เวทีวันคริสต์มาส
งานวันคริสต์มาสเป็นงานที่โรงเรียนจัดขึ้นเพื่อเน้นให้เด็กๆเรียนภาษาอังกฤษโดยไม่เครียดมีซุ้มกิจกรรมมากมาย มีกิจกรรมบนเวทีมากมาย ที่จัดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2556 ที่ผ่านมา ในคราวนี้ในกิจกรรมที่มีความหลากหลายเเล้วนั้นยังมีอีกกิจกรรมกรรมที่ชื่อว่า "the voice ดงทอง" ที่เป็นการประกวดร้องเพลงสากลขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่พอได้ยินข่าวว่าจะมีการประกวดร้องเพลง กระผมเองรู้สึกมั่นใจเล็กๆในการร้องเพลงประกวดที่เป็นเพลงสากลในคราวนนี้ ที่คิดว่าจะเอาเพลงเดิมที่เราเคยร้องเมื่องานศิลปะหัตถกรรมเมื่อประมาณปีที่เเล้ว กิจกรรมที่นอกจากจะร้องเพลงเเล้วนั้น ยังมีการจัดซุ้มนิทรรศการ ที่มีหน้าที่ที่กระผมเองรับผิดชอบ เเล้วยังมีการประกวดประสานเสียงอีกเช่นเคยที่ในครั้งนี้กระผมเองก็ได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ฝึกซ้อมเพื่อนๆของตนเอง งานในวันนี้มีผู้คนมาร่วมประกวร้องเพลงกันจำนวนหนึ่งซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนที่พอดี เริ่มเเรกก็มีการคัดก่อน (ด้วยเสียงสด) ทำให้เราคิดว่า เป็นสิ่งที่ร้องง่ายกว่าร้องใส่ดนตรีเสียอีก เพราะร้องเสียงสดเราสามารถควบคุมคีย์ได้ง่าย เด็กที่มาร้องทุกๆคนเป็นผู้หญิงหมด มีผมเองเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว ที่มาคัดตัว เเละเเล้วเมื่อร้องกันครบ ก็มีการประกาศผู้คนที่จะได้ไปต่อ ผลอกมา คือ กระผมเองก็ได้ไปต่อกับเขาเช่นเดียวกัน เพราะดวงยังดีก็เป็นได้ เเล้วเมื่อหลังจากประกาศผล ครูผู้คัดก็บอกว่า จะร้องเพลงธรรมดาก็ไม่มีอะไรให้ดู "น่าเบื่อมาก" ต้องมีคนเต้นประกอบด้วยถึงจะน่าดู ฟังจากประโยคนนี้เเล้ว ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาว่า เพลงของคนอื่นๆนั้นเป็นเพงที่มีจังหวะดี เป็นเพลงเร็ว เหมาะสำหรับการเต้นอยู่ เเต่ของเราเป็นเพลงช้า ช้าจริงๆ ถ้าจะเต้นมันก็ไม่มีอะไรเเปลกใหม่เหมือนกับเขาทั้งหลาย ของเราเป็นเพลงช้า เมื่อเป็นเพลงช้าสิ่งเเรกๆที่คิดได้ คือ ต้องเป็น "เอ็มวี" ประกอบเพลง เพลงต้องมีเรื่องราวโดยที่มีผู้เเสดงเป็นคนที่เเสดงอยู่ในเพลงของเราจริงๆ เเล้วความคิดนนี้ก็ถุกยอมรับโดยครูเเล้วก็มาซ้อมเรื่องราวกับเพื่อนอีกสองคนที่ให้ความช่วยเหลือ ซ้อมกันไปไม่นานก็หยุดพักเเล้วเตรียมงานวันคริสมาสในหน้าที่ต่างๆที่ตนรับผิดชอบ
วันงานเทศกาลวันนี้เป็นวันคริสต์มาส เป็นเเห่งความสนุกไม่ให้มีความเครียด กิจกรรมต่างๆเริ่มปรากฎตัวให้มองเห็น กิจกรรมเเรกที่ได้ทำ คือ ซุ้มนิทรรศกาล ที่ชวนน้องๆ เเละพี่ๆมาเล่นเกมส์ด้วยกัน ในภาคเช้า เเล้วจากนั้นไม่เพียงก็ถึงช่วงเวลาของกิจกรรมในภาคบ่าย กิจกรรมเเรกที่ได้ทำ คือ กิจกรรมประสานเสัยงที่ตนเเละเพื่อนให้ช่วยกันก่อให้เกิดพลังขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง เเล้วจึงขึ้นมาร้องเพลงของตนเองในอีกไม่นาน พอขึ้นมาบนเวที พี่ๆน้องๆก็ส่งเสียงให้กำลังใจอีกเช่นเคย "เอ็มวี" ที่ซ้อมกันไว้เเล้วเริ่มขึ้นด้วยเพลงที่กระผมเองร้องขึ้น ในเรื่องราวนี้ทำให้เห็นถึงชายคนหนึ่งที่ร้องเพลงอยู่กำลังจะอ้อนวอนให้หยฺงสาวคนหนึ่งกลับมาหาเขาโดยที่หญิงสาวคนนนั้นก็กำลัง ลังเลว่าจะไปหาใครดี ระหว่างคนนี้ก็ดี คนนั้นก็ใช่ ผลสุดท้ายเป็นเขาต้องไปอยู่กับคนอื่น ขณะที่ร้องๆอยู่นั้น ทันใดนั้นเพื่อนคนหนึ่งที่ถือว่า เป็นคนที่เเปลก ชอบตลก ชอบเเสดงออก เป็นผู้หญิงซึ่งเป็นเพื่อนกันรู้จักกับผมดี มามอบดอกไม้ให้ผม เเต่ในตอนนั้นกระผมเองกำลังหลับตาเศร้าอยู่ เเล้วครูก็บอกให้เธอขึ้นมาบนเวทีเลย เธอก็ขึ้นมาเเล้วกลายมาเป็นร่วมเเสดงเลย เป็นผู้หญิงอีกคนที่เป็นนางร้าย ซึ่งเป็นคนที่เข้าข้างกระผมเอง (เล่นสด) เมื่อเธอขึ้นมาเเล้วนั้น การเล่นสดก็เกิดขึ้น การซ้อมมาตั้งเเต่เเรกถูกเปลี่ยนใหม่หมด เมื่อเล่นสดสิ่งที่จะต้องไม่พลาด คือ การสื่อสาร เเต่บังเอิญการการสื่อสารโดยใช้ปากนนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเราอยู่บนเวทีเเล้วกำลังร้องเพลงอยู่ด้วย ทำให้การสื่อสารด้วยตาเริ่มขึ้น ผลสุดท้ายของเรื่องราวนี้ คือ กระผมเองซึ่งเป็นผู้เเสดงเอก ไม่เอานางเอกเเต่เอานางร้ายมาเป็นเเฟนเเทน ทำให้ฉากต่างๆพลิกไปหมด เเต่ก็ถือว่าการเล่นสดในครั้งนี้ เป็นการเล่นสดที่ดี ถือว่าไปรอดได้ เเต่การเล่นสดนั้นการพลาดจะสูงมาก เพลงนั้นจบลงไปในไม่นานประมาณ4นาที การประสานเสียงก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งการฝึกซ้อมมีการซ้อมเล็กๆก่อนเข้าเวทีใหญ่ ในปีนี้มีหลายทีมที่น่าจะได้รับรางวัลที่หนึ่งเพราะเขาร้องดีมาก ทำให้ความมั่นใจของลูก น้อยลงไปในทุกขณะ เมื่อถิงคิวที่จะได้ร้องทุกๆคนพร้อม เเล้วเวลา ก็มาถึง การร้องเพลงเริ่มขึ้น ด้วยการเล่นเสียงเสียก่อนเเล้วร้องๆไปก็ดุเหมือนจะธรรมดา เเล้วก็ลงเวทีมาด้วยความมั่นใจ ไม่นานการประกาศผลก็เริ่มขึ้น ปรากฎว่า ประสานเสียงเราก็ได้ที่หนึ่ง ร้องเพลงของกระผมเองก็ได้ที่หนึ่ง ทำให้เพื่อนๆดีใจเป็นการใหญ่ ว่าถ้าเราตั้งใจทำเสียอย่างทำไมเราจะทำไม่ได้ การประสานเสียงถึงเเท้ว่าเราจะให้คนน้อยกว่าเขาเราก็มาสามารถทพได้ ทำให้เห็นเเล้วว่าปริมาณ ไม่ใช่ข้อกำหนดที่สำคัญ ในการชนะ การฝึกซ้อมกระผมเองก็ไม่ได้ฝึกซ้อมให้เขาเพียงอย่างเดียว เเต่เขาฝึกซ้อมด้วยตัวของเขาเอง
ความประทับใจในคราวนี้เป็นความประทับใจในตัวของเพื่อนๆ ที่ร่วมด้วยช่วยกัน เเล้วยังย้ำเตือนความคิดของผมขึ้นไปอีกขั้นด้วยว่า ปริมาณ ของคนในการประสานเสียงนั้นใช่ว่าจะดีเสมอไป ประสานเสียงควรมีสี่เสียงเหมือนกับที่เคยได้รู้จักกัน การเล่นสดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำหากเรา "ยังไม่พร้อม" เพราะจะทำให้งานล้มลงเลยก็เป็นได้ เเต่ถ้าสถานการณ์บีบบังคับให้เล่นสดจริงๆ ก็ต้องเล่นให้เนียน โดยใช้สิ่งที่ยากที่จะเข้าใจเเต่ก็เข้าใจ ในการสื่อสาร คือ ดวงตา ร้องเพลงในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงร้องเพลง เเต่เป็นการเเก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อใด.
