ละครเร่เรื่อง "วิถีอินทรีย์"

ออกเร่ สู่สังคม

        ฮักนะเชียงยืนได้มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องในสิ่งที่ได้ทำ ละครเร่ เป็นอีกส่วนหนึ่งในเเผนงาน เป็นส่วนเเรกที่จะดำเนินงาน โดยที่ฮักนะเชียงยืนนำละครเร่นี้มาเป้นเครื่องมือสื่อสารให้กับชาวบ้านได้มองดูตนเอง ที่ผ่านการมองดูละคร โดยที่ละครจะเน้นย้ำไปที่วิถีชีวิตเดิมที่เปลี่ยนเเปลงไปของชาวบ้าน ด้วยนักเเสดงที่สำคัญ คือ เป็นลูกหลานในชุมชน ทำให้เป็นทุนอีกทุนหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงละครที่เเสดงโดยลูกหลานได้มากยิ่งขึ้น   ละครเร่เรื่องวิถีอินทรีย์สารผ่านการซ้อม การวิจารณ์ มาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อผ่านกระบวนการเหล่านั้นมาเเล้วก็ถึงคราวต้อง เเสดงจริง ลงโรงเรียนจริง ลงชุมชนจริง ซึ่งละครนี้เด็กก็ช่วยกันคิดเอง เด็กช่วยกันทำเอง โดยมีพี่ๆจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาชี้เเนะให้ มีครูจากทางโรงเรียนมาชี้เเนะให้ มีพี่เลี้ยงที่ฝึกหัดชี้เเนะให้ เเล้วเขายังมีการชี้เเนะตนเองในสิ่งที่เขาได้ทำอยู่  สมาชิกการละครเร่ ของกลุ่มเยาวชนฮักนะเชียงยืนมีทั้งหมด 11 คน ที่เป็นนักเเสดง พี่ใหญ่จากรุ่นที่เเล้วหนึ่งคนเเล้วที่เหลือเป็นน้องๆในชุมชน "มีพี่เข้ามาช่วย มีพี่ลงมาช่วยทำให้สามารถเเรกพลังจากน้องๆได้มากเลยทีเดียว" 

       ละครเร่เรื่องวิถีอินทรีย์นั้นมีประเด็นที่สำคัญ คือ สิ่งที่เปลี่ยนเเปลงไปกับชุมชนของเราเอง โดยที่ในช่วงเเรกๆนั้นเน้นไปที่วิถีเดิม ประเพณี การทำมาหากิน ต่อมาเป็นสิ่งที่เข้ามา ที่เป็นบริษัทเข้ามาหาชาวบ้าน ต่อมาเป็นชาวบ้านใช้ผลิตภัณฑ์ของทางบริษัท เเล้วต่อมาก็เกิดผลเสียเกิดขึ้นกับสุขภาพ เเต่ชาวบ้านก็นึกขึ้นได้ว่า เรายังมีปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอยู่ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งเคมีไปตลอด ละครผ่านการซ้อม การขัดเกลา ซึ่งเป็นวิถีทางเดียวที่จะทำให้ละครเร่เรื่องนี้ออกมาอย่างเหมาะสมมากที่สุด    ในช่วงเวลาที่ทำการซ้อมนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นที่พบซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคด่านเเรก คือ สมาธิ ความเชื่อ จินตนาการ ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะให้ผู้ชมได้เข้าถึง เมื่อซ้อมไปได้สักพัก เพื่อนคนหนึ่งที่รับบทที่ตลกก็เล่นให้ตลก เพื่อนที่อยู่ในบทอื่นๆก็หัวเราะออกมา เป็นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เล่นละคร เเต่เมื่อได้ซ้อมไปสักหลายๆรอบเเล้วนั้นเสียงหัวเราะจากผู้เเสดงเองก้เริ่มหมดไป ทำให้เห็นอย่างชัดขึ้นว่า นักเเสดงเราเริ่มมีสมาธิมากยิ่งขึ้น   จินตนาการเป็นสิ่งที่ซ้อมกันในระยะเเรกนั้น ผู้เเสดงเองยังทำท่าเล็กๆอยู่ ที่ทีฉากหนึ่งที่เป็นการฟ้อนขบวนเเห่ ซึ่งถ้าฟ้อนมีท่าทางเล็กๆ จะทำให้ผู้ชมเองดูไม่ออกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ จึงจำต้องมีท่าใหญ่ มีจินตนาการของผู้เเสดงเอง จึงต้องซ้อม ๆ ๆ เเล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ฝึกกันยากมาก คือ ความเชือ ที่นักเเสดงจะต้องเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงที่ถึงเเม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงอากาศที่อยู่ในกำมือ ฉากหนึ่งมีการจับปลาในหนอง โดยที่ผุ็เเสดงเองจะต้องเชื่อจริงๆว่าสิ่งทีเรากำลังจับอยู่นั้นเป็นปลาจริงๆ ปลาดิ้นได้จริงๆ เราอยู่กลางน้ำ มีโคลนในหนองน้ำจริงๆ เเล้วก็มีฉากหนึ่งที่ผู้เเสดงเป็นต้นไม้ ที่ต้องเชื่อว่าเรานี้เองในตอนนี้เป็นต้นไม้จริงๆ ต้นไม้มีลำต้นที่เเข็งเเรงเเต่ใบถูกลมพัดตลอดเวลา มีเสียงลมที่กระทบกับใบไม้ทำให้เกิดเสียง "ฟี้วๆ" ซึ่งในตอนซ้อมกันในระยะเเรกๆนั้น สมาธิ ความเชื่อ จินตนาการ เป็นประตูด่านสำคัญที่ต้องดันเข้าไปให้ได้ เเต่การที่จะดันได้นั้นต้องผ่านการซ้อม การเรียกสมาธิ  ซ้อมออกมาจากความรู้สึกจากภายใน ซึ่งในการซ้อมของฮักนะเชียงยืนนั้นเป็นการซ้อมที่หลายครั้ง ที่ต้องปรับเพื่อความเหมาะสมตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของการละครเร่ที่ต้องมีการปรับเพื่อความเหมาะสม

