มาต่อกันอีก 1 กิจกรรมจ้า  กิจกรรมนี้จัดที่สวนโมกข์กรุงเทพ เข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ 8.30-17.00 น.  อย่างที่เกริ่นไว้ว่าเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย โรงเรียนทอสีและกลุ่มกัลยณมิตร  โรงเรียนทอสีเป็นโรงเรียนทางเลือก ที่ส่วนตัวก็ชอบมาก แค่ไม่มีโอกาสจะเลือกได้ฮ่าๆๆๆ  เป็นแนววิถีพุทธ    ใครสนใจลองเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนได้เลยนะคะ 

แม่ดาวเคยมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมจิตตื่นรู้ครั้งที่แล้ว คือครั้งที่ 2 ชอบมาก เมื่อมีจัดครั้งที่ 3 มีหรือจะพลาด ต้องขอบคุณพ่อเอ ผู้ปกครองท่านนึงที่รู้จักกันในFacebook ที่แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ให้ได้ทราบ 

“ตื่นรู้”  คำนี้ฟังแล้วก็อยากจะเข้าร่วมกิจกรรมเนาะ อยากจะตื่นรู้ไปกับเขาบ้าง  ครั้งนี้หัวข้อหลักคือ “ส่องใน สว่างนอก” ภายในงานก็จะมีนิทรรศการให้ได้ชมกัน เอาจริง ๆนะคะ อยากจะดูให้ทั่ว ๆ อ่านแบบเนิ่บ ๆ แต่เวลามันไม่พอ ขอเอาบางส่วนที่เก็บมาได้ มาถ่ายทอดต่อนะคะ เป็นภาพและข้อความจากที่ได้ชม

“ลูกเป็นสิ่งสมมุติ เขาเวียนว่ายตายเกิดมาหลายร้อยครั้ง มีกรรมติดตัวมาด้วยไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดได้ทั้งหมด ดังนั้น เมื่อทำหน้าที่พ่อแม่อย่างดีที่สุดแล้วก็ควรปล่อยวาง”  พระอาจารย์ชยสาโร

 

“วิธีการอบรมสั่งสอนลูกที่ดีนั้น พ่อแม่ไม่ควรเอาความคิดของพ่อแม่เองมาบังคับในตัวของลูก ในแบบที่ตนเองอยากจะให้เป็นหรือการใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ แต่เปลี่ยนวิธีการโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลให้ลูกไว้ใจ และกล้าพูดกับพ่อแม่ทำให้เห็นว่าความคิดของลูกนั้นมีความสำคัญ”   พญ.อมรา มลิลา

 

“ก่อนสอนลูกต้องสอนตัวเองก่อน ทำตัวเองให้เป็นของขวัญแก่ลูกก่อน แล้วค่อยเลี้ยงลูกให้เป็นของขวัญแก่ทุกชีวิตในโลก”  พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ

ไงค่ะ นี่แค่บางส่วน เริ่มจะตื่นขึ้นมาบางหรือยัง ข้อความเหล่านี้เชื่อว่าหลายคนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองก็คงเคยอ่านผ่านมากันมาบ้าง สำคัญว่ามันเข้าไปในใจหรือยัง หรือแค่อ่านผ่านไป เวลามีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นจี๊ด ๆ ที่ใจ คุณทำได้อย่างที่อ่านหรือยัง แนวความคิดดี ๆ มีไว้ให้เราคิดต่อ และทำต่อ  เมื่อได้ข้อคิด เราควรคิดต่อว่า เราจะมีข้อที่จะนำมาปฏิบัติจริงได้อย่างไร  อ่านแล้วยิ้ม อ่านแล้ว Like  เปลี่ยนกันไหม ตั้งต้นไหม เวลาได้แนวคิดอะไรดี ๆ ใหม่ ๆ ให้อ่านแล้วคิดๆ ที่จะทำ  เดินชมนิทรรศการไปก็จะมีการแสดงผลงานของเด็กนักเรียนทอสี เห็นแล้วก็ชื่นใจ อิ่มใจ ชื่นชมเด็ก ๆ ครอบครัวและคุณครูจริง ๆ เอาไว้ครั้งหน้าใครสนใจลองมากันเนอะ เขามีจัดอีกปีหน้า 

