ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสเรียนกับ อ.ดร.ป็อป โดยในคาบนี้อาจารย์ให้พวกเราออกมานำเสนอเคสที่ได้ไปดูงานที่ศูนย์การแพทย์กาญจนา โดยเคสที่ดิฉันได้คือเคสฝ่ายกายค่ะ แต่วันนี้ดิฉันไม่ได้จะมาเล่าเคสฝ่ายกายให้ฟังกันหรอกนะค่ะ (555) เพราะดิฉันสนใจในเคสฝ่ายเด็กของเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เป็น 'เด็กออทิสติก' และน้องมีปัญหา 'การพูดที่ล้าช้า' ดิฉันจึงสงสัยและอยากรู้ว่า 'นักกิจกรรมบำบัด' มีวิธีบำบัดเด็กออทิสติกที่พูดไม่เป็นภาษาให้สามารถพูดได้อย่างไร :)

ต้องบอกก่อนว่าปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเด็'ออทิสติก' จนเป็นที่กังวลของผู้ปกครองหลายๆคน ก็คือ 'เด็กมีความล้าช้าในพัฒนาการทางภาษา' ทั้งการสื่อความหมายและการเข้าใจในคำพูด แต่ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาการได้ก็คือ 'พ่อแม่และผู้ดูแล' นั้นเองค่ะเพราะต้องมีส่วนช่วยสอนให้เด็กพูด และกระตุ้นให้เด็กเห็นความสำคัญและสนใจที่จะพูด โดยใช้กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้การพูด เช่น การพูดคุยกับเด็ก การกระตุ้นด้วยของเล่นที่มีเสียง  สอนให้เด็กเรียกชื่อสิ่งของที่คุ้นเคย ฯลฯ ซึ่งการสอนและการกระตุ้นต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอถึงจะได้ผลดีค่ะ

-วิธีที่จะช่วยให้เด็กออทิสติกพูดได้เหมาะสมตามวัย

1. พยายามพูดกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กกำลังมองหรือกำลังทำอยู่  เช่น  เห็นเด็ก
กำลังมองต้นไม้  ควรพูดกับเด็กทันทีช้าๆออกเสียงให้ชัดเชน ว่า   “ต้น – ไม้”    “ต้น –ไม้”
เพื่อเป็นการสร้างเป้าหมายในการมองอย่างมีความหมาย
2. ขณะที่มีเสียงหนึ่งเสียงใดเกิดขึ้นรอบตัว  เช่น  เสียงหมาเห่า ควรชี้ชวนให้เด็กสนใจ
ฟังอย่างสม่ำเสมอ   เพื่อเป็นการสร้างเป้าหมายในการฟังให้มีความหมาย
3. ขณะที่ทำบางสิ่งให้กับเด็ก ให้พูดให้เด็กฟังถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เช่น  ขณะที่
กำลังใส่กางเกง ควรสอนให้เด็กได้เรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆมีชื่อเรียกอย่างไร  เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้
คำศัพท์และเนื้อหาของคำศัพท์
4. ควรสอนจากความเข้าใจคำศัพท์ ก่อนนำมาสู่การพูด
5. ควรสอนเด็กให้พูดโดยใช้คำนามที่มองเห็นเป็นรูปธรรม  เช่น  เริ่มสอนเรียกพ่อ แม่
ชื่ออวัยวะ พร้อมทั้งจับมือแตะส่วนนั้นๆ
6. ควรให้เด็กมีโอกาสเปล่งเสียงออกมาบ้าง  โดยสอนพูดนำแล้วเว้นระยะให้เด็ก
ออกเสียง รอเวลาอย่าเร่งให้เด็กพูด
7. ควรเป็นแบบอย่างในการพูดที่ดีให้แก่เด็ก คือ พูดให้ชัดเจน ใช้คำถูกต้อง
8. อาจสอนโดยใช้โคลงกลอนหรือเพลง  เช่น  “ลูกหมูมันร้อง (อู้ดอู้ด)  ลูกเป็ดมันร้อง  (ก๊าบ ก๊าบ)  ลูกหมามันเห่า  (บ๊อก บ๊อก)  ลูกแมวมันร้อง  (เมี๊ยว เมี๊ยว)” จะทำให้เด็ก
รู้สึกสนุกและพอใจที่จะเปล่งเสียงพูด
9. เด็กบางรายอาจต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อดึงความสนใจ และสร้างความพร้อมในการสอนภาษาและการพูด โดยเตรียมการมอง การฟังอย่างมีความหมาย ฝึกการเคลื่อนไหวปาก
ลิ้น  การเปล่งเสียง