        ออกเร่สู่สังคมครั้งเเรกนั้น เร่ในโรงเรียนซึ่งใช้เวลาในตอนเที่ยงวันของโรงเรียน โดยการเร่ในโรงเรียนในครั้งนี้ ได้ยินเสียงเด็กบอกว่า "รู้สึกตื่นเต้น" ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ของการขึ้นเวทีครั้งเเรก เมื่อมาถึงเวลาที่จะเเสดงมีการเรียกผู้ชม ด้วยการเล่นสันทนาการกลุ่ม มีการ "เตรียมเสียง" ที่สามารถทำให้ผู้ชม สนใจ เเล้วเข้ามาดูว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เเสดงไปได้สักพักหนึ่ง "เสียงเพลงมาร์ชโรงเรียนดังขึ้น" เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าต้องเข้าเเถวตอนพักเที่ยงเเล้ว ซึ่งการที่เพลงมาร์ชาดังขึ้นมาในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ถือว่าเป็นการรบกวนสมาธิของผู้เเสดงเป็นอย่างสูง เเล้วทำให้ไม่ได้ยินเสียงผู้เเสดง สมาธิของเด็กบางคนน้อยๆลง ทำให้ไม่อยู่ในบท เเต่ก็สามารถเเสดงต่อไปได้ ด้วย ภูมิคุ้มกัน ที่ได้ฝึกมา พอหลังจากเเสดงเสร็จ มีเสียงของเด็กหลายๆคนสะท้อนออกมาว่า "ละครเรื่องนี้สนุก สนาน" เเต่เนื่องด้วยเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นทำให้ผู้เเสดงต้องมานั่งทบทวนตนเองสักพักหนึ่ง เเล้วตัดสินใจร่วมกันว่าจะเเสดงอีกครั้ง โดยในครั้งนี้จะทำให้ดีที่สุด เเล้วหลังจากนั้นเอง ละครเร่รอบที่สองก็เรื่มขึ้นโดยในการเร่ครั้งที่สองนี้  มีผู้ชมการเเสดง คือ กลุ่มเด็ก ม.๓ ที่เข้ามาชม โดยที่ในครั้งนี้ฮักนะเชียงยืนทำได้ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะด้วยมองเห็นความพลาดของตนเองจึงนำมาซึ่งการปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น พอหลังจากเเสดงเสร็จในรอบที่สองเเล้วนั้น  มีเสียงจากผู้ชมซึ่งเป็นพี่ๆบอกว่า "ท่าจบยังไม่สวยเท่าไหร่" คำกล่าวนี้เองจึงนำมาซึ่งการปรับเพื่อความเหมาะสมอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เป็นการปรับฉากจบให้ลงตัวกับบริบทของละคร ซึ่งก็ซ้อมกันอีกหลายครั้ง ในช่วงบ่ายของวันนั้นเอง เพราะช่วงค่ำจะได้ไปเร่ที่ชุมชนกลุ่มเป้าหมายของฮักนะเชียงยืน ซ้อมกันไป คุยกันไป จนได้ฉากสุดท้าย คือ ชาวบ้านมีความสุขกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์  มีความสุขกับผลิตผลการเกษตร มีความสุขกับชีวิตของตนเอง จึงได้มาซึ่งละคร เรื่อง วิถีอินทรีย์สารที่หลังจากออกสู่โรงเรียนเเล้ว ก็พร้อมออกสู่ชุมชน เพื่อความเหมาะสมกับชาวบ้านมากที่สุด