 

ยังชมไม่ทั่ว ก็หมดเวลา ต้องไปเข้าร่วมกิจกรรมต่อ คือ ฟังธรรมบรรยายจากท่านพระอาจารย์ชยสาโร ก่อนฟังการบรรยาย ก็จะมีการเปิดให้ดูการเรียนการสอนภายในโรงเรียน ดูแล้วก็ดูใจตัวเองไปฮ่าๆๆ จิตที่มันอยาก มันยังอยากมากอยุ่ไหม เคยทุกข์ร้อนรนทุกรนทุรายอยากจะส่งลุกเข้าโรงเรียนแบบนี้  เห็นใจตัวเองว่า นิ่งดี ก็ยินดีกับตัวเอง หลายครั้งที่การที่เห็นใครทำอะไรดี น่าชื่นชมยินดี มันมักมีความอิจฉาเจือเข้ามาปน  อยากจะเป็นอยากเขาบ้าง อยากจะให้ลูกเราได้เรียนที่นี่บ้างอะไรแบบนี้ ครั้งนี้ไม่พบความผิดปกติของใจ  ใจปกติดี เหล่านี้เรียกว่าการเจริญสติในชีวิตประจำวันเนาะ ทำแล้วดีนะคะ ลองดู ดูอาการของกาย ดูความคิดเรา ตามรู้ดูไป หากพบว่ามีสิ่งผิดปกติ ให้รู้ ไม่ต้องไปบังคับมัน เกิดสักพักมันจะดับไปเอง  สำคัญคือระวังความคิดปรุงแต่ง และอยู่กับปัจจุบัน อันนี้แนะนำจากการทำของตัวเองนะคะ

 

หัวข้อธรรมบรรยายในครั้งนี้คือ “ใช้แสงใจ ส่องนำทางชีวิต”  ฟังแค่ชื่อหัวข้อก็ไม่อยากจะลุกไปไหนต่อต้องฟังให้จบฮ่าๆๆ  ฟังมาสรุปใจความได้ว่า  แสงที่ท่านว่าไว้ คือ “ปัญญา”  และปัญญานั้นต้องมาคู่กับ “กรุณา” ด้วยมันเกื้อกูลกันขาดจากกันไม่ได้  ในส่วนของปัญญานั้น ท่านแยกตัวปัญญาออกเป็น สัมมาทิฏฐิ (เห็นทุกข์) และสัมมาสังกัปปะ(คิดออกจากทุกข์)  ท่านเน้นสอนให้เรามีปัญญาเช่นนี้ จึงจะส่องสว่างนำทางชีวิตเราได้ให้ไปในทางที่ถูกที่ควร  และสอนให้เราปลูกฝังปัญญาแบบนี้ให้ลูกของเราเช่นกัน   กล่าวถึงสังคมในปัจจุบันที่มีสิ่งยั่วยุมากมายที่จะทำให้หลงทางผิดได้  สื่อต่าง ๆ ก็เร่งเร้าใช้กิเลสมาล่อหลอกให้เด็ก ๆ หลงทาง อย่าว่าแต่เด็กเลยเนาะ ผู้ใหญ่ก็ยังหลง ท่านให้ลองถามตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม และต้องการสังคมแบบไหน ให้เราหยุดเพื่อสื่อสารกับใจเราเอง ถามตัวเอง และตอบตัวเองให้ได้  ท่านว่าให้เราฝึกตัวเองให้อยู่ในสภาพที่สามารถจะเรียนรู้พัฒนาตัวเองได้ โดยที่เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมสังคม ธรรมชาติในปัจจุบันนี่แหละ ท่านให้ฝึกหาอุบายในการแก้ไขกิเลสตัวเองเสมอ ๆ เช่น เราเห็นคนนั้นคนนี้ไม่ดี เห็นคนชั่ว ให้มองเช่นนี้ ที่ชั่วไม่ใช่เขา แต่เป็นกิเลสที่ครอบงำใจเขาต่างหากที่มันไม่ดี ที่มันชั่ว  คิดแบบนี้ เราจะมีความกรุณาเมตตาต่อเขาได้  ท่านให้ “หมั่นดูใจตัวเองประจำ” ชอบประโยคทีท่านว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่สอนให้คนเชื่ออย่างงมงาย แต่เป็นศาสนาแห่งปัญญา ศาสนาแห่งความจริง ความจริงที่เราสามารถพิสูจน์ให้เห็นด้วยตนเองได้ ไม่ใช่ขู่ด้วยนรก ล่อด้วยสวรรค์ หลักธรรมคำสอน “ให้ละบาป บำเพ็ญกุศล ดูแลใจตนให้ขาวสะอาดจิตผ่องใส” สั้นกระชับ แต่ครอบคลุมจริง ๆ  จำง่าย แต่ทำได้ยาก แต่หากตั้งใจจะทำจริง ๆ แล้ว เชื่อว่าทุกคนก็สามารถจะทำได้ อย่างน้อยก็ค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆล้าง ค่อยๆเสริมสร้างกันไป ดีกว่าปล่อยไว้ สะสมไว้ให้ใจเรามืดมนเน่าเหม็นรกรุงรังสะสมเชื้อร้ายทำลายหัวใจ  จบการบรรยายธรรม

