อ้อยทิพย์ เกตุเอม : ไปไหว้พระบนสวรรค์กันนะ

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ดิฉันมีโอกาสดูแลแม่อายุ ๘๒ ปี ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งตับ เริ่มจากระยะแรกที่คุณหมอตรวจพบ เราตัดสินใจว่า ไม่บอกแม่ว่าเป็นอะไร กลัวว่าจะรับไม่ได้ บอกแต่เพียงว่าเป็นโรคตับ เลือกวิธีการรักษาแบบประคับประคอง ตามอาการ คุณหมอบอกว่า แม่คงอยู่ได้ประมาณ ๖ เดือน ลูกหลานก็ต้องทำใจให้ยอมรับด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก ในการนั่งมองแม่ของตน กำลังเดินสู่ความตายทุกขณะ สิ่งที่ทำได้คือ แม่อยากกินอะไร ไปทำบุญ ไหว้พระ ที่ไหน ก็พาไป ปกติแม่ชอบทำบุญ สวดมนต์อยู่แล้ว ก็ง่ายขึ้น ช่วงที่อาการปวดท้อง เริ่มรุนแรง ท้องอืดแน่น ท้องโต ขึ้น ยาแก้ท้องอืด แก้ปวด เริ่มไม่ได้ผล
สิ่งที่ดิฉันคิดได้ในช่วงนั้น คือ พาแม่สวดมนต์ และสวดมนต์ให้แม่นอนฟัง ไล่จาก อาระหังสัมมา อิติปิโสฯ พาหุงมหากา ชินบัญชร แผ่เมตตา จนจบ บางครั้ง แม่ก็ฟังเพลิน คลายความเจ็บปวด หลับไป แต่บางครั้ง คิดว่าแม่หลับ แม่กลับยกมือพนมสาธุ แล้วบอกว่า ขอบใจนะลูก ดิฉันถึงกับน้ำตาร่วง แม่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ในช่วงสุดท้ายไปอยู่สองอาทิตย์ แม่ปวดท้องมาก ท้องโต ต้องเจาะเอาน้ำออกวันเว้นวัน และเริ่มให้ มอร์ฟีน ดิฉันกับน้องชายตกลงกันแจ้งคุณหมอไว้ว่า เราจะให้แม่จากไปตามธรรมชาติ ไม่เข้าห้องไอซียู ไม่เจาะคอ ไม่ปั้มหัวใจ เพราะเรารู้ว่าร่างกายของแม่ไม่ไหวแล้ว และแม่ก็ส้งไว้ว่าอย่ายื้อแม่ ไปเมื่อไร ๓ วัน เผาเลยนะ รวมถึงบอกวิธีการจัดงานศพแบบประหยัด ถูกธรรมเนียมจีน ไทย ครบถ้วน ทั้งนี้แม่กับดิฉัน คุยเรื่องการเตรียมตัวตายกันบ่อยครั้ง จนเป็นเรื่องธรรมดา นอกจากนี้แม่ยังเตรียมเรื่องเงินเผาผีของท่านไว้ครบถ้วนด้วย ไม่อยากให้ลูกเดือดร้อน มรดกก็ทำพินัยกรรมไว้ ท่านเตรียมใว้ทุกอย่าง สองสามวันสุดท้าย แม่ไม่กินอาหาร ได้แต่น้ำเกลือ ทุรนทุรายจากความเจ็บปวดบ้าง หงุดหงิด ดิฉันเฝ้าอยู่ทั้งวันคืนทุกวัน ช่วงสองอาทิตย์สุดท้าย ก็หงุดหงิดด้วยเช่นกัน ที่ทำให้รู้สึกเสียใจมาจนทุกวันนี้ คือ ได้มีการเถียงกับแม่ แม่ต่อว่า ดิฉันไม่รักแม่ ไม่ตามใจกลับช่วยพยาบาล จับแม่นอนท่านั้นท่านี้ ที่จะไม่ทำให้เกิดแผลกดทับ ร้องไห้กันเสียงดังทั้งสองคน แม่งอนไม่พูดกับดิฉันทั้งคืน รุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสุดท้าย แม่ก็ไม่พูดกับใครแล้ว เริ่มนอนนิ่ง หายใจไม่สะดวก พยาบาลบอกว่า คุณยายคงไปวันนี้แล้ว ให้ดิฉันไปเตรียมพวงมาลัยดอกไม้ ธูปเทียน มาให้พร้อม ช่วงบ่ายๆ แม่เริ่มตาลอยเหม่อ หายใจอ่อน
ดิฉันไม่เคยเห็นคนตายมาก่อน ได้แต่ทำตามสามัญสำนึก และตามหนังสือธรรมะที่เคยอ่าน จึงบอกสามี ลูก ให้กราบขอขมาแม่ ดิฉันเอาดอกไม้ธูปเทียนใส่มือแม่ ให้พนมมือ อีกมือหนึ่งก็ประคองศรีษะแม่ไว้ บอกแม่ว่า ไปไหว้พระบนสวรรค์กันนะ แม่คิดถึงโบสถ์ วัดที่แม่เคยร่วมสร้างไว้นะ จากนั้น ดิฉันก็เริ่มสวดมนต์ บทต่างๆที่เคยสวดให้แม่ฟังยามเจ็บปวดวนไปมา ประมาณสามจบ ซึ่งทรมานใจมากแทบจะคุมสติให้สวดต่อจนจบไม่ได้ แต่ก็ทำได้ จนตาแม่ค่อยๆหลับลง แม่จากไปด้วยความสงบ ไม่มีอาการดิ้นทุรนทุราย แบบที่เคยอ่าน ดิฉันเชื่อว่าแม่ไปสู่ภพภูมิที่ดี
แม่จากไป ๓ ปีแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าแม่ไม่ห่วงอะไรแล้ว ไม่เคยกลับมาหาลูกหลานเลย เราจัดงานศพ งานบุญ ทุกอย่างตามที่แม่ส่ง
สิ่งที่ค้างคาใจของดิฉันคือ การที่ดิฉันเถียงกับแม่ แล้วแม่ไม่พูดอะไรกับดิฉันและคนอื่นๆอีกเลย ก่อนเสียชีวิต ๑ วัน ดิฉันรู้สึกผิดที่ขาดสติ ขาดการคุมอารมณ์ เป็นสิ่งที่เจ็บปวดในใจมาจนทุกวันนี้ ดิฉันได้เรียนรู้หลายสิ่ง ในการดูแลแม่ในระยะสุดท้าย เรียนรู้ที่จะนำประสบการณ์นี้มาใช้กับตัวเองและผู้อื่น มีหลายสิ่งที่ทำผิดพลาด เมื่อมีโอกาสได้อ่าน เปิดประตูสู่สภาวะใหม่ ของพระไพศาล วิสาโล ดิฉันได้ข้อสรุปว่า หลายสิ่งดิฉันทำดีแล้ว และอีกหลายสิ่งที่ดิฉันยังทำผิดอยู่ ดิฉันต้องการเรียนรู้ที่จะพัฒนาจิตและการเตรียมใจ กายให้มีความพร้อมมากขึ้น โปรดแนะนำด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know1: บันทึกเกี่ยวกับการสื่อสาร



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ท้า: ประเด็นท้าทาย ปัญหา

- การปกปิดความจริงผู้ป่วย

- ความรู้สึกผิด

ทาง: แนวทางปฏิบัติ

- การดูแลด้านจิตวิญญาณ

- การพูดคุยวางแผน สั่งเสียล่วงหน้า

- การกล่าวนำทางขณะผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวแล้ว

เขียนเมื่อ 

ในเรื่องการสื่อสารที่เรียนรู้ได้ คือ การที่พี่กล่าวนำทางให้ผู้ป่วยตามความเชื่อทางศาสนา ถึงแม้ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัวแล้ว ขอบคูณมากครับ

เขียนเมื่อ 

...ชื่นชมมากค่ะ...ทำดีที่สุดแล้วนะคะ

ทำดีแล้วล่ะ

ดีนะคะที่มีโอกาสได้ดูแลแม่ในวาระสุดท้าย