ดูเหมือนประหนึ่งว่าชีวิต
ต้องดำเนินไปตามกลไกเหตุผล
กำจัดละปราศเสียซึ่งอารมณ์
มุ่งหาเพียงเหตุ-ผลจึงพอเพียง
...
อาลัยแล้วเมื่อเหลียวหลัง
พะว้าพะวังวันรุ่งจะมาถึง
โศกาดูรความร้ายเมื่อคะนึง
อยากหวนหาความดีเพื่อตรึงไว้
....
วันไหนเล่าจะสำคัญกว่าวันนี้
เพราะวันนี้มีชีวีอีกวันหนึ่ง
คุณค่าอาจต้องตราตรึง
หากได้ทำดีฝากแผ่นดินไว้
.....
ค่าของคนอาจว่าใครกำหนด
สังคมอาจกำหนดตีค่าว่าต่ำสูง
อารมณ์อาจพาชักจูง
แตกต่างไปของเวลา
...
กาลเก่านานเนิ่น
อาภัสราอยู่เวหา
ถลาดิ่งพสุธา
เสาะหาอาหารกิน
...

อาภัสราพรหมว่ากำเนิดมนุษย์
พิศเห็นง้วนดินเสพกลิ่น
โอชากลิ่นมธุรสถวิล
ไหลหลงส้องเสพยาวนาน
....
จากวันเป็นเดือนเคลื่อนคล้อย
เลื่อนไหลเมามัว.......เคลิ้บเคลิ้ม
เป็นอยู่อย่างเพลิดเพลิน
ผิวพรรณสีเปลี่ยนไป.
..........
หากจิตนั้นไหลหลง
ขาดปลงสติหักหาญจิต
ถลาไถลเห็นชั่วเป็นมิตร
ซ้องเสพติด ติดอบาย..
..........
เมื่อโยนิโสมนสิการขาดวิ่น
ปรโตโฆสะไม่ข้องหา
เสพหาเพียงอวิทยา
มายากำชัย
..............
ธรรมชาติของจิตนั้น ฤาไหลหลง
แดดิ้นรนหาใฝ่ต่ำ
ว่ากันว่า เปรียบประดัง
กระแสสินธุ์จากสูงลงต่ำ
........
อะไรเล่าเป็นเครื่องกั้นโลก
พุทธองค์ตรัสไว้นานเนิ่น
สติปัดป้อง...ไม่หลงเกิน
โลกไม่ช้ำธรรมจำเริญ..
...................
11.2.2557
ด้วยเมตตาธรรม.