 

จากนั้นเป็นการฟังประสบการณ์ชีวิตจริงที่เคยจมทุกข์มาแล้ว ผ่านไมค์ เล่ากันสด ๆ นำบุคคลจริงมาถ่ายทอดกัน คนแรกเป็นคุณโจ้  จำชื่อจริงไม่ได้ต้องขออภัย เขาเคยเป็นดาราเด็กที่โด่งดังมากในสมัยก่อน ตอนแม่ดาวเด็ก ๆ เช่นกัน ที่เล่นเป็น วันเฉลิมในทองเนื้อเก้า 4 ยอดกุมาร สมัยนั้นแม่ดาวก็ได้ดูละครเรื่องนี้นะคะ  ขอเล่าแบบย่อ ๆ ไม่งั้นยาวมาก คุณโจ้ถูกเลี้ยงแบบตามใจ ไม่ว่าในกองถ่ายหรือที่บ้าน ด้วยชื่อเสียงโด่งดัง เงิน และวัยที่อะไร ๆ มันดูจะไม่สมดุลกัน เมื่อมีบางอย่างมากเกินวัย ทำให้ขาดในสิ่งที่ควรจะมี สัมมาทิฏฐิหาย ทำให้ติดยาเสพติด เริ่มตั้งแต่ เหล้า บุหรี่ กัญชา เฮโรอีนสิ่งเสพติดทุกชนิดคุณโจ้เอาหมด  ชอบคำที่คุณโจ้พูด “สิ่งเสพติดทั้งหลาย ถ้าไม่รักจะเลวจริงไม่ติดหรอก”  คุณโจ้ว่ากว่าที่จะติดแต่ละชนิดต้องทนฝืนไปสักระยะจึงจะเห็นสุขได้  เช่นดื่มเหล้า ก็ขม ไม่อร่อย แต่ฝืนกินไป อยากเท่ห์อะไรก็ว่าไป จนติด กัญชาแรก ๆ โลกจะหมุนติ้วๆๆเร็วมากหัวหมุน แต่ทน ทนทำ ทำจนเห็นสุข 

 

