อ่านเขียนเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาไทย

สื่อแบบเรียนเก่า ยังใช้ได้ดีกับเด็กในยุคนี้ หากรู้จักประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ถูกคนถูกเวลา

 

อ่านเขียนเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาไทย 

แม่เล่าความหลังให้ฟังว่า แม่จับมือผมให้เขียน ก ไก่ ตัวแรก แล้วผมก็เขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เลข ๑ ถึงเลข ๐ ได้ก่อนเข้าเรียนชั้น ป.๑ จึงถือได้ว่า แม่เป็นครูคนแรกของผม กระดานชนวนบิ่นๆ ไร้ขอบใบแรก ที่เป็นสนามฝึกเขียนด้วยแท่งดินสอหิน ได้มาจากลูกของป้าใหญ่ที่เขาเลื่อนชั้นไปเรียนชั้นป.๒ ได้เขียนสมุดด้วยดินสอไส้กราไฟต์แล้ว แม่เล่าต่อด้วยความภูมิใจว่า ผมนั่งดูแม่เขียนให้ดูไม่กี่ครั้งก็เขียนเลียนแบบได้ เมื่อเขียนได้ก็จำได้จนอ่านได้อย่างแม่นยำ เป็นอันว่าพอไปเข้าโรงเรียนชั้น ป.๑ จึงสบายตัว เพราะเท่ากับว่า ได้ผ่านการเตรียมความพร้อมมาแล้วในระดับอนุบาลโดยครูแม่ที่บ้าน 

นักเรียนประถมศึกษาในยุคนั้น เรียนหนังสือโดยใช้สื่อหนังสือแบบเรียน หนังสือหัดอ่านหัดเขียน ไม่กี่เล่ม ในฐานะคนร่วมสมัยยังรู้สึกถึงความราบรื่นในการอ่านการเขียนในแต่ละหน้าไปตามลำดับจากง่ายไปหายาก ฝึกประสมคำ สะกดคำ ผันวรรณยุกต์ อ่านลองผิดลองถูกโดยไม่ต้องรอครูสอน สงสัยคำสะกดแปลกๆ ก็ถามครู จนสามารถอ่านสลากยา คลี่อ่านซองกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ห่อกล้วยทอดได้ (อยู่บ้านนอก) ตั้งแต่เรียนชั้น ป.๑ ... พอโยงมาถึงยุคเทคโนโลยีทุกวันนี้ มีสื่อที่ทันสมัย มีหนังสือดีๆ มีครูเก่งๆ มากมาย แต่ปรากฏว่านักเรียนชั้น ป.๓ ใน พ.ศ ๒๕๕๖ ทั่วประเทศอ่านไม่เขียนไม่ได้ ร้อยละ ๖.๒๗ อ่านได้แต่อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ ๕.๓๒ อ่านได้แต่ไม่เข้าใจร้อยละ ๓.๒ อ่านได้เข้าใจบ้าง ร้อยละ ๑๔ (ข้อมูล สพฐ.)

 

ตอนนี้หลายโรงเรียนหันมาใช้แบบเรียนเก่าที่เลิกใช้ไปแล้ว เป็นสื่อนำมาแก้ปัญหาเด็กที่มีปัญหาในการอ่านอย่างได้ผล และมีการขยายผลต่อ สพฐ. เองก็มีการพิมพ์แบบเรียนเร็วใหม่ ชั้น ป.๑ ของหลวงดรุณกิจวิทูร และนายฉันท์ ขำวิไล ออกมาเผยแพร่ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาจัดพิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๕)  ในยุคปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ ๒  แรกๆผมก็แปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่พอนำแบบเรียนเก่าๆ ที่ค้นหาได้ทางเว็บไซต์ มานั่งวิเคราะห์ดูจึงพบว่า แบบเรียนเหล่านั้นปรมาจารย์ท่านได้แต่งโดยใช้ภูมิปัญญาการสอนอ่านแบบไทย ใช้กระบวนการสอนอ่านจากส่วนย่อยไปหาส่วนรวมคือ เรียนรู้จากพยัญชนะกลุ่มง่าย กลุ่มยาก สระเดี่ยว สระผสม ประสมอักษร สะกดคำ แจกลูก ผันอักษร แล้วฝึกอ่านเป็นคำ เป็นประโยค เป็นเรื่องราว ซึ่งหลายโรงเรียนที่ใช้ยืนยันว่า เป็นสื่อที่เหมาะสำหรับใช้กับเด็กที่มีปัญหาการอ่านการเขียนในยุคนี้ 

ผมหาโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูที่สอนชั้นอนุบาลถึงประถมต้นอยู่เสมอ หลังจากเยี่ยมชั้นเรียน หลายประเด็นน่าคิดสะกิดใจเอามากๆ.....  ครูใช้แบบฝึกใช้ใบงานกับเด็กมากมายจนลดบทบาทการใกล้ชิดปฏิสัมพันธ์กับเด็ก  ครูฝึกลีลามือในการเขียนของเด็กด้วยเส้นประแทนที่ครูจะให้เด็กรวมสมาธิไปที่ลีลาการเขียนกระดานหรือเขียนแผนภูมิแผ่นโตๆ โดยฝีมือของครูจริงๆ  ครูเหนื่อยกับการสร้างบรรยากาศการเรียนปนเล่นอันเป็นธรรมชาติของเด็กเล็ก.....หลายๆประการ.......ผมพยายามใช้ความเป็นกัลยาณมิตรชี้แนะพวกเขาว่า  นอกจากใช้สื่อแบบเรียนเก่าภูมิปัญญาไทยในการสอนอ่านนั้นแล้ว “ตัวครู”นี่แหละคือสื่อที่วิเศษที่สุด 

ขอบคุณและขอแบ่งปัน ดาวน์โหลด แบบหัดอ่านหนังสือไทย เล่ม ๑ – ๓ แต่งโดย พระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ (สังข์  พุกกะเวส) ได้ที่   http://www.baanbaimai.com/forum/index.php?topic=10486.0  

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกข้างแฟ้ม



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

หนูน้อย นะขอ (วสันตดิลกฉันท์ ๑๔)

...หนูน้อย นะขอ คุรุถนอม............แนะตะล่อม กมลงาม

เรียนรู้ สงบ สติ ผละทราม............ขณะซึ่ง สนุกเรียน

...เด็กน้อย นะคอย คุรุประคอง......จิตปอง ขยันเพียร

ทางธรรม จะมุ่งมุ ลุ บ่เบียน...........ปฏิบัติ ขจัดเข็ญ

ตะล่อม = ว. ลักษณะการพูดหว่านล้อมหรือรวบรัดให้เข้าสู่จุดหมายหรือเข้าประเด็น

เบียน = ก. รบกวน, ทําให้เดือดร้อน

แปลกนะคะ หนังสือสมัยก่อน สีสรร ไม่สวยงาม แต่คุณค่า มากมี ใช้แล้ว ใช้ต่อๆๆกัน ถนอมแล้วถนอมอีก หนังสือสมัยนี้ สวยงาม กระดาษเป็นมัน ราคาแพง แต่ใช้แล้ว ก็ไม่ค่อยเห็นเอามาใช้อีก...ไม่รู้เพราะอะไร

เขียนเมื่อ 

หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือดี มีคุณค่าทุกกาลเวลานะคะ

เขียนเมื่อ 

...หนังสือดีมีความหมายทุกถ้อยคำ ...ครูรุ่นเก่า คนรุ่นเก่าเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถ่ายทอด เชื่อมโยงได้เป็นฉากๆ...แต่ครูรุ่นใหม่...คนรุ่นใหม่...ใช้ถ้อยคำใหม่...พยายามเข้าใจในสิ่งใหม่ๆนะคะ...ช่องว่างของยุคสมัยและวัยกว้างขึ้นทุกวันค่ะ

เขียนเมื่อ 

ทั้ง 3 เล่มนี้ คุณมะเดื่อหาโหลดเอาจาก net นี่แหละ และใช้สอนนักเรียนที่อ่านไม่ออกอยู่จ้ะ

ได้ผลดีมาก ๆ