออกนอกระบบโรงเรียนสร้างวีรกรรมเก่งแบบผิดทาง ทั้ง ติดยา เด็กแว้นส์ ชกตีฯลฯ เพราะถูกตีตราว่าเป็นเด็กอ่อนวิชาการ (ทั้งที่เรานั้นแหล่ะทำให้เด็กมันหาตัวเองไม่เจอเพราะมัวทำตามระบบที่วางไว้) เด็กมันจะหาพื้นที่สง่างามของตัวเองในโรงเรียนที่เอาชีวิตเด็กไปแข่งขันด้วย-ระบบสร้างเชิดชูเด็กเก่งเพียง 0.1% ได้ยังงัย (แม้โลกในปัจจุบันที่เค้าว่า ยุคศตวรรษที่ 21 แทบไม่ศรัทธาเด็กแม่นทฤษฎีอะไรพวกนั้นเลยหลังจากที่พวกเค้าออกไปทำงาน เพราะทฤษฎีที่จำเปิดหาดูได้ง่ายกว่าในอินเตอร์เนท เค้าสนใจแบบพวกที่สร้างทฤษฎีด้วยตนเองแบบ แมสซี่ สตีปจอร์ป เถ้าแก่น้อย น้องเมย์รัชนก ท่านพุทธทาส ฯลฯ)
.....เราที่เป็นพ่อแม่ และครู พวกเราเคยรับรู้ความรู้สึกมั๊ยว่าการศึกษาไทยเรา มันจะหลงอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน...อย่าไปโทษโรงเรียนกันเลยว่าไม่มีคุณภาพหากเราต่างยังคิดแบบข้างต้น โรงเรียนที่ไหนเค้าจะกล้าเสี่ยงทำในสิ่งที่คนในสังคมไม่เห็นคุณค่า นอกจากโรงเรียนเพี้ยน ๆ เอาเป็นว่าถ้าเราไม่พร้อมก็กลับไปปลอบใจตัวเองว่ามีเด็กเก่งสอบระดับนานาชาติได้ทั้งที่เด็กเก่งทางนั้นมันมีอยู่ไม่ถึง 0.1% ด้วยซ้ำ และอาจมีบางคนถือรางวัลแบบแทบไม่มีรอยยิ้มให้เห็นด้วยซ้ำ 
......ถ้าพวกเรายังไม่กล้าออกมาจากกรอบ กะลา ที่ครอบอยู่ ก็ขอให้เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่กำลังทำหน้าที่เขย่ากรอบ และงัดมันออกอย่างสุดกำลัง คนพวกนั้นเค้ากำลังยอมแลกทุกอย่างกับอนาคตลูกหลานของคุณโดยไม่ขออะไรจากคุณ นอกจาก "กำลังใจ" แค่นั้นพอ

หมายเลขบันทึก: 563526เขียนเมื่อ 9 มีนาคม 2014 15:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 9 มีนาคม 2014 15:34 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (7)

โดนใจค่ะ ชอบมาก ๆ อึดอัดกับระบบแบบที่ว่าแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้แต่เบื่อหน่าย

นานๆจะเห็นบันทึกแนวนี้ ผมคนหนึ่งล่ะที่อยากร่วมเขย่ากะลา ระบบการศึกษาเราตามไม่ทันยุคจริงๆ ยังเอาวิชาเป็นตัวตั้ง แทนที่จะเอาความจริงเป็นตัวตั้ง ไม่รู้กี่ชาติเด็กจึงจะคิดวิเคราะห์ สืบค้น แสวงหา สร้างองค์ความรู้เองได้ด้วยกระบวนการทางปัญญาอย่างแท้จริง

ชุมชนหนึ่งที่หน้าสนใจในระดับอุดมศึกษา คือที่ ควอท.

หวังว่าปีนี้จะมีสัมมนาสนุกๆ ให้ครูเพื่อศิษย์มาสุมหัวกัน

เรียนเชิญอาจารย์นะครับ :)

ขอบคุณค่ะ ^-^ สำหรับตัวเองเมื่อก่อนมันเคยเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกอึดอัด จนต้องไปปะทะโน้นปะทะนี่แบบไร้สติ แถมเจ็บตัว แต่ตอนนี้มันหลายเป็น ก็รู้ว่าการศึกษาแบบนี้มันเป็นน่ากลัว นะคะ แต่ไม่รู้สึกกลัวอะไรมันแล้ว แต่กำลังหาหนทางทำจากที่เราทำไป ค่อย ๆ ทำไปเรียนรู้ไป สะสมไป สักวันมันคงเจอหนทาง ไม่มีประโยชน์ และไม่รู้ว่าจะไปเสียเวลาวิ่งปะทะคนโน้นคนนี้ยังงัย อ้อ ตอนนี้ทำเรื่อง PLC อยู่กับครูที่โรงเรียนอยู่ค่ะ ^-^ มีอะไรมาแลกเปลี่ยนกันนะคะ

อ่านแล้วมีความสุขจัง...ชอบครับ คิดนอกกรอบแบบนี้

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี