จิตตปัญญาเวชศึกษา 199: 10 ปีไฟใต้ เรียนรู้สู่สันติ


10 ปีไฟใต้ เรียนรู้สู่สันติ

วันที่ 27-31 มกราคมนี้ ทางสงขลานครินทร์ ร่วมกับศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (ศวชต. หรือ Deep South Coordination Center: DSCC) จัดนิทรรศการเป็นเวลาห้าวัน เพื่อสะท้อนเหตุการณ์และการเรียนรู้ในประสบการณ์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่การปล้นอาวุธวันที่ 4 มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปี

สำหรับวันนี้ (วันจันทร์ที่  27 มกราคม) ผมได้รับเกียรติร่วมสนทนากับแขกรับเชิญ 4 ท่าน เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงสองท่าน ผู้ที่มีหน้าที่เยียวยาในชุมชนอีกสองท่าน โดยมีคุณบัญชร นักจัดรายการวิทยุของ ม.อ.เป็นผู้สัมภาษณ์ และผมเข้าร่วมในฐานะแพทย์ผู้เยียวยา ปรากฏว่ากลายเป็นประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่า มีความหมายมาก ถือเป็นโอกาสอันงดงามที่จะต้องรีบจดจำมาถ่ายทอดต่อไป

คุณลุงปรีชา วงศ์เอี่ยม

คุณลุงปรีชา-ช่างกุญแจ เป็นเหยื่อไฟใตืตั้งแต่ปี 2549 เหตุเกิดขึ้นขณะกำลังเดินๆอยู่ ได้ยินเสียงตะโกนเรียกด้านหลัง แล้วก็มีเสียงปืนดังสองนัด หลังจากนั้นก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล กระสุนเจาะทะลุปอดและโดนกระดูกสันหลัง ผลก็คือเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ต้องเปิดทวารเทียมถ่ายอุจจาระทางช่องท้อง และขขับตัวไปไหนมาไหนด้วยความยากลำบาก

คุณลุงปรีชาเล่าให้ฟังว่าชีวิตตอนช่วงแรกนั้นยากลำบากมาก เพราะช่วยตัวเองไม่ได้เลย จะลุกขึ้นนั่งก็ยังต้องอาศัยคนช่วยตลอดเวลา เคยมีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เกิดมีความคิดอยากจะฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากจะอยู่เป็นภาระต่อคนอื่น แต่เมื่อรับการรักษาไป ปรากฏว่าอาการเริ่มดีขึ้น สามารถนั่งบนเตียงและบนรถเข็นได้ คุณลุงปรีชาเป็นคนที่มีความอุตสาหะ ความเพียรอย่างยิ่งในการฟื้นฟูตนเอง จากตอนแรกนั่งก็ต้องมีผ้ารัดตัวไว้กับเก้าอี้ ก็ค่อยๆฝึกจนกล้ามเนื้อเอว กล้ามเนื้อหลังแข็งแรงขึ้น จนประคองตัวนั่งได้ ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งตัวที่ต้องนอนติดเตียง ก็จะมีปัญหาเรื่องแผลกดทับ เนื่องจากไม่ได้ขยับร่างกาย จนกระทั่งบริเวณผิวหนังที่ชิดปุ่มกระดูกขาดเลือดและเป็นแผลขึ้น คุณลุงก็ได้ภรรยาที่คอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด จนพ้นภาวะวิกฤติในช่วงแรกมาได้ และล้มเลิกความคิดฆ่าตัวตายไป

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความโกรธที่ตนเองต้องโดนเรื่องนี้ เดิมคุณลุงปรีชาเป็นคนแข็งแรง ชอบทำโน่นทำนี่ แบกข้าวสารได้เป็นกระสอบ แต่พอโดนยิงเป็นอัมพาต ชีวิตคุณลุงก็เปลี่ยนไป ตอนที่อาการเริ่มดีขึ้น คุณลุงมีความคิดอยากจะกลับไปล้างแค้น กับใครก็ตามที่เป็นคนกระทำ คิดวนไปวนมา ด้วยความโกรธ ด้วยความอาฆาต แต่หลังจากที่กาลเวลาผ่านไป การเยียวยาทางกาย และความมุ่งมั่นใหม่ทางใจของคุณลุงปรีชา ที่ต้องการจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข คุณลุงก็ปล่อยวางความคิดอาฆาตแค้นนั้นลงได้ หันมุ่งไปเรื่องการจะอยู่อย่างไร ให้ดี ให้มีความสุข ทั้งของตนเอง ของภรรยาคู่ชีวิต และของคนรอบข้าง

คุณลุงปรีชาเป็นคนที่มองเห็นทางออก ได้ออกแบบเครื่องทุ่นแรงหลายชนิดด้วยตนเอง อาศัยที่ลูกเขยมีอุกรณ์เครื่องมือ ทำให้มีเครื่องมือช่วยตั้งแต่ตื่นนอนบนเตียง โหนตัวลุกขึ้นนั่ง ย้ายไปรถเข็น ไปห้องน้ำ ไปไหนมาไหนได้ ออกแบบรองเท้าที่ช่วยกระชับเท้าที่มีการเปลี่ยนรูปไป โดยมีฟองน้ำบุเพื่อกันแผลกดทับได้อย่างดี และในที่สุดก็ได้สนใจในเครื่องทำกุญแจ ก็ได้รับการช่วยเหลือ สามารถซื้อเครื่องทำกุญแจ และฝึกหัดศิลปในวิชาชีพนี้สำเร็จ เปิดร้านทำกุญแจเคลื่อนที่ โดยร้านนี้เชื่อมติดกับรถจักรยานยนต์ รับทำกุญแจเป็นประจำอยู่ที่ตลาดรถไฟ เมืองยะลาาทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง ยกเว้นคือ ไม่สบาย รถเสีย หรือว่ามาประชุม (อย่างที่มาในวันนี้)

"ทำงานทุกวัน เก็บเงินได้บ้าง เล็กๆน้อยๆ ก็จะนำไปช่วยบริจาคศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ เพราะเรารับมาเยอะแล้ว อยากเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บ้าง" คุณลุงปรีชาเล่าอย่างภาคภูมิใจ "นี่ก็ซื้อเสื้อของศูนย์ไป 10 ตัว ช่วยๆกัน มีเงินอยู่เท่านี้"

ระหว่างสนทนา ก็ยังมีลูกค้าประจำที่ยะลา โทรศัพท์มานัดทำกุญแจกับคุณลุงปรีชา คุณลุงเล่าเรื่องอย่างมีมุมมองพิเศษ และมีอารมณ์ขัน และชอบพูดถึงภรรยาคู่ชีวิต ที่ก็ได้เดินทางมาด้วยในงานนี้ ด้วยสำนวนหยอกอย่างสนุกสนาน

"ผมหาเงินได้บางทีวันก็เป็นแสน" "ฮะ? เป็นแสนเชียวรึ?" "ใช่ครับ สตางค์นะ ไม่ใช่บาท บางวันได้เป็นแสนสตางค์" คุณลุงเล่าให้ฟัง "บางวันก็เป็นหมื่นก็มี" "ก็คือร้อยสองร้อยบาท ใช่ไหมครับ แล้วพอไหม" "พอค่าเช่าบ้านครับ"

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ "ได้" มาในชีวิต คุณลุงปรีชามองเชิงบวกได้ เงินที่หามาแม้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านมุมมองของคุณลุงปรีชา กลับกลายเป็นมีคุณค่าอย่างยิ่งจากเรื่องเล่าที่คุณลุงจะมองโลกและชีวิตของคุณลุง ชีวิตที่แม้ไม่ได้เล่าออกมา เพียงแค่ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ชีวิตของคุณลุงปรีชาก็เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประสบภัยคนอื่นๆ แพทย์ พยาบาล และคนทุกคนที่ได้มีโอกาสมารู้จักกับคุณลุง

พลตำรวจตรีนพดล เผือกโสมณ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9

ท่านรองฯนพดล เคยอยู่นราธิวาส แล้วก็ย้ายมาอยู่ยะลา แล้วก็ทำงานอยู่ในพื้นที่นี้มาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ครั้งที่ท่านได้รับอุบัติเหตุก็คือปี 2550 ตอนออกพื้นที่ ท่านเหยียบโดนกับระเบิด หมดสติไปในทันที ท่านเล่าให้ฟังว่ายังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่า มันเหมือนมีอะไรแน่นหน้าอกรัดขึ้นมา แลัวตัวก็ลอยปลิวไปไหนก็ไม่ทราบ ลูกน้องเล่าให้ฟังว่านึกว่าท่านเสียชีวิตคาที่ไปแล้ว เพราะตัวท่านปลิวกระเด็นไปน่ากลัวมาก และแน่นิ่งไปในทันที

แรงระเบิดทำให้ขาซ้ายขาด กระดูกขาขวาแตกหายไป 3 นิ้ว มือซ้ายท่านฉีกขาดเหลือแต่หนังหุ้มห้อยร่องแร่ง ได้รับการพาไปส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา และส่งต่อมาที่ รพ.สงขลานครินทร์ นอนรักษาตัวอยู่นานถึง 353 วัน เกือบปี ก่อนจะกลับไปทำงาน และกลับไปทำงานจริงๆตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล จนถึงวันนี้ ก็ไม่มีวันหยุดแม้แต่วันเดียว!