การฝึกพูดเด็กออทิสติกเมื่อเด็กเริ่มมีความเข้าใจ และมีความพร้อมในการสอนพูด อาจใช้ 'เทคนิค' เพื่อช่วยให้เด็กนึกคำตอบและสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ง่าย ดังนี้
1. การพูดตาม เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “ปลา”
เด็กพูดตาม “ปลา”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เว้นระยะให้เด็กตอบ “ปลา”
2. การพูดต่อคำ เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “กระต่าย”
เด็กพูดตาม “กระต่าย”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบนำคำแรก “กระ……”
เว้นระยะให้เด็ก  ต่อคำ “……..ต่าย”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำทั้งคำ “กระต่าย”
3. การพูดต่อเสียง เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “หมา”
เด็กพูดตาม “หมา”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบนำเสียง “อึม……” (ลากเสียง)
เว้นระยะให้เด็กต่อเสียงให้เป็นคำ “หมา”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำทั้งคำ “หมา”
4. การเดาจากรูปปาก เช่น
ขั้นที่ 1 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนตอบ “ปาก”
เด็กพูดตาม “ปาก”
ขั้นที่ 2 : ผู้สอนถาม “นี่อะไร” ผู้สอนปิดริมปากแน่นขณะเด็กมองปาก
เว้นระยะให้เด็กตอบ “ปาก”
ขั้นที่ 3 : ผู้สอนถามซ้ำ “นี่อะไร”
เด็กตอบซ้ำ “ปาก”

เทคนิคการช่วยเหลือในการฝึกพูด เรียงจากง่ายไปยาก  ดังนี้
1. ช่วยจับทำ
คือ   เมื่อสั่งให้เด็กทำกิจกรรมแล้วเด็กไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งหรือรับรู้ได้ ให้จับมือทำกิจกรรมนั้นซ้ำๆ โดยช่วยจับมือทำในทุกขั้นตอนที่ต้องการฝึกและพูดบอกเป็นระยะ  เพื่อเป็นการชักนำให้เด็กเกิดความเข้าใจ และทำกิจกรรมตามคำสั่งได้
2. แตะนำ
คือ  การลดการช่วยเหลือจากการช่วยจับทำลง โดยแตะหลังมือข้อมือ  หรือข้อศอกเด็ก  เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมด้วยตนเองในขั้นตอนสุดท้าย
3. เลียนแบบ
คือ การลดความช่วยเหลือจากการแตะนำลง  โดยทำให้เด็กดู  แล้วให้เด็กทำตาม เป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงการเลียนแบบตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกายที่เห็นได้ชัดเจน ไปจนถึง
การเลียนแบบการพูดต่อไป
4. ทำตามคำสั่ง
คือ   เด็กสามารถเข้าใจคำพูดของผู้สอนและปฏิบัติตามคำสั่งได้  โดยไม่ต้องให้การช่วยเหลือข้างต้นใดๆ  ซึ่งแสดงว่าเด็กมีความเข้าใจความหมายของคำพูด และมีความพร้อม
ที่จะฝึกการเปล่งเสียงพูดอย่างมีความหมายได้ต่อไป

(เว็ปอ้างอิง : http://child-srisuapn.blogspot.com/2012/07/blog-post.html 

ศรีทนต์ บุญยานุกูล. ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา   คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.คู่มือฝึกพูดเด็กออทิสติกสำหรับผู้ปกครอง.โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ)

 

** สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กธรรมดาหรือเด็กออทิสติกก็คือ 'ความเอาใจใส่และดูแลของผู้ปกครอง' เพราะหากผู้ปกครองไม่ให้ความสนใจลูกเท่าที่ควร ปล่อยให้เด็กอยู่กับทีวีหรือคอมพิวเตอร์ตั้งเล็ก ไม่มีการพูดคุยกับลูก ..แม้แต่เด็กที่ไม่มีความผิดปกติ ก็อาจกลายเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาล้าช้าก็เป็นได้นะค่ะ ^^