โครงการบริหารจัดการน้ำ: การผลิตซ้ำการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐไทย
เหมือนขวัญ เรณุมาศ
จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับตัวแกนนำสองคนที่ค้านเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน (โครงการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ 3.5 แสนล้านบาท) และจำกัดคนจำพวกหนึ่งด้วยวิธีการทำกำแพงขวางกั้นเพื่อมิให้เข้าแสดงความคิดเห็นในห้องประชุมของจังหวัดกำแพงเพชรเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 นั้น นำมาซึ่งการสร้างความขัดแย้งและการเผชิญหน้า ทักท้วงระหว่างกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับองค์กรพัฒนาเอกชนและชาวบ้านจำนวนหนึ่งอย่างเสียหาย หนำซ้ำยังเป็นข่าวฉาวให้รัฐบาลมีภาพติดลบตามมาเพิ่มขึ้น แต่ทว่าในกรณีนี้ย่อมไม่อาจวิเคราะห์เพียงความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับองค์กรพัฒนาเอกชนและชาวบ้านผู้เห็นต่างได้เท่านั้น หากยังต้องมองให้ลึกไปสู่การใช้สิทธิตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลและหลักการประชาธิปไตยของคนทั่วไปด้วยว่า ยังได้รับการยอมรับหรือถูกละเมิดหรือไม่
อนึ่ง การจัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลนั้น เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกคัดค้านจากภาควิชาการและภาคประชาสังคมถึงความไม่โปรงใสและไม่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นคิดโครงการ การออกกฎหมาย การเปิดประมูล อันเนื่องจากไม่คุ้มทุนสร้าง ไม่เป็นตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะมีการนำเนื้อหารายละเอียดที่ไม่ได้เป็นตามคำสั่งของศาลปกครอง เช่น ศาลกำหนดให้เอาแผนแม่บทไปให้ประชาชนรับฟัง แต่รัฐบาลพยายามนำเอาโมดูลมาให้ประชาชนรับฟังแทน อันถือว่าขัดหรือแย้งต่อคำพิพากษาของศาล หนำซ้ำโครงการบริหารจัดการน้ำฯ ที่จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นสองแห่งในจังหวัดกำแพงเพชรนั้น ก็ได้มีการสำรวจแล้วว่าจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าแก้ปัญหาอุทกภัย และจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเผ่าปกากะญอ ในชุมชนวุ้งกระสังข์ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ที่ดำรงชีวิตอย่างสงบสุขร่วมกับผืนป่า แม่น้ำลำคลองมานาน ซึ่งหากมีการก่อสร้างโครงการดังกล่าวจริง ชาวบ้านในหมู่บ้านอาจจะต้องได้รับผลกระทบทั้งในแง่ของวิถีทำกิน และการหาที่อยู่ใหม่
ดังที่ได้กล่าวนี้ จึงเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมส่วนหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชรได้คำนึงถึง และเกิดความกังวลอย่างมากต่อโครงการบริหารจัดการน้ำฯ 3.5 แสนล้านบาท ในขณะเดียวกัน รัฐก็พยายามออกมาอ้างว่า ในการจัดการแก้ไขปัญหาน้ำ ทั้งปัญหาอุทกภัย ภาวะภัยแล้ง ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เขื่อนจึงกลายเป็นวาทกรรมหนึ่งสำหรับการพัฒนาประเทศที่รัฐมักกล่าวอ้างถึงประโยชน์ และภาพในทางบวกต่างๆ มากมายสารพัด โดยหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น “เรื่องหนี้สาธารณะ” และเบี่ยงบ่ายในการให้ข้อมูลผลกระทบในด้านลบจากการสร้างเขื่อน กระทั่งปกปิด มกเม็ด ซ่อนเร้น นำเสนอแต่สิ่งที่ดูดีเพื่อต้านแรงคัดค้านจากประชาชน ซึ่งก็นับเนื่องเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน เพราะเป็นการนำข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและข้อมูลที่ไม่ได้เป็นไปตามคำสั่งศาลมาเผยแพร่สู่ประชาชน เพียงเพราะหวังผลประโยชน์ทางการเมืองและการเงิน
อย่างไรก็ตาม นอกจากการละเมิดสิทธิประชาชนในการรู้เห็นข้อมูลโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังมีการละเมิดสิทธิของประชาชนในการเข้าร่วมการทำประชาพิจารณ์ ดังที่เห็นจากกรณีตัวอย่างเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร วันที่ 15 พ.ย.2556 ที่ผ่านมา ก่อนการประชุมรับฟังความคิดเห็น ทุกฝ่ายทราบดีว่าจะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเข้าร่วม จึงพยายามหาวิธีการเพื่อปิดกั้นประชาชนกลุ่มนี้ ด้วยการขอแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ให้กีดกั้นประชาชนกลุ่มที่รัฐไม่ต้องการให้เข้าร่วม แม้ว่าประชาชนกลุ่มนั้นจะมาด้วยใจและร้องขอเพียงใดก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่ามีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมครบ 1,200 คนแล้ว เมื่อตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวแกนนำ 2 คนไป ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เบาบาง
