ก้าวต่อไป ก้าวต่อไป เเละก้าวต่อไป

ค่ายเติมพลัง

         เดินเร่ พเนจร มาถึงครึ่งทาง ถึงคราเดินทางก้าวสู่การเรียนรู้อีกครั้งครัน เดินทางมาสู่จุดครึ่งทางในครั้งนี้เป็น ค่ายติมตามโครงการที่ทางมูลนิธิกองทุนไทยได้จัดทำขึ้นในรูปแบบของค่ายกิจกรรม ณ วีเทรน ดอนเมือง เด็กสามคนพร้อมออกเดินทางไปกับครูอีก 1 คน ด้วยรถประจำกลุ่ม "คันสีดำ" อีกเช่นเคย เดินทางจากอีสานบ้านเกิดเมืองนอนมานอนเมืองกรุง พอเข้ามาร่วมค่าย เป็นมุมมองที่แปลกตาของเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะเป็นภาษาเหนือ อีสาน กลาง เเละใต้ มาผสมรวมกันทั้งค่ายรวมเป็นค่ายเดียว "ได้เเลกเปลี่ยนภาษาระหว่างกันเป็นกิจกรรมที่สนุก" ค่ายนี้ถือว่าเป็นค่ายเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เป็นค่ายที่มาร่วมกันเเลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันเเละกันที่ไม่ว่าจะเป็นการคุยกันเรื่องปัญหา  วิธีการเเก้ไขเป็นกลุ่ม  รูปเเบบการดำเนินงาน ซึ่งเเต่ละกลุ่มจะมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันหรืออาจเหมือนกัน ที่ได้ทำมาเเล้วครึ่งทางนั้นเป็นอย่างไร ได้ผลอย่างไร เเล้วจึงมาบอกต่อเเบบคุยกันเป็นวงเสวนาเล็กๆ เเล้วขยายเป็นวงเสาวนาใหญ่ทั้งหมด ถือว่าค่ายนี้เรามาเเลกเปลี่ยนเเละเรียนรู้ซึ่งกันเเละกัน "สามารถลดความปวดหัวไปได้ถนัดตา" เเล้วในค่ายยังมีกิจกรรมที่เเสดงของดีในเเต่ละชุมชนให้ถ่านทอดออกมาเป็นละคร  เเล้วยังมีการเเลกเปลี่ยนกิจกรรมสัญทนาการร่วมกันเพื่อละลายความเครียดกับค่ายได้เป็นอย่างดี

          ณ เวลาค่ายติดตามโครงการเป็นห้อวงเวลาของการเเลกเปลี่ยนความคิดที่ได้ดำเนินโครงการมาตลอดระยะเวลาครึ่งทางในค่ายนี้มีเครื่องมือที่น่าสนใจที่ถือว่าเป็นสิ่งที่เเปลกในทัศนะของเด็กคนหนึ่งทีเดียว คือ ศิลปะ เป็นการนำศิลปะมาช่วยในการเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันโดยเป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ผู้อื่นได้เข้าใจตรงกันกับสิ่งที่เราอยากจะอธิบายถ่ายทอด โดยการวาดภาพ  การปั้นดินน้ำมัน  การประดิษฐิ์สิ่งของ ซึ่งศิลปะดังกล่าวจะช่วยในเด็กที่อธิบายไม่เก่ง ได้เเสดงออกว่าตนเองอยากจะสื่อสารอะไรได้ชัดเจนขึ้น สามารถอธิบายได้ง่ายขึ้นจากศิลปะเเบบเด็กๆ 

           การเเลกเปลี่ยนจะเป็นในลักษณะของการจัดเป็นประเภทๆ เพราะจะได้ง่ายต่อการคุยกันเเละเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ตลอดจนเป็นการศึกษากันเเละกันในประเภทเดียวกัน ซึ่งเเต่ละกลุ่มจะเเบ่งเป็น ดิน น้ำ ป่า ขยะเเละมลภาวะ ซึ่งการการจัดกลุ่มนี้เป็นเเนวทางศึกษาเเละเเลกเปลี่ยนซึ่งกันเเละกันอย่างเป็นกันเอง เเล้วเมื่อศึกษาเเล้วอาจเเนะนำ ส่งเสริมกันเเละกันในประเด็นปัญหาประเภทเดียวกัน เมื่อได้คุยในวงเเคบเเล้วจะขยายออกสู่วงกว้างเเล้วทำเช้นนี้อยู่เป็นครั้งๆ ไป จึงถือว่าเป็นการเเลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า เเละพอดี

          เครื่องมือง่ายๆที่น่าสนใจ คือ ให้วาดตนเองลงในกระดาษเเนวนอนเเล้วเเบ่งครึ่งให้เขียนว่าตนเองเมื่อก่อนทำโครงการเเละหลังทำโครงการนั้นเปลี่ยนแปลงไปไหม เปลี่ยนเเปลงไปอย่างไรในด้านของความคิด  ความรู้  พฤติกรรม โดยเครื่องมือนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนอย่างชัดเจนที่ได้จากการเปรียบเทียบว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง เป็นการทบทวนตนเอง

