"กระบวนการเปลี่ยนจุดต่าง สร้างจุดร่วม" ชื่อนี้ผมคิดขึ้นมาเองจากแนวความคิดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างของแต่ละฝ่าย ซึ่งอันที่จริงผมไม่จำเป็นต้องทำแผนภูมินี้ขึ้นมาด้วยซ้ำตามหลักมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่สิ่งที่สำคัญคือผมพยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของหัวข้อหลักดังรูปนี้โดยเฉพาะ "การหยิบยก" และ "กระบวนการถกเถียง" เพื่อหาทางออก ผมชอบดูรายการหนึ่งขอเอ่ยชื่อรายการคือ "เถียงให้รู้เรื่อง" (www.facebook.com/DebateThaiPBS) หลายเรื่องแล้วที่ผมดูก็มักจะหยิบยกประเด็นที่เป็นปัญหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในสังคมไทย เช่น "เลือกตั้งก่อนหรือหลังปฏิรูปการเมืองดี",  "วิกฤตสื่อฟรีทีวี?",  “คดีเขาพระวิหาร ไทยเสียดินแดนหรือไม่?” , "รักในรอยร้าว..... นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย" , "40 ปีคนเดือนตุลา: อุดมการณ์แยกขั้ว?", "ขอบเขตความคิด กับสิทธิเสรีภาพนักศึกษา" ,  "แก้ไขรัฐธรรมนูญ: เลือกตั้ง สว. โมเดลนี้เพื่อใคร?" , "กระบวนการสู่เป้าหมาย ของสภาปฏิรูปการเมือง" , "การกด LIKE ผิดหรือไม่?" ,  "รับน้องต้องว๊าก! ควรมีอยู่หรือยกเลิก?" ,   "ปฎิรูปการศึกษาไทย ไปทางไหนดี?"  และอื่นๆอีกหลายเรื่อง ซึ่งหลายท่านเองก็คงจะได้ติดตามกันอยู่แล้ว ผมมองว่ารายการนี้เป็นประโยชน์มากในเรื่องของการเอาคน/กลุ่มคนที่มีความคิดที่แตกต่างกันในเรื่องเดียวกัน มาคุยและถกเถียงในประเด็นเนื้อหาที่แตกต่างกัน ว่าทำไมจึงต้องคิดแบบนั้น และทำไมต้องแก้ไขหรือไม่แก้ไขอย่างไร เหล่านี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นกุญแจนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญที่ดีกว่า ผมไม่ใช้คำว่า "ถูกต้อง" แต่ใช้คำว่า "ดีกว่า" เพราะทุกความคิด ทุกเหตุผลต่างก็มีข้อดีข้อเสียซึ่งเราจะเอาอะไรล่ะครับมาเป็นมาตรฐานว่าดีกว่าหรืออันไหนไม่ดี ก็การแก้ไขที่เป็น "กระบวนการนี่แหละครับ" ผมขอยกตัวอย่างที่ผมดูแล้วผมคิดหนักมากที่สุด คือเรื่อง "รับน้องต้องว๊าก! ควรมีอยู่หรือยกเลิก?" เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจและอาจเป็นข้อสนับสนุนในเรื่องของการปฏิบัติตัวและสิทธิเสรีภาพในความคิด ความแตกต่างของนักศึกษา การแสดงออก ประเด็นที่สำคัญคือเรื่อง ข้อดีข้อเสียของ ระบบการรับน้องที่เรียกว่า SOTUS อ่าน ที่นี่ เนื่องจากกิจกรรมรับน้องจัดโดยรุ่นพี่ที่อยู่ในสถานศึกษานั้นมาก่อน หลายครั้งที่ผู้อาวุโสกว่าจะมีการวางตัวข่มขู่เพื่อให้รุ่นน้องเป็นที่ยำเกรง ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจในสังคมการศึกษาอย่างไม่ถูกไม่ควรในบางสถาบันโดยอ้างเหตุผลของการรับน้อง ตัวอย่างการข่มขู่ที่ออกมาให้เห็นได้ เช่นการที่รุ่นพี่สั่งไม่ชอบหน้ารุ่นน้อง โดยสั่งให้รุ่นน้องทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การสั่งใหวิ่งรอบสนาม การให้ผู้ชายสองคนจับอวัยวะเพศของกันและกัน หรือ การสั่งให้ถอดเสื้อผ้ากลางที่สาธารณชน เป็นต้น โดยถ้ารุ่นน้องไม่ปฏิบัติตามจะถูกรุ่นพี่กลุ่มหนึ่ง กล่าวหาว่าไม่เคารพรุ่นพี่และนำการรับน้องมาใช้เป็นเหตุผล ปัญหาที่ตามมาแทนที่รุ่นน้องจะได้รับการศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดี รุ่นน้องบางคนได้เรียนรู้วิธีการลงโทษและการแกล้งจากรุ่นพี่ ซึ่งจะนำไปใช้ในการรับน้องของปีต่อไปแทน
                ในต้นปีการศึกษา 2548 การรับน้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีกิจกรรมที่ป่าเถื่อนและรุนแรง ประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางคือการฆ่าตัวตายของนิสิตมหาวิทยาลัย ประเด็นดังกล่าวทำให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สั่งยกเลิกกิจกรรมรับน้องทั้งหมดในทุกๆ สถาบันการศึกษาในปีการศึกษานั้น ซึ่งคำสั่งดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย(อ้างอิง : th.wikipedia/wiki/การรับน้อง
 
                ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่วนตัวผมมองว่าน่าจะได้รับหยิบยกมาเป็นประเด็น "National Agenda" ด้วยซ้ำ เพราะมันมีผลมากต่อคุณภาพของนักศึกษาไทย มุมมองของการรับน้อง ระบบที่ถูกยกเลิกไปเพราะเกิดการต่อต้าน แม้แต่ในต่างประเทศเองเช่น อังกฤษ ฟิลิปปินส์ ที่เราไปรับเอาวัฒนธรรมการรับน้องแบบนี้มาจากเขาเนี่ย ในขณะที่การรับน้องแบบนี้ถูกต่อต้านและเสื่อมลงในที่สุดในโซนยุโรป และสหรัฐอเมริกา แต่กลับมาใช้และเจริญมาอย่างต่อเนื่องในโซนเอเชียโดยเฉพาะ ประเทศไทย จะว่าเราล้าหลังหรือเราไปเลียนแบบของที่เขาทิ้งไปแล้วก็ได้ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเห็นคือ กระบวนการรับน้องที่สร้างสรรค์ ไม่ใช้ระบบทหาร การออกคำสั่งที่รุ่นน้องต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ดู ที่นี่ แล้วจะเข้าใจมากขึ้นครับ ระบบที่ผลิตนักศึกษาไทยออกมาเช่นนั้น ผมว่า มันไม่ใช่แล้ว มันควรได้รับการแก้ไข ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสังคมเริ่มจะประนามการรับน้องที่เรียกว่า "SOTUS" อ่าน ที่นี่ นี้ไป แต่ก็ยังมีกลุ่มนักศึกษาที่มองว่า ระบบโซตัสมีข้อดีที่ควรค่าแก่การใช้รับน้อง ใช่ครับทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ที่ว่าข้อดีกับข้อเสีย อะไรที่เป็นประเด็นมากกว่ากัน โดยเฉพาะ "การว๊าก" มีนิสิต นักศึกษาหลายกลุ่มหลายสถาบันออกมาต่อต้าน ผมไม่อยากเห็นภาพนั้นอีก ซึ่งผมก็เคยเจอมากับตัวเองแล้ว ผมไม่อยากให้รุ่นน้องต้องมาเจอแบบนั้น ผมรู้ว่ารุ่นพี่หลายคนผ่านมันมาแล้วก็อ้างว่ามันดี มันทำให้เป็นผู้ใหญ่ รู้จักมารยาทสังคม รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่ แต่บางครั้งแม้ส่วนตัวผมเองก็ยังเคยเห็นว่ารุ่นพี่ปฏิบัติกันไม่ได้เสียเอง แล้วมาสั่งน้องให้ทำ สรุปคือ มันเป็นภาระของปีหนึ่ง พอคุณผ่านไป คุณไม่ต้องใส่ใจกับคำว่า SOTUS ก็ได้งั้นสิ ซึ่งผมไม่เข้าใจและผมเป็นกังวลกับเรื่องนี้มาก มันลงรากฝังลึกจนแก้ไขยากไปเสียแล้ว มีทางเดียวคือต้อง หยิบยกเป็น "National Agenda" เท่านั้น ถ้าบอกว่า SOTUS ทำให้ทุกคนเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนเป็นคนดีของสังคม รู้กติกา มารยาท แล้วทำไมสังคมที่มีปัญญาชนที่จบมา ผ่านระบบนี้มา ถึงย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน ก่อเกิดเป็นระบบอุปถัมภ์กัน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกปัญหาที่น่าวิตก ซึ่งความคิดเห็นส่วนตัวผมก็ได้กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว แต่ในที่สุด เมื่อมีความคิดที่เห็นต่าง ก็ต้องมาจบลงที่กระบวนการถกเถียง เจรจาหาทางออกร่วมกันอยู่ดี ฝ่ายนู้นก็จะเอาอย่างนี้ ฝ่ายนี้ก็จะเอาอย่างนู้น ปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงๆจังๆเลย รับน้องเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราใช้กิจกรรมที่สร้างสรรค์ ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีและตัวอย่างที่ดีจากรุ่นพี่และต้องดีสม่ำเสมอเป็นแบบอย่าง เพราะผมเชื่อเสมอว่า "ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน" ถ้าประเด็นนี้ไม่เป็นปัญหา คงไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงกันหรอกครับ...อยากจะขอฝากให้หลายๆท่านได้คิด และวิเคราะห์ถึงปัญหานี้ให้ดีๆ เพราะแหล่งบ่มเพาะนักศึกษาไทยที่จะเติบโตเป็นต้นกล้าปัญญาชนสังคมที่ดี จะต้องดีด้วยการฝึกตัวเอง ไม่ใช่การบังคับให้ทำ การปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีเป็นสิ่งที่ดี อยากให้หันมาแก้ไขปัญหาด้วยการตกลงกัน...
       
แก้ปัญหาด้วยกระบวนการ "เปลี่ยนจุดต่าง สร้างจุดร่วม" 
การถกเถียงเพื่อหาทางออก ข้อดี/ข้อเสีย ใช้แก้ปัญหา
ในส่วนของความเห็นต่าง แนวทางการปฏิบัติที่ต่างแต่
จุดมุ่งหมายเดียวกัน ถ้าไม่หาทางออกร่วมกัน มันจะขับ
เคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร?
#BaLLkOonG