"ผมคิดว่าผมตายไปแล้ว พอตื่นขึ้นมา ก็คิดๆอยู่อย่างเดียวว่าตายไม่ได้ ยังมีงานที่จะต้องทำอีกเยอะ ชีวิตเรายังมีประโยชน์อีกมาก" ท่านรองฯนพดลเล่าให้ฟังด้วยเสียงฉาดฉาน มั่นคง นั่งตัวตรง (หุ่นท่านดีมาก ไม่มีพุงเลย เรานั่งมองด้วยความอิจฉาเล็กน้อย)

"พื้นที่ที่ผมมาทำงาน เป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์" ท่านรองฯเล่า "เพราะเป็นพื้นที่ในโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราได้มีโอกาสมาทำงานในพื้นที่ศักดิสิทธิ์นี้ จะยอมแพ้ไม่ได้ จะล้มเลิกความตั้งใจไม่ได้"

"ที่ผมรอดมาได้นั้น ต้องสรุปคำเดียว" ท่านรองฯหยุดนิ่ง นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต" คือ "พระบารมีปกเกล้า" "ผมเชื่อว่าเป็นเพราะพระบารมีปกเกล้าแท้ๆ ที่ผมได้ปวารณาตัวมาทำงานตรงนี้ ทำให้ผมยังมีชีวิตรอด และยิ่งไปกว่านั้น ยังกลับไปทำงานต่อไปได้อีก ผมใส่ขาเทียมข้างซ้าย เสริมกระดูกขาข้างขวา และถึงมือซ้ายก็พิการ แต่ก็ยังพอทำกิจกรรมต่างๆได้นิดหน่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ผมทำงานไม่เคยหยุดเลย"

เมื่อถามถึงผู้ที่ทำร้ายท่าน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"เราต้องไม่ไปหมกมุ่นกับความเคียดแค้น ที่เขาทำไปก็มีเหตุผลของเขา มีความเชื่อของเขา เราก็มีเหตุผลของเรา มีความเชื่อของเรา ต่างคนต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด" ท่านรองฯกล่าวสรุปถึงประเด็นนี้ไว้สั้นๆ "แต่ก็มีกฏแห่งกรรมที่ทำให้เรามองเห็น ไม่นานหลังจากนั้น ทีมที่วางระเบิดลอบสังหารท่าน ก็วางแผนจะวางระเบิดอีก แต่พอดีหมาตำรวจไปพบ เห่าไล่ พวกนั้นวิ่งหนีและโดนระเบิดของตนเองไป ผมก็เชื่อในกฏแห่งกรรม ว่าเราทำดี ก็จะได้ดี ใครทำกรรมอะไรไว้ ผลกรรมนั้นก็จะตามตอบสนองอย่างยุติธรรม"

ท่านรองฯนพดล คุณลุงปรีชา ผู้สร้างแรงบันดาลใจ

ขอถ่ายรูปคู่วันวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน ภาคภูมิใจมากวันนี้

เดือนนี้ครบรอบ 10 ปีแห่งพิบัติภัยสามจังหวัดภาตใต้ หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น ความทุกข์มากมาย แต่สิ่งเหล่านี้เมื่อได้มองย้อนหลัง ทำให้เราได้มองเห็นต้นทุนของสังคมของเรา ที่มีวีรชน มีผู้กล้าหาญจำนวนมาก ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศรัทธาแก่กล้า และถ่ายทอดพลัง ความรู้ ความคิดของชีวิต ให้กับคนทุกๆคนที่ได้มามีโอกาสพบปะกับท่าน

ประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก ยังมีต้นทุนมหาศาล ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ของชีวิตอันทรงเกียรติ ทรงศักดิ์ศรีเช่นนี้

สกล สิงหะ

เขียนที่หน่วยชีวันตาภิบาล โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ๑๕ นาฬิกา ๒๔ นาที วันจันทร์ที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๗ แรม ๑๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง

หมายเลขบันทึก: 560258เขียนเมื่อ 27 มกราคม 2014 15:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 มกราคม 2014 15:24 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

ทำไมต้องเรียนรู้ด้วยค่าเทอมแพงขนาดนี้...........

ส่วนใหญ่ไม่ได้สมัครลงทะเบียนครับ มีแต่แจกปริญญาตามหลังแทน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี