"หนังสือเปลี่ยนชีวิต : ล้มบ้าง เจ็บบ้าง ช่างหัวมัน (ฤทธิรงค์)"


"สู้เท่านั้น ถึงจะชนะ"

... เมื่อตอนยังเด็ก ฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เพราะอะไรทำไมต้องมีหนังสือ ?” “ทำไมเราต้องอ่าน ?” ฉันเคยนำคำถามนี้ไปถามครู ครูมองหน้าฉันพักหนึ่ง แล้วเคาะหัวฉันสองสามทีพร้อมตอบว่า

“เพราะในสมองคนเราไม่สามารถจำอะไรได้หมด จึงต้องเขียนลงในหนังสือเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวไว้ เมื่อเราลืมก็สามารถกลับมาอ่านใหม่ได้ และที่ถามว่า ทำไมต้องอ่าน ก็เพื่อให้ได้ความรู้ เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านสำหรับฉัน...

 

“หนังสือ” ที่ฉันคิดว่าทุกคนอ่านมากที่สุด คงเป็นหนังสือเรียน ^^ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทุกคนจะได้ความรู้เหมือนกัน ใครอ่านมากก็ได้ความรู้มาก ใครอ่านน้อยก็ได้ความรู้น้อย

 

เมื่อตอนฉันอยู่ ม. 4 เพื่อนคนหนึ่งยื่นหนังสือนิยายเล่มหนึ่งให้ฉัน เธอบอกว่าสนุกมากลองอ่านดู ฉันนำมาอ่านเพียงแค่วันเดียวก็ติดนิยายเลย ^^ เพราะเรื่องราวมันสนุกจริง ๆ นับจากนั้นฉันก็อ่านมาเรื่อย ๆ จนวันหนึ่ง แม่บอกว่าเลิกอ่านเถอะ นิยายไร้สาระเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ฉันจึงบอกแม่ว่า นิยายไม่ได้มีแต่เรื่องเพ้อฝัน แต่นักเขียนยังสอดแทรกความรู้ต่าง ๆ เอาไว้

 

ฉันเคยมีโอกาสได้คุยกับนักเขียนท่านหนึ่ง ถามว่าทำไมถึงเขียนเล่าเรื่องราวได้เป็นฉาก ๆ ไปเอาความคิดต่าง ๆ มาจากไหน เธอบอกฉันว่า “ต้องออกไปข้างนอก ออกไปเที่ยว ไปดูสิ่งต่าง ๆ ไปดูผู้คน แล้วเก็บรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นไว้ จะทำให้เราคิดงานเขียนต่าง ๆ ได้ง่าย ถ้าอยู่แต่ในบ้าน ก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรเหมือนกบในกะลา” เธอบอกว่า กว่าเธอจะมีหนังสือเป็นของตัวเองซักเล่ม เธอใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเขียนเพื่อส่งสำนักพิมพ์

 

และเธอผู้นี้เอง ที่แนะนำหนังสือ เล่มหนึ่งให้ฉัน คือ “ล้มบ้าง เจ็บบ้าง ช่างหัวมัน” ฉันจึงไปลองซื้อมาอ่านบ้าง และอยากจะแนะนำให้ทุกท่านได้ลองอ่าน ...

 

 

หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ให้กำลังใจสำหรับคนที่อ่อนแอ เหนื่อย หรือท้อแท้ ให้มีกำลังลุกขึ้นสู้ใหม่ โดยหนังสือจะบอกว่า “การล้ม ไม่ได้แปลว่าแพ้ แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้น... ในการลุกเพื่อก้าวย่างอย่างยิ่งใหญ่”

 

 ในหนังสือ แบ่งเป็นทั้งหมด 30 ตอน สำหรับฉันแล้วชอบทุกตอน แต่ขอแนะนำแค่ 2 ตอน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่เริ่มเหนื่อยกับชีวิตคะ ...

 

 

>>> ตอน “คนสู้ ไม่มีแพ้ คนแพ้ ไม่มีสู้” ผู้เขียนให้กำลังใจ โดยที่เขายกตัวอย่างประวัติบุคคล คือ ฌอง-โดมินิค โบบี เป็นอัมพาตทั้งตัว เขาขยับและกระพริบตาข้างซ้ายได้เพียงข้างเดียว แต่เขาสามารถเขียนหนังสือได้ โดยอาศัยการกระพริบตาเป็นรหัสทีละตัวอักษร มาเรียงเป็นประโยค จนสามารถเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้สำเร็จ

และคริส มูน ขาข้างขวาของเขาถูกระเบิดจนขาด และสวมขาเทียมในเวลาต่อมา โดยเขาเป็นคนพิการคนแรกที่วิ่งมาราธอนฝ่าแดดอันร้อนระอุในทะเลทรายซาฮาร่า ระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนช่วยเหลือคนพิการ

จากเรื่องราวในตอนนี้ ทำให้ฉันคิดว่า ตัวฉันเองมีมือ มีเท้า มีร่างกายครบทุกอย่าง ทำไมฉันจะทำความฝันให้สำเร็จไม่ได้ ฉันต้องสู้ให้ถึงที่สุด เพื่อตัวฉัน เพื่อครอบครัว และคนที่ฉันรักทุกคน...

++++++++++++++++++++

 

 

 >>> “ตอน “มหา’ลัย ที่ไม่มีวันจบ” ผู้เขียนกล่าวว่า มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มักจะเข้าใจผิด คิดกันไปเองว่า คนที่มีการศึกษาสูง ๆ เรียนเก่ง ๆ ยิ่งได้เกียรตินิยม ก็เป็นเครื่องการันตีได้ในระดับหนึ่งว่า ‘ชีวิตเขาจะต้องรุ่งโรจน์ในอนาคต’ แต่กับชีวิตจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โลกแห่งชีวิตจริงไม่มีการสอบเพื่อเก็บคะแนน ไม่มีสอบปลายภาค ชีวิตนอกห้องเรียนมีอะไรที่มากว่านั้น หรือเรียกว่า ‘ประสบการณ์’

ประสบการณ์ที่ดี มันจะเป็นกำลังใจให้เราได้สู้ชีวิตต่อไป ประสบการณ์ที่เลวร้าย ถึงมันจะเป็นเปลวเพลิงที่อาจเผาไหม้เราให้ละลาย แต่มันก็เป็นเบ้าหลอมชั้นดี ที่ทำให้เรามีความมานะอดทน ต่อความยากลำบากในอนาคตได้เช่นกัน

ดังนั้นแค่เราเป็นนักศึกษาที่ดี ยอมรับทุกอย่างเป็นครูของชีวิต แม้เราจะไม่ได้เกียรตินิยม แต่ก็ถือว่า เป็นชีวิตที่น่าชื่นชม และน่ายกย่องยิ่งนัก

และจากตอนนี้ ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่า ชีวิตในห้องเรียนกับนอกห้องเรียนต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉันเคยไปฝึกทดลองสอนในโรงเรียน ทำให้ฉันเห็นความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน ฉันต้องคิดว่าฉันจะสอนนักเรียนอย่างไรให้ได้ความรู้ ฉันจะควบคุมชั้นเรียนอย่างไรให้ไม่วุ่นวาย ซึ่งนั่นเป็น “ประสบการณ์” ใหม่สำหรับฉัน อาจารย์ที่โรงเรียนบอกว่า ฉันควรนำประสบการณ์ที่ได้ไปฝึกฝนพัฒนาตนเอง เพื่อจะได้เป็นครูที่ดีในอนาคต

++++++++++++++++++++

 

สำหรับหนังสือ “ล้มบ้าง เจ็บบ้าง ช่างหัวมัน” ถือเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ที่เป็นแรงผลักให้ฉันไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เข้ามา ส่วนท่านที่กำลัง เหนื่อย หรือท้อแท้กับชีวิต ลองอ่านเล่มนี้เพื่อให้กำลังใจตัวเองดูนะคะ...

