การเรียนบนฐานชีวิตจริง
การศึกษาที่ตั้งอยู่บนฐานของชีวิตจริง เป็นการศึกษาที่จะทำให้เราทุกคนอยู่รอดได้ในสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเรียนรู้ผ่านโครงงานเป็นการเรียนรู้ที่อยู่บนปัญหาของชีวิตจริง แก้ไขปัญหาของชีวิตจริง จึงเป็นการพัฒนาหลักคิด “จิตอาสา” ในอีกมิติหนึ่ง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหา เรียนรู้ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหา และยังเป็นการพัฒนาจิตใจไปกับการแก้ไขปัญหา จึงเป็นการเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าต่อตนเองและสังคม การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะสิ่งที่ได้เรียนมีการพัฒนาทุกขณะเช่นเดียวกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกขณะ ทำให้เป็นการเรียนรู้ที่ “พอดี” กับตนเองและสังคมโดยรวม
ปัญหาในชีวิตจริงนั้นเเต่ละพื้นที่ เเต่ละท้องถิ่นจะเเตกต่างกันออกไป อาทิ ปัญหาข้าวรวงเล็ก ปัญหาน้ำท่วมขัง ปัญหาขยะส่งกลิ่นเหม็น ปัญหาการขาดความเข้าใจกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่ถือว่าอยู่ในระดับทัศนคติที่เเก้ไขยากที่สุดเพียงทั้งสิ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นบางที่นั้นอยู่ให้เราพบเห็นฝนชีวิตประจำวันของคนเราในทุกๆวัน เด็กๆเห็นสิ่งนี้เหมือนกับเราทุกๆวัน บางทีเข้าก็สงสัยไตร่ถาม บางทีเขาก็เมินเฉยเช่นเดียวกับเรา เมื่อเด็กเดินทางมาถึงโรงเรียน มาเรียนที่โรงเรียน เด็กจะเรียนตามปกติที่เน้นทางทฤษฎีไป เน้นทางความเป็นเเบบเเผนไป โดยไม่ได้ให้เด็กมองที่ตัวตน มองที่ครอบครัว มองที่ชุมชน เเต่กลับให้เด็กมองที่กระดาษ มองที่ดินสอ มองที่กระดาน มองที่หนังสือที่เป็นเพียงมุมเล็กๆเมื่อเทียบกับชีวิตจริง ทำให้เด็กชินจนเกิดอุปนิสัยที่อยู่ในมุมแคบๆซึ่งเป็นผลในเวลาต่อมา ซึ่งถ้าเราลองมาเทียบกับความเป็นจริงเเล้ว เราจะมองในอีกมิติหนึ่งว่า การเรียนรู้นั้น เป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดชีวิต การเรียนรู้หลัก คือ ชีวิต ห้องเรียนหลัก คือ ชีวิต เทียบกับห้องเรียนเเล้ว ในห้องเรียนเป็นเพียงการเรียนรู้ที่คอยจุดประกายเเละเสริมหลักคิดเพียงเท่านั้น... การอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ จึงไม่ใช่คำตอบของชีวิตอย่างเเท้จริง เพราะความรู้อยู่ทุกที่ อยู่กับทุกๆสิ่งพร้อมทั้งสังคมมีการเปลี่ยนเเปลงอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นความรู้ที่ได้มาเป็นสิ่งที่ไม่คงทน ถ้าเราสอนให้เด็กมีความรู้ในตำราเรียนไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กดำเนินชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยมเเปลงได้ เเต่สิ่งที่ควรสอนเด็กอยู่เป็นประจำ คือ วิชาในการดำเนินชีวิต วิชาในการคิด เพียงเพราะเมื่อคิดได้ ก็จะดำเนินชีวิตบนความเปลี่ยนเเปลงนี้ได้อย่างไม่ลำบาก ซึ่งวิชาในการดำเนินชีวิตเเละวิชาในการคิดเหล่านี้ไม่ได้บรรจุไว้ในหลักสูตร สิ่งที่บรรจุไว้ในหลักสูตรบางครั้งไม่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ทำให้เด็กมีหลักคิดที่น้อยมาก มีอารมณ์โกรธง่ายขึ้น เเยกเเยะไม่ได้ว่างานไหนเป็นงานส่วนรวมเเละงานไหนเป็นงานส่วนตน กาลเทศะการไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่น้อยลง ทำให้เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นทางการศึกษาที่บรรจุไว้เพียงหลักสูตรที่ในหลายๆครั้งไม่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิต เรียนคณิตศาสาตร์สอนเพียงตัวเลข เรียนภาษาไทยสอนเพียงตัวอักษร เรียนสังคมสอนเพียงทฤษฎีเเต่ไม่ได้สอนการนำไปใช้
การเรียนรู้เเบบโครงงานจึงเป็นการเรียนรู้อยู่บนความจริง เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้อยู่เพียงห้องสี่เหลี่ยมในกรอบเล็กๆ เเต่เป็นการพัฒนาหลักคิดของเด็กไปพร้อมกับหลักวิชาที่เด็กสนใจ เมื่อเขาเกิดความสนใจเขามักจะเข้าใจกับสิ่งนั้นๆ ได้ดีกว่าการที่เราจะมาคอยป้อนให้ซึ่งสิ่งที่ป้อนใช้สักระยะหนึ่งไม่นานเขาจะลืม เเต่เมื่อเขาได้สนใจเเล้วนั้นมักจะศึกษาต่อๆไปอย่างมั่นคง...เพราะระเบิดมาจากตนเอง ไม่ได้ระเบิดมาจากภายนอก... การเรียนรู้ที่ให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจึงเป็นการเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าต่อทุกสังคม เเละทุกชาติชน...

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ .... ... หากนำพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง แล้วจึงพัฒนา มาตีความเทียบเคียง การเรียนแบบโครงงานบนฐานชีวิตจริงเท่านั้น ที่ทำให้ผู้เรียนถึงไปถึงขั้น "พัฒนา" โดยเฉพาะพัฒนาตนเอง.... การศึกษาในปัจจุบันครูพูดถึงเพียง เข้าใจเนื้อหา ตีความอธิบาย และนำไปใช้ได้ แต่น้อยนักที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม การเรียนบนฐานชีวิตจริง ลิงค์ทั้งหมดนี้ได้.....ด้วยตัวผู้เรียนเอง ....