วันนี้มาแบ่งปันเรื่องราวในรั้วโรงเรียนลูกกัน อิอิ เชื่อว่าแต่ละโรงเรียนก็คือจะต้องมีกฎระเบียบเนอะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย วินัยในเรื่องการเรียน ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันในสังคมโรงเรียน โรงเรียนนี้ก็มีกฎระเบียบจะว่ามากไหม ก็ไม่นะคะ หากเทียบกับสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กโอ๊ย....ระเบียบวินัยยาวเป็นหางว่าว มีกำหนดบทลงโทษเอาไว้ด้วยว่าหากไม่ปฏิบัติตามจะเป็นเช่นไร ส่วนตัวแล้วตอนเป็นเด็ก ก็รู้สึกว่า “เยอะจัง” แต่ไม่ขัดขืน ไม่ถึงกับกล่ำกลืนฝืนทนที่ต้องปฏิบัติ ด้วยที่บ้านเองก็มีส่วนที่ส่งเสริมสนับสนุนทำให้เราต้องรักษากฎระเบียบ เรียกว่า ร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งบ้านและโรงเรียน
เริ่มรู้สึกจี๊ดใจกับการคุมกฎรักษากฎระเบียบวินัยของโรงเรียนลูกก็สักระยะใหญ่ๆแล้ว ด้วยทางบ้านพยายามรักษาระเบียบวินัยของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด หากไม่มีกรณีฉุกเฉิน เช่น กทม.การเดินทางบางวันออกปกติ แต่ไม่สามารถไปทันได้ตามเวลาปกติ แต่เรียกว่าโดยปกติจะสนับสนุนและส่งเสริมให้ลูกต้องเคารพกฎระเบียบของโรงเรียน แต่กลายเป็นทางโรงเรียนเองที่หย่อน ผ่อนปรน เรื่องการรักษากฎของตนเอง และกลายเป็นสร้างเด็กที่ไม่มีระเบียบวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม ประโยคนี้อาจจะดูใหญ่ไป เอางี้....ผลกระทบจากสิ่งที่เกิดคือ ลูกแม่ดาวซึ่งปกติ ก็เป็นเด็กรักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบอยุ่แล้ว ยิ่งรวนวินัยไร้กรอบกันไปใหญ่
ตั้งแต่เทอมที่แล้วก็มีปัญหาให้ปวดหัวมาเรื่อย ๆ เช่น
ขอค่าขนมเพิ่มจาก 20 เป็น 50 ซึ่งกฎของโรงเรียนคือ ให้นำมาค่าขนมมาได้ไม่เกิน 40 บาท
ลูก “แม่ครับ ดีโด้ขอค่าขนมเพิ่ม จาก 20 บาท เป็น 50 บาทได้ไหม” กฎระเบียบของโรงเรียนคือ ห้ามนำเงินค่าขนมมาเกิน 40 บาท/วัน
แม่ “ลูกอยากได้ค่าขนมเพิ่มเป็น 50 บาทเพราะอะไรครับ”
ลูก “ก็ 20 บาท มันน้อยเกินไป ซื้อขนมได้นิดเดียว”
แม่ “ อืม.....ค่าขนมไม่พอ แล้วลูกหิวจริง ๆ หรือแค่อยากทาน แม่ขอคำตอบแบบตามความจริง ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง”
ลูก (ยิ้ม ๆ เบี่ยงประเด็น) “แม่................(ลากเสียง) ก็ใคร ๆ เขาก็เอาเงินมาเยอะ ๆ กันทั้งนั้น” แล้วก็ยกตัวอย่างเพื่อนว่าคนนี้เอามาเท่านี้ คนนั้นเอามาเท่านั้น ซึ่งบางคนเอามาเป็นร้อย
แม่ “เพื่อน ๆ นำเงินค่าขนมมาเกิน 40 บาทเหรอครับ”
ลูก “ใช่”
แม่ “แล้วกฎระเบียบโรงเรียนว่าอย่างไรเรื่องการนำเงินค่าขนมมาโรงเรียน”
ลูก “ก็ห้ามนำเงินมาเกิน 40 บาท แต่ครูประจำชั้นบอกว่า ป.1 ให้นำมาแค่ 20 บาทก็พอ”
แม่ “นั่นซิ....และแม่เองก็เห็นด้วยกับครูนะ”
ลูก (โวยวาย) “แต่ใคร ๆ ก็ ทำกันแบบนี้ ไม่เห็นจะทำตามกฎ หรือครูบอกเลย”
แม่ “ลูกหมายถึงเพื่อน ๆ ของลูกส่วนใหญ่ ใช่ไหม แล้วมีคนนำเงินมา 20 บาทแบบลูกบ้างไหม”
ลูก (หยุดคิด) มี ที่เห็น ๆ มีชื่อ...... เอาเงินมา 15 บาท เพราะอีก 5 บาทหยอดกระปุกไว้ที่บ้าน แล้วก็ไล่ไปเท่าที่เขารู้