นอกจากนั้น ประเด็นหนึ่งที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การทำประชาพิจารณ์ของโครงการบริหารจัดการน้ำฯ ได้สร้างเงื่อนไขไว้สำหรับประชาชนผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นว่า จักต้องแสดงความคิดเห็นได้เพียงคนละ 3 นาทีเท่านั้น ขอย้ำว่า คนละ 3 นาทีเท่านั้น อย่างนี้จะเป็นการเรียกว่าเปิดกว้างทางความคิดได้อีกหรือไม่? ในเมื่อผู้พูดเพียงแนะนำตัวก็กินเวลาไปพอควรแล้ว ผลสัมฤทธิ์จากเหตุการณ์นี้ จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นอีกทีว่า รัฐไทยละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างมากที่สุด เพราะเมื่อพูดในกรอบของสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นั้น รัฐจะบังคับให้ประชาชนพูดเพียงคนละ 3 นาที คงเป็นเรื่องที่สวนทางกันและเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
อีกแง่มุมหนึ่ง “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์” ที่ถูกแก้ไขในปี 2548 ก็ได้มีการระบุไว้ชัดเจนในประเด็นหนึ่งว่า
ให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐแถลงข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับโครงการของรัฐก่อนแล้วจึงให้ผู้ชำนาญการหรือที่ปรึกษาแถลง ต่อจากนั้นจึงให้ผู้มีส่วนได้เสียแถลง เมื่อเสร็จสิ้นแล้วคณะกรรมการประชาพิจารณ์จะกำหนดให้ฝ่ายใด ชี้แจงหรือซักถามก่อนหลังก็ได้ และจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและเป็นธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐที่ชัดเจน
ทว่า การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลในจังหวัดกำแพงเพชรรวมทั้งจังหวัดอื่นๆ เช่น อยุธยา นครสวรรค์ พิจิตร และสมุทรสงครามที่ผ่านมาจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่ซ่อนความฉ้อโกงไว้เบื้องหลังเท่านั้น เพราะไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี หนำซ้ำพิธีกรรมดังกล่าวนี้ก็ถูกนำเสนอย่างฉาบฉวย ราบรื่นอย่างน่ามหัศจรรย์ ทั้งที่ในม่านแห่งความเป็นจริง “พิธีกรรม” รับฟังความคิดเห็นประชาชนนั้น เป็นได้อย่างมากแค่การ “ละเมิด” สิทธิมนุษยชนเสียมากกว่า มิพักจะต้องนับว่า เมื่อโครงการเขื่อนได้เริ่มต้นสร้างขึ้น ประชาชนในพื้นที่จะต้องได้รับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างไร หรืออพยพย้ายถิ่นฐานหาที่อยู่ใหม่อีกกี่ร้อยครัวเรือนกัน หากรัฐยังไม่คำนึงถึงจุดนี้ ก็ขอตีตราไว้เลยว่า รัฐบาลไทยแสวงหาอำนาจทางการเงินมากกว่าคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของประชาชนในชาติ
และที่สำคัญ คือ ประชาชนหรือภาคประชาสังคมหลายพื้นที่ก็เคยประสบกับการถูกแย่งชิงทรัพยากรโดยภาครัฐด้วยการละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นในกระบวนการประชาพิจารณ์มามากพอควร บางพื้นที่ก็เป็นเช่นเดียวกับจังหวัดกำแพงเพชรที่ไม่มีแม้แต่สิทธิในการเข้าร่วมเสนอความคิดเห็น และบางพื้นที่ถึงขั้นที่รัฐต้องใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราบประชาชนผู้เห็นต่าง เช่น ในช่วง พ.ศ.2516-2519 รัฐบาลไทยต้องการสร้างเขื่อนห้วยหลวงในจังหวัดอุดรธานี เพื่อนำน้ำไปป้อนฐานทัพอเมริกัน และก็มีชาวบ้านคัดค้าน แต่ทางการและนักสร้างเขื่อนได้ใช้ “ยุทธการหนองบัวบาน” เข้าจัดการกับชาวบ้าน เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องเสียชีวิตประมาณ 200 คน และในช่วงเดียวกันนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างเขื่อนมาบประชัน จังหวัดชลบุรี จำนวน 2 คน ถัดมาในระหว่างปี พ.ศ.2535-2539 แม้จะเป็นยุคที่ทุกคนเรียกว่า “ประชาธิปไตย” แล้วก็ตาม แต่ชาวบ้านที่ต่อสู้เรื่องเขื่อนยังถูกสังหารเพิ่มอีกหลายคน ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนห้วยขอนแก่น จังหวัดเพชรบูรณ์ และเขื่อนโป่งขุนเพชร จังหวัดชัยภูมิ รวมถึงที่อื่นๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถึงจนกระทั่งผลิตซ้ำมาถึงโครงการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาทก็กำลังเป็นเฉกเช่นเดียวกัน
บัดนี้จึงต้องย้อนกลับมาถามรัฐบาลว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อที่ 19 และรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และ 59 ที่ระบุให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการร้องทุกข์ และมีสิทธิในทางร่างกายและทรัพย์สินนั้นยังมีความหมายอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง และมีไว้เพื่ออะไรกัน เมื่อรัฐละเลยไปอย่างสิ้นเชิง จนเรียกได้ว่ารัฐไทยนั้นเป็นตัวการที่แท้จริงในการผลิตซ้ำการ “ละเมิด” สิทธิมนุษยชน
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ชาวบ้านเริ่มคัดค้าน ความรุนแรงก็จะปรากฏขึ้น ดังเช่น เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ของโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในจังหวัดกำแพงเพชร ที่มีชาวบ้านกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องการจะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ทว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจเหนือกว่ากลับจัดการกับชาวบ้านด้วยวิธีความรุนแรง ละเมิดสิทธิชาวบ้านทั้งด้วยวาจา และการกระทำ ซึ่งนี่เป็นลักษณะที่จะยืนยันได้ว่า รัฐไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแบบการละเมิดสิทธิประชาชน หรือจะเรียกอีกอย่างได้ว่า รัฐไทยถนัดในการผลิตซ้ำการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหนืออื่นใด
ทั้งโครงการใหญ่ และงบประมาณจำนวนมากนะคะ