วันที่ 1 ของสัปดาห์ที่ 9
วันนี้ตั้งท่าใหม่กับตนเอง ไล่เรียงตั้งแต่ตื่น นั่งทบทวนสิ่งที่ต้องทำเพราะปัญหา ชักจะเยอะ ไม่ไหว
แม้ใจจะขี้เกียจ แต่ก็ต้องทำ ไม่อยากทำก็ต้องทำ มาถึงที่ทำงานก็สายมาก ศีลข้อ 2 ด่างพร้อย
พอพี่เขยเอารถมาให้ก็กลับ แต่เราก็ช่วยกันมองหาทางออกของปัญหา
น่าแปลก ปัญหามันเหมือน น่าจะแก้ได้
แต่ทำไมเป็นแบบนี้ มันเหมือนเราเข้าไม่ถึงสาเหตุมันจริง ๆ รับรู้ไมีได้ถึงสถานการณ์จริง ๆ
การขอทราบมันก็มีข้อจำกัดที่เข้าไม่ถึง
แต่ที่แน่. ๆ หนูกำลังรับผลกรรมที่เคยทำไว้ รู้สึกเลยว่า พฤติกรรมแบบนี้เคยทำกะครูไว้ อยากหนี กลัว ไม่เผชิญไม่อยากทำ ไม่อยากแก้
ครูชี้ทางบอกทาง แต่ใจก็ไม่เปิด พาทำก็ต่อต้าน
เจอทุกดอกของ สิ่งที่ตนเองเคยทำ มันแย่ตรงนี้ ปัญญาของหนูมันแค่ขี้เล็บ ความเพียร ความอดทนก็น้อยมาก แต่ที่แน่ๆ ใจได้เสวยกรรม มันดีตรงที่ รู้ว่ากำลังรับผลกรรม
แต่มันแย่ตรงที่ ไร้ปัญญา ทางเดียวที่จะแง้มได้คือ จิตต้องมีกำลัง
จึงตั้งสัจจะ แลกเอา ซึ่งเชื่อว่า หลวงพี่ก็ทำ เพราะเป็นทางเดียวที่จะเพิ่มทางปัญญา
ท่านคิด ช่วยมอง ช่วยหาทาง หนูเป็นสะพาน สำคัญที่ย้ำกับตนเอง ศีลต้องเต็ม สมาธิต้องพร้อม แต่ฐานของทั้งหมด คือสติ
กลับมาที่ข้อวัตร ข้อปฏิบัติ หมดเวลาล้อเล่น
เพราะกำลังโดนเล่น ตอนนี้เจ็บจริงป่วยจริง
การที่พ่อกับแม่ป่วยพร้อมกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สิ่งที่จะแก้ได้ไม่ใช่รักษาข้างนอกอย่างเดียว
มีสิ่งที่มองไม่เห็นอีกมาก มันพลาดมากที่หนูเองนี่แหละ เพราะไม่ตั้งใจ
รู้ทั้งรู้ว่าจุดที่ยืนอยู่ ล้ำค่า แต่ชอบทำเป็นเล่น ถ้าเป็นกีฬาเขาก็เรียกจุดทำคะแนน
เล่นไม่ดีจุดนี้ก็เป็นจุดเสียคะแนนมากได้เหมือนกัน นั่นแหละแทนที่จะได้เเต้มกลับมาเสียแต้ม
มันเลยต้องตั้งท่าใหม่ ท่าง่ายๆ ขี้เกียจๆ เซ็งๆ มันไม่ผ่าน จำเป็นต้องเล่นท่ายาก ใช้สมอง เล่นฉลาด
ถึงเวลาเดิมออกจากที่ทำงานมารับเด็ก ๆ ดูเหมือนแต่ละคนมุ่งมั่นจะมาวัด ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก
ดูเด็กๆสนุกและชอบใจที่ได้นั่งกะบะ มากกว่ารถเก๋ง
ทำให้นึกถึงคำแนะนำของพี่เขยว่า เปลี่ยนกันไหม รถเก๋งมันแย่แล้ว เอามันไปพักก่อน เดี๋ยวดูให้
เอากะบะมาใช้ก่อน ก็ดูจะพอดีไหม นี่จึงเป็นคำถาม
