"ชีวิต ติดใน V.3"

                                                                "ชีวิตเป็น อยู่ คือ"            

               เราในฐานะนักศึกษาชีวิต อาจจะได้ยินประโยคหนึ่งบ่อยๆที่ถามว่า "ชีวิตคือ อะไร" ซึ่งคำตอบแตกต่างกันไป ตามประสบการณ์หรือตามวิทยภูมิ ซึ่งอาจจะจริงตามนั้น หรืออาจจะถูกตามคำตอบนั้นก็ได้ เนื่องจากว่า ชีวิตไม่มีคำตอบที่ตายตัวแบบสากล ไม่มีพจนานุกรมสากลโลก ที่บอกกล่าวไว้ ชีวิตคือ อะไร 

              คำตอบจึงออกมาเป็นปรัชญา ตามทัศนะของแต่ละคน เพราะแต่ละคนคือ โลกย่อส่วนในกายตน เจ้าชีวิตจะใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตไปเช่นไรก็สุดแท้แต่เจ้าของชีวิตนั้น อย่างไรก็ตาม ชีวิตมีช่องว่าง มีโอกาสให้กับทุกๆคำตอบ ไม่ได้ล๊อคคำตอบใด เราจึงสามารถคิด ทำ เป็น อยู่ในฐานะใดก็ได้

              ถ้าพูดว่า ชีวิตพร้อมเสมอที่จะ เป็น อยู่ คือ (Be) ซึ่งก็กว้างเกินไปที่จะชี้ชัด ให้คมตื้นขึ้นว่า อยู่จุดไหนหรืออยู่ในกรอบไหน เราจึงควรตีกรอบให้แคบในประเด็นก่อนว่า มีกรอบที่เป็นอยู่คืออย่างไร จับทางตัวเองให้ได้ (กลายเป็นตัวตน อาชีพ เส้นทาง เอกลักษณ์) ผู้เขียนจึงมองเห็นว่า ชีวิตจะเป็นอะไรนั้น ควรรู้ช่องทาง ๓ ทาง คือ "การมี (Having) การทำ (Doing) และการเป็น (Being)" หรืออาจเรียกว่า ชีวิตติดใน ๓ verb นั่นเอง

              ๑) "การมี" (To have) หมายถึง การมี การครอง การกอดกุมไว้ ในชีวิตเรามีอะไรที่เรามี เราครองเอาไว้ คำตอบคือ ร่างกาย จิตใจหรือจะเรียกทั้งองคาพยพว่า "ชีวิต" การมีของเรา เริ่มตั้งแต่แรกเกิดแล้ว มีร่างกาย เพื่อที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับโลกต่อไป การต่อสู้ชีวิต การดำเนินชีวิตต้องมีชีวิตเป็นตัว เป็นตนก่อน นั่นคือ "กายภาพ"

              แต่การมีของกายอาจมิได้หมายถึง มีความสมบูรณ์แบบทุกคน การมีของชีวิตยังต้องอาศัยการมีทางนามธรรมด้วยคือ ความรู้ จิตใจ กำลังใจ ความกล้า ความฝัน ความอยาก ฯ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลัก ที่จะกระตุ้น ให้กระโดด ก้าวไป กลายเป็นพลังของจิตวิญญาณขององคาพยพทั้งหมดของชีวิต คิดดูถ้ามีกายแต่กำลังใจ อำนาจทางในออ่นล้า อ่อนแอ อะไรจะเกิดขึ้น 

              นอกจากนี้ เมื่อชีวิตต่อสู้อุปสรรคมาได้ ก็สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกได้ สิ่งที่จะตามมาคือ ทรัยพ์สิน เงินทอง ข้าวของ เครื่องใช้ ผู้คน ทั้งเป็นสิ่งจำเป็นและสิ่งไม่จำเป็น ที่จะเข้ามาพัวพันกับวิถีการดำเนินชีวิตต่อไป ซึ่งมันท้าทายที่เราจะมีสิ่งเหล่าอยู่ในโลกอย่างชาญฉลาด หาไม่แล้ว เราเองจะกลายเป็นจุดอ่อนในการครองสิ่งเหล่านี้ เพราะมันจะกลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตทันที

              ฉะนั้น การมี จึงมิใช่แค่การมี การครอบครอง การหึงหวง แต่มันคือ สูตรหนึ่งของบทเรียนของชีวิตที่เราาจะต้องใช้ทรัพย์สินให้เป็น ให้มีค่า มีคุณต่อตนและคนอื่น เพราะการมีสิ่งเหล่านี้ เพียงเพื่อให้เราดำเนินชีวิตไปอย่างไม่ลำบากหรือยู่รอดเท่านั้น สุดท้าย แก่ชราลง เมื่อทิ้งร่างลาโลก  ลูกหลานคงยื้อแย่งกันไป เหลือแต่ความดี บุญกุศล เท่านั้น ที่เป็นของเรา ที่เรียกว่า "มี" ติดตัวเราไปสู่ปรโลก