 

 



ความเห็น (18)

ดูน่าสนใจค่ะ

ปล. น้องเขียนบันทึกได้น่าอ่านจังค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณศุภลักษณ์ ศุภผลา

หากเราล้ม แล้วต้องลุกให้ได้ ลุกด้วยสองขาของเราเอง เพื่อคว้าชัยชนะข้างหน้า

ขอบคุณมากค่ะสำหรับบันทึกดีดี

สวัสดีค่ะ คุณ pa_daeng

ขอบคุณคำชมที่สร้างกำลังใจดี ๆ นะค่ะ

ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณ สุภรัตน์ รัตนงาม

ล้มกี่ครั้งก็มีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่เสมอ

ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมบันทึกนะค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณ ศุภลักษณ์ ศุภผลา

เมื่อเราท้อ เจออุปสรรค หนังสือเล่มนี้ช่วยได้มากเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณศุภลักษณ์ ศุภผลา

บันทึกของคุณน่าอ่านมากเลยค่ะ เป็นเรื่องเล่าประสบการณ์ที่ดี สอนให้เราเข็มแข็ง ฉันจะนำไปใช้ในชีวิตนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณ อรทัย พงษ์ปิยะมิตร

ค่ะ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ดีมากทีเดียว

ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมบันทึกนะค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณ รัตนา อินต๊ะเสน

ตัวดิฉันเองก็นำข้อคิดดี ๆ ในหนังสือมาใช้เช่นกัน

ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมบันทึกนะค่ะ

ล้มบ้างเจ็บบ้าง..อย่าช่าง..หัวมัน....(หาก..ใช้..สติ...เข้าแก้ไข...คงไม่ล้ม..(บ่อย)..และเมื่อไม่ล้ม..คำว่าเจ็บ..คงไม่มี..

ให้..ดูไม้..ล้ม..โบราณ..เขาห้ามข้าม..อิอิ...)

สวัสดีค่ะ คุณ ยายธี

ถึงจะล้มซักครั้ง แต่ก็ทำให้เราเข้าใจ และไม่ก้าวพลาดอีก

ขอบคุณความคิดเห็นที่ให้มุมมองใหม่ ๆ นะค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณ เกศินี จุฑาวิจิตร

ขอบคุณสำหรับกำลังใจดี ๆ นะคะ

สวัสดีค่ะ คุณ ศุภลักษณ์ ศุภผลา

ไม่ว่าหนังสือประเภทไหน แนวไหนต่างก็มีประโยชน์สำหรับเรา

ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณ ริศรา สุวรรณจันทร์

เห็นด้วยเลยค่ะ ไม่ว่าหนังสือประเภทไหน

แค่ลองหยิบมาอ่าน จะได้ความรู้ที่แฝงอยู่มากมายเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

สวัสดีครับ คุณ ศุภลักษณ์ ศุภผลา
เขียนบันทึกได้น่าอ่านมากครับ
ขอบคุณมากครับ

สวัสดีค่ะ คุณ สาโรจน์ ตาหน้อย

ขอบคุณมากที่มาเยี่ยมชมบันทึกนะค่ะ

ขอบคุณครับชอบครับผมที่แนะนำหนังสือดีๆ 

ฉันขับรถมอเตอร์ไซด์มาทำงาน  หลังเลิกงาน ฝนตกลมแรง ต้นไม้ใหญ่ล้มใส่ฉัน ฉันรักษาตัวหลายวันกว่าจะหายดี จนปานนี้ก็ประมาณ 5 ปีแล้ว ก็ไม่เต็ม 100%  แต่ฉันชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับล้มบ้างเจ็บบ้างช่างหัวมัน  และหนังสือกำลังใจต่าง  ถ้าพี่มีหนังสือดี ๆ ก็ส่งมาให้อ่านด้วยนะ  ฉันพร้อมจ่ายเงินเมื่อได้รับหนังสือ 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี