เมื่ออาทิตย์ก่อนหรือจะเรียกว่าปีที่แล้วก็ได้ ฉันได้ทำความรู้จักกับคำว่ากิจกรรมบำบัดมากขึ้น ฉันได้เรียนวิชาการสังเกตและการให้เหตุผลทางคลินิกพื้นฐาน(Clinical Observation and Basic Clinical Reasoning) กับอาจารย์ป๊อป เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการศึกษากรณีศึกษาถึง10กรณีด้วยกันคะ
ฉันขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประทับใจที่สุดคือ กรณีของน้อง2คน จากครอบครัว 2 ครอบครัว น้องคนหนึ่งดิฉันขอเรียกว่า“น้องเอ” ที่เป็นโรคผิวเผือกด้วย ส่วนน้องอีกคน ดิฉันขอเรียกว่า “ น้องบี ” น้องทั้งสองคนมีปัญหาที่เหมือนกันคือ มีภาวะของสายตาเลือนรางซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านต่างๆของน้อง ในวันนั้นครอบครัวของน้องทั้งสองคนได้มาเจอกัน ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะครอบครัวทั้งสอง จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งต่างๆกับคนที่เข้าใจกันเพื่อร่วมกันพัฒนาน้องต่อไป
ดิฉันคิดว่าการที่จะบำบัดน้องควรใช้ PEO (person environment occupation) ฉันคิดว่าส่วนสำคัญที่สุดคือenvironment เพราะถ้าหากเราปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นการกระตุ้นการมองเห็นของน้อง ก็จะส่งผลถึงกิจกรรมที่น้องจะทำได้เพิ่มขึ้น ในกรณีนี้ มีการปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน โดยปกติบ้านของน้องเอ จะไม่สว่างนักเพราะไม่ได้เปิดม่านเพื่อรับแสง แต่ความจริงแล้วน้องควรได้รับแสงสว่างบ้าง เพื่อกระตุ้นการใช้สายตาของน้อง และควรมีการปรับแสง สี ให้เกิดสิ่งเร้าที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ปรับห้องของน้องให้เหมือนห้อง snoezelen และสิ่งที่ฉันประทับใจมากและเห็นบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดอย่างชัดเจนคือ มีการปรับที่นั่งทานข้าวของน้องให้มีแสงสว่างผ่านเข้ามา น้องจะได้สามารถทานข้าวและมองทิวทัศนอกกระจกได้ เป็นการส่งเสริม ADL (Activities of Daily Living )ของน้องได้อย่างดีเยี่ยม
ในเรื่องของoccupation กิจกรรมที่น้องทำควรมีการปรับให้เป็นการกระตุ้นการมอง เช่น กิจกรรมการเล่น ควรให้ของเล่นมีสีสันที่สดใส ควรฝึกกระตุ้นน้องบ่อยๆ ทั้งนี้หัวใจของการบำบัดรักษาไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ส่วนสำคัญคือการบำบัดอย่างต่อเนื่อง และพ่อแม่ หรือผู้ดูแลก็เป็นส่วนสำคัญยิ่ง การที่น้องจะพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน จะอยู่ในสังคมได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกที่ต่อเนื่องของคุณพ่อและคุณแม่

snoezelen
ที่มารูป:http://teachmag.com/archives/1016
สุดท้ายนี้ปีใหม่ปีนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตและมีสติกับทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนะคะ ขอบคุณค่ะ