             ๒) "การทำ" (To do) หมายถึง การลงมือทำ การแสดงออก การปฏิบัติ หรือเรียกว่า "กรรม" คือ การกระทำที่ใช้อวัยวะของเราแสดงออกไป ไม่ว่าใช้ มือ เท้า ลำตัว ปาก ศีรษะ ฯ ล้วนเรียกว่า การกระทำทั้งสิ้น ในการดำเนินชีวิตเราแสดงออกทางกายภาพ วาทกรรม มโนทัศน์กรรม มากมาย เพราะการกระทำ คือ การลงมือทดสอบ ทดลอง งัดโลก งัดคน งัดสิ่งต่างๆ เพื่อให้รู้ว่า สิ่งนั้น หนักเบา อย่างไร จนรู้แล้วจึงกลายเป็นข้อมูลที่จะบอกว่า สิ่งนี้หนัก สิ่งนั้นยาก สิ่งนี้เบา ฯ เนื่องจากเราใช้แรงกาย แรงใจ ทุ่มเทไป

             การกระทำนี้เองที่จะเป็นเครื่องวัดว่า มนุษย์มีคุณภาพในตัวเองอย่างไร แค่ไหน มีความจริงใจ มีเจตจำนงแค่ไหน การกระทำอาจจะสะท้อนภายในออกมาก็ได้ เช่น ผู้เขียนเขียนบทความอยู่นี้ เป็นการแสดงออกทางในว่า คิดอย่างไร แล้วใช้พลังกาย พิมพ์ข้อความออกมา การอยู่กับผู้คน การอยู่กับสิ่งแวดล้อม ล้วนต้องแสดงออกหรือกระทำต่อสิ่งนั้นด้วยวิธีนี้

             ช่องทางในการกระทำ มี ๓ ทางคือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ การกระทำสามทาง เป็นเครื่องวัดว่า เราจะดี จะเลวอย่างไร สุข ทุกข์ อย่างไร เพราะการแสดงออกคือ ผลิตผลของเจตจำนง ซึ่งผลเหล่านี้จะต้องอาศัยเครื่องมืออีกชุดประเมินนั่นคือ ศีลและธรรม เนื่องจากว่า ร่างกายถูกสร้างมาให้ดำเนินไปตามเส้นทางของมันเอง มันไม่มีคำว่า ถูก ผิด สุข ทุกข์ ดี ไม่ดี มันมีแต่คำว่า ความสมดุลและความอยู่รอด จนครบกฏเกณฑ์ เงื่อนไขที่เป็นมีอยู่ แล้วสลายไป

              โดยธรรมชาติ ชีวิตเกิดมามีการแสดงออกหรือมีกรรมตั้งแต่แรกนั่นคือ สเปิร์มวิ่งไปสู่เป้าหมายคือไข่ (เป้าหมายมีไว้ครอง) จากนั้น มันก็อวดศักดา ตัวตนว่า ข้าคือ The Winner โดยการกีดกันสเปิร์มตัวอื่น มิให้เข้ามาได้ ล๊อคทางเข้า กลายเป็นการสร้างสัญชาตญาณหรือความเห็นแก่ตัวทันที ซึ่งนี่คือ คุณลักษณะของตัวกู ของกู โดยแท้ แต่การกระทำเช่นนี้ เป็นไปเพื่อชีวิต เป็นไปเพื่อความอยู่รอด มิฉะนั้น เราทุกคน ก็คงไม่มีโอกาสรู้โลก รู้ดี รู้ธรรม รู้กรรม ตนเองในวันนี้ 

               พฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า "กัมมันตกรรม" หมายถึง การกระทำที่แสดงออกด้วยตัวเอง พ่อแม่ (พ่อพันธุ์) อาจจะเป็นแค่ผู้ช่วย (featuring) เท่านั้น ด้านในนั้น เราไม่มีสิทธิแทรกแซงการทำงานของมันได้ เว้นแต่ว่า พ่อแม่มีเจตนาร้ายต่อสายเลือดตน นี่คือ การทำหน้าที่ของกายที่เตรียมพร้อมให้ชีวิตได้ใช้กายนี้ ไปกระทำต่อสิ่งภายนอก (โลก) ต่อไป เมื่อเติบโต โดยมีเครื่องบ่งชี้ว่า มีการกระทำอยู่ ๓ อย่างคือ ๑) หัวใจ คือ อวัยวะ ที่ทำงานตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย ๒) ปอด คือ อวัยวะที่ทำงานตั้งแต่ต้น จนจบเช่นกัน ๓) การแสดงออกทางประสาท ที่รับรู้ สื่อสารกันตลอด ไม่หยุดหย่อน นี่คือ กรรมที่แสดงในตัวเราทุกคน