มาถึงวัดหกโมงครึ่ง กับแม่ขาวน้อย 5 คนและสังกะลี 1 คน ครูเมตตารอ
สติหนูยังไม่ตั้งครูช่วยดึง ครูให้โอกาสได้เทกับข้าวให้เด็กแล้วให้จัดการตนเอง หนูรีบเข้ามาจัดที่นอนให้ครูและเด็กๆ แทบวิ่งเลยหล่ะ นี่คือ คลังขุมทรัพย์ที่ครูให้โอกาสสั่งสมเพราะมันไม่พอ ออกมาเสร็จตอนเสียระฆังทำวัตรรวมดัง ครูให้โอกาสพาเด็กๆไปทำวัตรรวม แต่ไม่ได้อยู่สวด พากันเข้ามาหาครู ครูเมตตาให้เข้ามาก่อน จัดแจงให้เด็กๆเข้าที่นอน แล้วก็มาอาบน้ำ แล้วมานั่งสมาธิ เหมือนมันล้ามาทั้งวัน นั่งลงก็หลับพับ ตื่นมาอีกทีเที่ยงคืน ศีลข้อสองขาด เพราะไปทำงานสาย ศีลข้อ 4 ขาดเพราะไม่ได้โทรกลับลูกค้า หลังจากตรงสิบข้อมูลแล้ว ศีลข้อหนึ่งด่างพร้อยเพราะการแก้ปัญหาไม่ได้คนรอบข้างทุกข์ วันนี้ตะลุมบอล
แต่ก็ต้องยอม เป็นวันแรกที่จะแลกแล้ว
ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำ เพราะทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย
ตายในท่าสู้ มันดีกว่าตายในท่าไม่สู้เหนาะ ว่าไหม
เราบังคับไม่ได้ จิตมันบังคับไม่ได้แต่ฝึกได้ เราบังคับใครไม่ได้ แต่ฝึกตนเองได้นี่
แก้คนอื่นไม่ได้ เริ่มที่ตรงนี้ เราคนแรก ปัญหาทั้งหมดมันจะแก้ได้ ที่เรา
หลวงพี่ก็ชี้ว่า ปัญหามันก็ คือ ปัญหา แต่ที่มันหนักเพราะเราไปแบก
แต่ปัญหามันดีตรงที่ มันเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราภาวนาเป็นยังไงแค่ไหน
ท่านเล่าว่าตั้งแต่กลับจากกิจนิมนต์ที่ทำงาน มันดีมากมีอะไรเกิดขึ้นเยอะ เหมือนอนข้างในมันเข้าใจอะไรมากขึ้น เชื่อเลยว่า ที่มันเป็นแบบนี้เพราะทำร่วมกันมา เคยทำร่วมกันมา ได้เวลาที่มาเผชิญพร้อมๆกัน อยู่ที่ใจใครจะแบบไหน ใครจะมีปัญญาทำความเข้าใจ มันดี ข้อวัตรวันนี้ปรับท่ากับตนเองใหม่ ทำวัตรเช้าเย็น ครบ ทำสมาธิเช้า เที่ยง. สั้นๆ แต่จริงแทบไม่ลงเป็นสมาธิ พอมาตอนเย็นท่าดี นั่งปุ๊บหลับกิ๊ก แต่ออกมาแล้วมัว
ตอนเช้าเดินน้อย ยังไม่ได้ถึงกับวิ่ง เพรามันยังมาท่ามากกลัวไปทำงานสาย แล้วก็สายจริงๆ ได้กราบเท้าแม่ก่อนมาทำงาน ได้กราบเท้าพ่อก่อนนอน เหลือเดินตอนเย็น เสร็จบันทึกนี้ไปทำ ใจไม่ถึงกับนิ่ง แต่รู้สึกว่า มันระบม ก้าวต่อไป
ที่เป็นแบบนี้ เพราะทำไม่ถูกทาง ครูชี้ทางแล้วมันไม่ทำ. ทำแค่นิดๆหน่อย ผลที่ได้มันก็ ไม่พอ ก็ทำใหม่ แค่นี้จริงๆไม่พอก็ทำเพิ่มตั๊ว