อืม....... ส่วนตัวพ่อของแม่ดาวเคยให้ดื่มเหล้านะคะ พ่อบอกว่า ให้ลองจะได้รู้ จะได้ไม่ต้องไปอยากรู้ฮ่าๆๆ  เอ่อ พ่อยื่นมา ก็ไม่กล้าขัด ซัดไป 1 อึก แหวะ...มาก  และก็ในชีวิตก็ไม่คิดจะดื่มเลย มันไม่อร่อยฮ่าๆๆๆ  เล็กไปกว่านั้นในวัยอนุบาลหรือประถมต้นนี่แหละ แม่ดาวเคย แอบเก็บก้นบุหรี่ของพ่อมาสูบ ด้วยพ่อสูบเสร็จก็จะเขวี้ยงทิ้งที่พื้น ครั้งนั้นท่านก็ไม่ได้ใช้เท้าขยี้เนาะ คงลืม ไอ้เราด้วยความที่อยาก ๆ จะเล่นบ้าง  เพราะพ่อเคยสูบบุหรี่แล้วเป่าควันออกมาเป็นวง ๆ กลม ๆ แบบโดนัทงั้น ลอย ๆ ออกมาได้ เฮ้ยมันเจ๋งมากเลยในความคิด ชื่นชมและอยากทำบ้าง แต่พ่อก็บอกว่าบุหรี่ไม่ดี ครูก็สอน แต่ด้วยความอยากเล่น อยากสนุก ก็เล่นแอบเอามาสูบบ้าง อยากจะเป่าควันกลม ๆ บ้าง ด้วยความเด็กเนาะสูบไม่เป็น จัดเข้าไปเต็ม ๆ สำลัก ทั้งแสบ ทั้งกระอัก บอกไม่ถูก เลิกเลย ไม่อยากสนุกโดยวิธีนี้ล่ะ เล่นอย่างอื่นก็ได้ อันนี้ที่บ้านไม่เคยมีใครรู้ ไม่เคยบอกใคร จุ๊ๆๆๆ อย่าเอ็ดไปนะคะ ฮ่าๆๆๆ    แอบเสริมเรื่องตัวเอง

 

ไปต่อเรื่องคุณโจ้   คุณโจ้เล่าว่า ชอบ คุณหนุ่ย อำพล ลำพูนมาก ใครรุ่นแม่ดาวต้องรู้จัก ร็อคมือขวาไมโคร  ชื่นชอบชื่นชมเป็นที่สุด ได้ดูหนังเรื่องน้ำพุ ดันไปตีความไปว่า อยากเป็นแบบ “น้ำพุ” อยากจะเลวแบบน้ำพุ ด้วยความที่ดูเอง คิดเอง ตีความเองแบบวัยรุ่น  มันเท่ห์มากกับฉากที่น้ำพุต่อยปากเพื่อนที่มาว่าน้ำพุว่า “ไอ้ขี้ยา” ฉากนั้นประทับตราตรึงฝังใจ ทำให้คุณโจ้เจริญรอยตามน้ำพุไป นี่ไงค่ะ ความน่ากลัวของสื่อ  อันที่จริงเรื่องเขาต้องการสื่อสารให้เห็น “โทษ” แต่เด็กไปเห็นผิดไปมองที่ความ “เท่ห์”มองข้ามโทษที่ผู้ใหญ่กำลังสื่อสาร  และไม่มีใครให้สื่อสารด้วย ณ ตอนนั้น (หมายถึงผู้ใหญ่ชี้แนะ)  หากใครจำได้ปีก่อนมีละครหลายตอน “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” ที่เราก็มาแบ่งปันกันว่า หากเด็กและเยาวชนอยากดูต้องควรดูไปพร้อมกับผู้ใหญ่  ดูหนัง ดูละครกับเด็กวัยรุ่นก็ต้องมีเทคนิคเนาะ ไม่ใช่ดูไปก็สอนไป บ่นไป จนเด็กเขาไม่อยากจะดูกับเรา ทำหนังหมดสนุก วันหลังก็ไม่อยากจะดูด้วย

 

กำลังสนุก( หมายถึงตัวเองฮ่าๆๆ) แต่เวลาหมด ต้องไปรับลูกแล้วค่าวันนี้ลูกสอบเลิกเร็ว......หมดเวลาแบ่งปัน อ่านกันไปก่อนเนาะ ใครมีอะไรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เชิญแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้จ้า