              อย่างไรก็ตาม เมื่อชีวิตถูกสร้าง ถูกกระทำมา ก็ด้วยอาศัยผู้อื่นช่วย ลำพังจะเกิดเองได้ก็ยาก การจะบอกว่า เราเกิดเองคงไม่มีใครเชื่อ ด้วยเหตุนี้ การกระทำจึงบ่งบอกพฤติกรรมของคนนั้นด้วย นั่นคือ พ่อแม่ เลี้ยงดูลูก วันต่อไป ลูกอาจแสดงพฤติกรรมไม่ดี ต่อคนอื่นได้ นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยพื้นฐานด้านสังคม คือ กฏหมาย หลักศีลธรรม หลักกิริยามารยาทในการแสดงออกด้วย เพื่อการันตีว่า คนนั้น กระทำดี มีมารยาท มีศีลธรรม แค่ไหน

              ๓) "การเป็น" (To be) หมายถึง การเป็นอย่างใด อย่างหนึ่ง การมีสภาพที่เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เกิด หรืออาจเป็นทีหลังก็ได้ การเป็นนี้ ได้มาจาก ๒ ข้อบน คือ การมี การทำ จึงเกิดการเป็นขึ้นมา

              ในชีวิตเรา มีอะไร บ่งบอกว่า "เป็น" บ้าง สิ่งที่มองเห็นชัดตามสายตาสามัญชนคือ เป็นคนหรือเป็นมนุษย์ แต่การเป็นเช่นนี้ ถูกกฏหมายรับรอง มิได้เป็นด้วยคุณภาพแท้ๆ ที่เกิดจากคตินิยมทางศาสนา หรือคุณภาพภายใน เพระคำว่่า "คน" แปลว่า ผู้กินซากศพ คำว่า "มนุษย์" แปลว่า ผู้มีใจสูง การเป็นคนจากการกินซากศพ เราเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ ส่วนการมีใจสูง เราเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

               ด้วยเหตุนี้ ต้องมีเครื่องรับประกันรับรองในคำว่า "เป็น..." อย่างใด อย่างหนึ่ง การเป็นในสังคมมนุษย์ มีทั้งเป็นเองและถูกทำให้เป็น เป็นเองคือ เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีสิทธิ์ในตัวเอง เลือกที่จะทำสิ่งใด สิ่งหนึ่งได้ กระนั้น เราก็ไม่แน่ใจนักว่า ลึกๆ เรามีจุดยืนที่มั่นคง ในตัวเองแค่ไหน ส่วนการเป็นที่ถูกทำให้เป็นนั้น เช่น ตำแหน่งหน้าที่ การงาน ฐานะ ฯ ล้วนแต่ถูกแต่งตั้งทั้งสิ้น เรามีอะไรที่แต่งตั้งเราเองหรือไม่

               ส่วนการเป็นที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติที่จริงแท้นั้น เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนนั้น คนนี้ เป็นจริง เป็นต้นแบบของเขาเอง มิได้เป็นตัวปลอม หรือเป็นนอมินีของใคร หรือวิญญาณของใคร หรือเทพเจ้าที่มาเข้าทรงไว้ ฯ ในการดำเนินชีวิตของเราทุกวันนี้ ความเป็นของเราดูเหมือนจะคาบเกี่ยวอยู่หลายฐานะ แล้วเราเป็นตัวของเราแค่ไหน มองให้ลึกไปกว่านี้ พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า เราเกิดมาล้วนถูกโลภ โกรธ หลง หล่อหลอมให้เป็นไป ทั้งสิ้น จึงเป็นไปตามแรงอำนาจสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีอำนาจสังคมกระตุ้นให้เป็นอยู่เป็นกิจวัตร ซึ่งก็ยากที่เราจะบอกตนเองว่า เราอิสระจากการเป็นของสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเราคือ ส่วนหนึ่งของโลกและกายอยู่นั่นเอง

              ดังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า เราถูกโลกแต่งตั้งให้เราติดอยู่ใน Verb to do, to have, to be อยู่เสมอ หน้าที่ของเราคือ พยายามแต่งตั้งตนเองให้เป็นผู้อิสระ มีจุดยืนในตัวเองอย่างรู้ทัน เป็นด้วยการทำ ทำให้เป็น เพราะเรามี นั่นเอง มิฉะนั้น  เราจะตกอยู่ในโลกอย่างมีความสุขและเข้าข้างตนเองว่า ชีวิตของตน ใช้มันซะ

(อ่านพุทธธรรมของพระพรหมคุณาภรณ์เสริม เพื่อความเข้าใจชีวิตเพิ่มเติม)

---------------<>-----------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ....to be... to do..und...tod..อ้ะะๆๆ