แม่ อืม....เห็นไหม ไม่ใช่ทุกคนที่ทำผิดกฎ ก็ยังมีเด็ก ๆ ที่เคารพกฎของโรงเรียน เป็นแม่จะภูมิใจนะที่เราสามารถต่อสู้กับกิเลส มารในใจให้ยังรักษาระเบียบวินัยอยู่ได้ แบบนี้แม่ว่าเด็กๆ ที่รักษากฎน่าชื่นชม เป็นฮีโร่เลยนะเนี้ย
ลูกหยุดคิด........และ ตกลงที่จะนำค่าขนมไปวันละ 20 บาทเช่นเดิม
อยากนำของเล่นไปโรงเรียน ทั้ง ๆ ที่มีกฎระเบียบระบุไว้ว่าห้ามนำมา
ลูก แม่ดีโด้ขอเอาของเล่นไปโรงเรียนชิ้นนึงนะ
แม่ อ้าว.....แล้วโรงเรียนมีกฎว่าอะไรนะ เรื่องการนำของเล่นไปโรงเรียน
ลูก ไม่ให้นำของเล่นไปโรงเรียน แต่ครูไม่ว่าหรอก ใคร ๆ เขาก็เอาไปกันทั้งนั้น แทบจะทั้งห้องนั่นแหละ
แม่ เขาแอบเอาไป แล้วครูไม่เห็นหรือเปล่าเลยไม่ว่า
ลูก เปล่าครูเห็น แต่ครูไม่ว่า เอ...แต่ก็มีบางทีครูก็ว่านะ ให้เก็บใส่กระเป๋าไว้เล่นตอนหลังเลิกเรียน แต่บางทีเห็นก็ไม่ว่า
แม่ (เฮ้อ........) งั้นแม่ขอถามครูของลูกก่อนนะ ถ้าครูบอกแม่ว่าได้ แต่ก็จะยอมรับส่วนหนึ่ง จากนั้นแม่จะขอไปถาม......(เอ่ยชื่อผู้บริหารโรงเรียนท่านนึงที่ลูกรู้จักซึ่งลูกรู้ว่าเป็นเจ้านายใหญ่ของคุณครู) หากทั้งคุณครูและผู้บริหารของโรงเรียนบอกกับแม่ว่าได้ แม่ก็ไม่มีปัญหาเพราะเรื่องนี้เป็นกฎที่ทางโรงเรียนกำหนดขึ้น หากผู้ออกกฎบอกว่าทำได้ แม่ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ลูก ไม่ๆๆ แม่ไม่ต้องไปถาม แต่ครูไม่ว่าจริง ๆ นะ
แม่ จำหลักความเชื่อของพระพุทธเจ้าได้ไหม แม่เองไม่ใช่จะไม่เชื่อลูกนะ แต่แม่ก็ต้องปฏิบัติตามหลักคำสอน อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ ต้องพิสูจน์ด้วยตนเองให้รู้ความจริง (ยิ้ม ๆ)
ลูก แม่......(ลากเสียง) ดีโด้ไม่เอาไปแล้ว เดี๋ยวตอนเย็นค่อยกลับมาเล่นที่บ้านก็ได้ มาเล่นกับดีโด้นะ
แม่ ยังไงก็ได้ แม่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว (อิอิ)
เหล่านี้เป็นตัวอย่างบทสนทนาบางเรื่อง บางเหตุการณ์ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวในแต่ละเรื่อง สักพักก็วนกลับมาต้องแก้ปัญหาเดิม อาจไม่ได้พูดประโยคเดิม ๆ แต่ยังคงหลักการเดิม ๆ ไว้ ยังมีอีกมากมายเช่น ขอซื้อรองเท้านักเรียนใหม่ แบบมีลวดลาย มีสีสรรค์ ทั้งที่กฎก็มีระบุไว้ว่าต้องเป็นผ้าใบสีดำแบบนั้น และยิงคำถามมาพร้อมประโยคเด็ด ประโยคเดิม “ไม่เป็นไร ๆ ใคร ๆ เขาก็ทำกัน” เหล่านี้ มันเหมือนเราแก้ที่ปลายเหตุ จะมีประโยคหนึ่งที่แม่ดาวใช้กับลูกบ่อยมาก “เห็นคนทำผิด แล้วต้องทำผิดตามเขาหรือลูก” จริงไหม ในเมื่อเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกสิ่งที่ควรปฏิบัติเราก็ควรยึดถือและปฏิบัติต่อไป เหมือนแก้ปัญหาซ้ำ ๆ เดิม ๆ ไม่รู้จบ เพราะมันเป็นปลายเหตุ และรู้สึกหดหู่กับสิ่งที่เกิดไม่ใช่คิดแค่เรื่องลูกเรา ลูกคนอื่นเขาก็เยาวชนชาติไทยเช่นกัน คิดถึงประโยค "วินัยสร้างชาติ"
จนวันหนึ่งประมาณต้นเดือนที่ผ่านมานี่แหละ แม่ดาวตัดสินใจ เข้าไปขอพบผู้บริหารท่านนึง มีการสืบ ๆ จากครูไปก่อนแล้วว่าผู้บริหารท่านนี้น่าจะรับฟังเสียงเล็ก ๆ จากคุณแม่อย่างเรา ไปแบบไม่คาดหวัง คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง นี่คือหน้าที่นึงที่เราพึงกระทำ ทำด้วยเจตนาที่ดี ไม่ได้จะไปเอาชนะใคร ทำด้วยใจเมตตา และขอความเมตตาบ้างประมาณนั้น และได้นำเรื่องราวต่าง ๆ ไม่วาจะเป็นเรื่องกฎระเบียบ หรือจิตสำนึก “เห็นปุ๊บ เก็บปั๊บ” แต่สิ่งที่เห็นคือ “เห็นปุ๊บ เตะปั๊บ” “ไหว้สวย พูดเพราะ” แต่สิ่งที่เห็นและได้ยิน คือ พูดไม่เพราะ และแทบจะไม่ยกมือไหว้ หรือจะเป็น “ความรู้คู่คุณธรรม” แต่ที่เห็นคือจะเอียงหนักมากไปทางความรู้ คุณธรรมไม่รู้หายหนใด วิชาพุทธศาสนาก็หายไป ไม่มีระบุไว้ในวิชาที่ได้เรียน เรื่องวิชาพุทธศาสนานี่ ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าเด็กต้องมานั่งท่องภาษาบาลี ท่องบทสวดมนต์ แต่ให้เข้าใจพิธีกรรม ว่าทำไปทำไม บทสวดมีความหมายอย่างไร สอนให้เข้าใจรู้จักอารมณ์ความคิดตัวเอง สอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ประมาณนี้
จากวันนั้นถึงวันนี้ ซึ่งก็ผ่านไปไม่นานเลย เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น อาจไม่มาก แต่นับเป็นเรื่องดี ๆ ก้าวเล็ก ๆ ต้องขอบคุณผู้บริหารท่านนี้ ที่มีเมตตาจิตต่อแม่ดาว ท่านรับฟัง และไม่ได้ใช้หูฟังเพียงอย่างเดียว ท่านฟังด้วยใจ เช่นเรื่องของเล่น ลูกบอกว่าครูบอกใหม่แล้วว่า ใครนำมาจะยึดแล้วหากอยากได้คืนต้องให้ผู้ปกครองมาขอรับกลับคืนไปด้วยตนเอง
จากที่แม่ดาวไปแบ่งปันความคิดของตนเอง ทางผู้บริหารโรงเรียนก็แบ่งปันความอึดอัดใจของทางโรงเรียนเช่นกัน ด้วยเป็นโรงเรียนเอกชน ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนจะเป็นเหมือนกัน บางคนก็เป็นคนสนับสนุนให้ลูกแหกกฎ โดยไม่สนใจว่าระเบียบวินัยจะเป็นเช่นไร ฉันมีเงินจ่าย ฉันจ้างเธอมาสอนลูกชั้น ตีความแล้วได้ประมาณนี้เนอะ เด็กบางคนแตะไม่ได้ แตะปุ๊บถึงพ่อแม่บึ่งมาทันที คนมุ่งหาเงินเพื่อหวังมาสร้างความสุข แต่ลืมเห็นความสุขในปัจจุบันที่มีอยู่ สังคมไทยปัจจุบันแข่งขันกันจนน่ากลัว แข่งขันจนลืมคำว่าแบ่งบัน ลืมความรัก ความเมตตาที่ควรมีต่อกัน หากทางบ้านมองว่าโรงเรียนคือ ธุรกิจ ๆ หนึ่งที่เขาใช้เงินลงทุนไปเพื่ออนาคตของลูกเขา ก็คงเป็นเหมือนเหตุการณ์ข้างตน แต่จะดีกว่าไหมหากเรามองโรงเรียนเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง เป็นบ้านหลังใหญ่ที่เราส่งลูกไปเรียนรู้ บ้าน กับโรงเรียน คือครอบครัวเดียวกัน ไม่ได้แยกจากกัน หากคิดแบบนี้น่าจะดีเนอะ
และหากโรงเรียนมองโรงเรียนว่าเป็นโรงงานผลิตคนส่งออกไปสู่ตลาด เน้นปริมาณไม่ได้เน้นคุณภาพนัก ก็น่ากลัว จะดีกว่าไหม ถ้าโรงเรียนมองว่า ที่นี่คือ บ้านหลังหนึ่ง บ้านที่พร้อมจะสร้างคนดี ๆ ที่มีความรู้ออกไปสู่สังคม
และสุดท้าย ดีกว่าไหม ถ้าเราไม่คาดหวังสิ่งใด ทำหน้าที่ตอนนี้ของเราให้ดีที่สุด ทำให้ดีที่สุดแล้วปล่อย เราทำหน้าที่ของเราและพึงระวังกับการเข้าไปก้าวก่ายหน้าที่ของใคร ๆ จะดีกว่าไหมนะ...
เห็นด้วยค่ะ
วินัยสร้างชาติ
ดีจังค่ะ..
ไว้เป็นแนวไว้คุยกับลูก (เมื่อมีลูก) ^^
สวัสดีปีใหม่ครับ แม่ดาวและน้องดีดี
ขอบคุณงานเขียนบันทึกปีที่ผ่านมา
ปีหน้าแบ่งปันต่อนะครับ