         ออกเร่สู่ชุมชน โดยในการออกเร่สู่ชุมชนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นละครเรื่องที่สองที่ฮักนะเชียงยืนทำการเเสดงออกสู่ชุมชนเป้าหมาย โดยที่ในครั้งเเรกนั้น ออกเเสดงเมื่อครั้งกิจกรรมปลูกรักษ์บ้านเกิดซึ่งเป็นเวทีคืนข้อมูลให้กับชาวบ้านในชุมชน  พอฮักนะเชียงยืนเดินทางมาถึงชุมชนในช่วงเวลาบ่ายสามโมงกว่าๆ ก่อนที่จะมีการเเสดงในช่วงเวลา ห้าโมงเย็น ก็มีการเดินออกเชิญชวนชาวบ้าน คนเฒ่าคนเเก่ เเละเด็กๆให้ออกมาชมละครของฮักนะเชียงยืน ด้วยเด็กในชุมชนเเละเด็กที่มีอัธยาศัยดี พอถึงเวลาห้าโมงก็ถึงครา เร่ละคร เเต่ในช่วงห้าโมงนี้ ผู้ปกครองยังมาน้อยอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กในระดับประถมศึกษา เเละมัธยมต้น ซึ่งฮักนะเชียงยืน ตัดสินใจที่จะเเสดงให้เด็กๆได้ชมก่อน ซึ่งเมื่อเสดงให้เด็กๆได้ชมก่อนนั้นถือเป็นการดีอีกวิถีทางที่จะดึงความสนใจในระยะเริ่มต้น ให้ผู้คนเข้ามาชมมากยิ่งขึ้น พอละครรอบเเรกในชุมชนจบลงไปเเล้วนั้น ชาวบ้านเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงคราวที่จะเเสดงในรอบที่สองซึ่งรอบนี้เน้นที่ชาวบ้านเป้นส่วนหลัก ซึ่งพอเเสดงในรอบสองไปได้สักระยะ มีเสียงของชาวบ้านพูดในเชิงว่า "เด็กพูดไม่เหมาะสม" เมื่อละครในรอบที่สองนี้เล่นจบลงไป จึงต้องมีการคุยกันในขณะทำงานกันใหญ่ ซึ่งคำพูดนั้นต้องการการปรับปรุงโดยเร็ว เพื่อที่จะได้เเสดงในรอบที่สาม ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ปกครองของเด็กโดยตรง เมื่อมีการพูดคุยกันสักระยะก็มีการปรับปรุงละครเกิดขึ้น เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงการเร่ในรอบที่สาม ซึ่งก็หากจากรอบที่สองไม่นาน รอบที่สามเริ่มขึ้นด้วยจำนวนของผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มเป้าหมายมาสมควร จึงเริ่มขึ้น โดยรอบนี้ สิ่งที่ได้ปรับปรุงไป ฮักนะเชียงยืนมีการนำมาใช้ ทุกคนเเสดงได้สมบทบาทมากยิ่งขึ้น ทำให้ถึงเเม้ว่าชาวบ้านบางคนจะได้ดูทั้งสามรอบเเล้วยังมีเสียงหัวเราะ ออกมาให้เห็น ซึ่งเเสดงให้เห็นว่าชาวบ้านรู้สึกเข้าถึงละคร เพราะนักเเสดงเข้าถึงละคร  เมือ่จบการเร่ในรอบสุดท้ายของชุมชนเเล้วนั้น พี่เลี้ยงฝึกหัดได้ถามชาวบ้านว่า "พอ่ เเม่ เห็นเด้กคนไหนที่เเสดงสมบทบาทมากที่สุดครับ" ผู้ปกครองตอบว่า "เเม่ผู้ใหญ่ที่สมบทบาทมากที่สุด" เพราะเเม่ผู้ใหญ่ เเสดงโดย "เเบงค์" ซึ่งเเบงค์ก้เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของฮักนะเชียงยืนที่ผ่านเวทีมามากมาย โดยเฉพาะการเเสดงตลก ทำให้เเบงค์สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้มากที่สุด ... 

         หลังจากที่เร่ละครจบลง ทำให้เด็กๆรู้สึกว่าตนเองเหนื่อย เพราะวันนี้ทั้งวันนั้น เร่ละครมาเเล้วทั้งหมด ๕ รอบ ซึ่งเร่สองรอบในโรงเรียน เเละเร่อีกสามรอบในชุมชน เเล้วในรอบที่ซ้อมก็ยังมีอีกหลายๆรอบตลอดทั้งวัน เเต่พลังของฮักนะเชียงยืนนั้น เป็นพลังของเด็ก จึงทำให้เด็กทำได้อย่างเต็มที่ รู้จักยอมรับเเละปรับตัว ไม่ยึดตัวตน

        ซึ่งหลังจากเร่ละครเสร็จมีการคุยงานกันหลังทำว่า ในรอบเเรกกับรอบสุดท้ายนั้นความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร ซึ่งเด็กลายคนสะท้อนออกมาว่า ในครั้งเเรกนั้น รู้สึกตื่นเต้น เเต่พอได้เเสดงมาเรื่อยๆนั้น ความรู้สึกตื่นเต้นเหล่านนั้นก็หมดไปเรื่อยๆ จนทำให้มาถึงรอบสุดท้ายเเสดงออกมาได้อย่างเต็มที่   เด็กนอกชุมชนสะท้อนว่า เเสดงอยู่ที่โรงเรียนรู้สึกตื่นเต้นน้อยกว่าเเสดงอยู่ที่ชุมชน เเต่เด็กชุมชนกลับสะท้อนว่าเเสดงอยู่ที่โรงเรียนมีความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า อยู่ที่ชุมชนของตนเอง  

        ถามต่อไปอีกว่าวันนี้เราได้อะไร? เด็กหลายๆคนสะท้อนออกมาว่า ได้เรียนรู้ว่าการซ้อมเป็นสิ่งสำคัญ เเละหลายคนสะท้อนว่าได้เรียนรู้การปะคองสมาธิ เรียนรู้ทักษะการละคร  

        ถามต่อไปอีกว่าวันนี้เราประทับใจอะไร? ซึ่งเด็กหลายคนสะท้อนออกมาว่า ประทับใจกลุ่ม ประทับใจการทำงานเป็นทีม  เเล้วอีกหลายคนบอกว่า ประทับใจเพื่อนๆ ประทับใจตนเองทีทำได้

       ถามต่อไปอีกว่าวันนี้เราพลาดตรงไหน? เเล้วจะปรับปรุงเเก้ไขสิ่งที่พลาดในวันนี้เพื่อการพัฒนาต่อในวันข้างหน้าอย่างไร เด็กหลายคนสะท้อนว่า วันนี้พลาดตรงที่ลืมบทบ้างในบางครั้งเเล้วจะพยายามเเก้ไขด้วยการเตือนความจำของตนเองให้มากขึ้น เด้กบางคนสะท้อนว่าวันนี้พลาดตรงที่ตนเองไม่มีสมาธิซึ่งจะพยายามทำให้ตนเองมีสมาธิต่อไป เเล้วในอีกบางคนสะท้อนว่าวันนี้พลาดตรงที่ตนเองยังมีความเชื่อน้อยอยู่ ซึ่งจะพยายามทำให้ตนเองได้เชื่อจริงๆ ได้เเสดงด้วยความเชื่อจริงๆ ในการเร่ครั้งต่อไป

สิ่งเรียนรู้ที่สำคัญ

  1. การซ้อมนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ ที่จะสามารถช่วยให้มีความเชื่อมากยิ่งขึ้น มีจินตนาการมากยิ่งขึ้น เเละมีสมาธิมากยิ่งขึ้น ในรอบเเรกๆนั้นมีการตื่นเต้นเป็นธรรมดา เเต่พอได้เเสดงในรอบต่อว่าจะทำให้ผู้เเสดงเองมีความเเม่นยำขึ้นในบทบาทของตนเองที่ได้รับ  
  2. การเเสดงในชุมชนของตนเองเป็นสิ่งที่รู้สึกตื่นเต้นน้อยมากเพราะเป็นชุมชนของตนเองที่อยู่ในทกๆวัน เเสดงในเห็นอีกมุมหนึ่งว่าเมื่อเเสดงออกในพื้นที่ของตนเองเเล้วนั้น จะทำให้กล้าเเสดงออกมากยิ่งขึ้น
  3. ขณะเล่นนั้น การฟังเสียงของชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการปรับปรุงละคร โดยที่เสียงของชาวบ้านนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเพราะ ชาวบ้านเป็นกลุ่มเป้าหมาย เมื่อรู้สึกว่าไม่เหมาะสมทำให้ใจเริ่มหนีออกห่างจากละคร  เเต่เมื่อละครมีความเหมาะสมเเล้วนั้น ทำให้ใจเข้าไปอยู่ในละคร
  4. เด็กในชุมชนสามารถเรียกความสนใจให้กับผู้ใหญ่ในชุมชนได้มากพอสมควร เพราะรู้จักคุ้นเคยกับผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอย่างดี ประกอบด้วยความเป็นลูกเป็นหลานที่เเสดงละคร เเละมาเชิญชวนทำให้ชาวบ้านสนใจเเล้วอยากมาดู

...ละครเร่เรื่อง "วิถีอินทรีย์".... จบลงเเล้วครับ... ขอขอบคุณครับที่รับชม...