กิจกรรมสัญทนาการที่มาเเลกเปลี่ยนซึ่งกันเเละกันจากเหนือ ใต้ ออก ตก มารวมกันในค่ายเดียวไม่ว่าจะเป็นการละลายพฤติกรรม กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก เเต่ในความสนุกสนานเหล่านั้นมักจะเเฝงไปด้วยเเง่คิดทางอ้อมอยู่เสมอ นอกจากที่จะได้เรียนรู้จากเพื่อนเเต่ละกลุ่มเเล้วนั้นพี่ๆทางกลุ่มไม้ขีดไฟก็มาให้ความรู้ในเรื่องของกิจกรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งสรุปเนื้อหาได้ดังนี้

         - การทำกิจกรรมนั้นจะต้องมีจุดหมายของกิจกรรมอยู่เสมอๆ

         - ความรู้สึกของคนเราก็เหมือนกับพาราโบลาที่เมื่อขึ้นไปอยู่ที่จุดสูงสุดเเล้วจะตกลงมา เมื่อสนุกไปได้สักพักหนึ่งเเล้วจะเบื่อ  ต้อเล่นอย่างพอดี พอดี สัก 3 - 5 เป็นการสมควรกับอารมณ์

         - การเล่นกิจกรรมทุกๆครั้งไม่ควรทำให้ผู้เล่นรู้สึกอาย เพราะจะทำให้ไม่สนุก เเล้วไม่ควรนำกิจกรรมที่เกี่ยวกับทางเพศมาเล่นเพราะจะทำให้ผู้เล่นนั้นรู้สึกไม่ดีในหลายๆ คน

         - จุดยืนของผู้ดำเนินสัญทนาการควรยืนในจุดที่เด่นที่สุด เพราะผู้เล่นจะคอยมองที่ผู้ดำเนินกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา

         - ในการเล่นสัญทนาการนั้นผู้ดำเนินกิจกรรม จะต้องอธิบายอย่างเข้าใจก่อน 1 รอบ เเล้วมาสาธิตให้ชม 2 รอบ (เน้นการสาธิตไม่เน้นการอธิบาย) เพราะการสาธิตนั้นจะสามารถทำให้เข้าใจได้ง่ายเเละชัดเจน

         - ในการดำเนินกิจกรรมนั้น คำที่ไม่ควรพูดที่จะทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมน่าเบื่อ ได้เเก่ พร้อมไหม พร้อมกันหรือยัง จะทำได้ไหม ให้ใช้คำว่า ลองทำดูเเทน

          เมื่อเป็นค่ายทุกๆคนจะมีความรู้สึกผูกพันธ์ฉันท์ค่าย ด้วยความรู้สึกนี้เองที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องเกิดเป็นกิจกรรมกลุ่มสำคัญเกิดขึ้น ให้กลายเป็นเครื่องมือที่คอยหล่อหลอม  คอยกระตุ้น  คอยเเลกเปลี่ยนความคิด คอยสื่อสารให้ทุกๆคนได้เเสดงออก ได้คุยกัน ได้เเลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเพิ่มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะนำข้อเเลกเปลี่ยนนี้มาปรับใช้กับตนเองตามศักยภาพที่มี  

          การทำงานที่ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กนั้นล้วนใช้ใจเพียงทั้งสิ้น งานใดที่ประสบปัญหาเยอะ อาจใช้ใจมาก งานใดที่เล็กๆน้อยๆ อาจใจใจน้อย เป็นธรรมดา เเต่ใจนี้มีวันหมด ต้องเติมใจให้กันเเละกันอยู่เป็นประจำ เพราะงานจิตอาสา "ถ้าเคลื่อนด้วยกายมักจะไปไม่รอด เเต่ถ้าเคลื่อนด้วยใจเเล้วนั้นจะสามารถพุ่งออกไปได้อย่างสง่างาม"  กิจกรรมเติมพลังใจ จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่ควรส่งเสริมซึ่งกันเเละกันโดย ณ ค่ายนี้ ใช้วิธีการเขียนกระดาษที่ติดอยู๋ในเเผ่นหลังของทุกๆคนในสิ่งที่เราอยากจะเขียนให้กำลังใจกับเขา ถือว่าห้วงเวลากิจกรรมนี้เป็นเวลาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะใช้ "ใจเยอะ" ... เรียนรู้จากิจกรรมนี้ไปอีกมุมหนึ่งว่ากิจกรรมที่ใช้ใจนั้นต้องให้ระยะเวลา เวลาเราใช้ใจนั้นต้องใช้ระยะเวลา  

         ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูนจ์คน เราจะเดินทางเราต้องเป็นม้าเเละเป็นคน คือ เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยระยะเวลา ถึงเเม้ว่าจะเป็นเพียงครึ่งทาง เเต่ก็เป็นครึ่งทางที่ทรงคุณค่าต่อชุมชน ต่อฮักนะเชียงยืน ก้าวต่อไป ก้าวต่อไป เเละก้าวต่อไป ...