แนวคิดเรื่องภาษาคนและภาษาธรรมของพุทธทาสภิกขุ

                   การอธิบายภาษาทางศาสนาในระดับภาษาธรรมของท่าน ช่วยให้สามารถก้าวพ้นจากความคิดต่างๆ ในเชิงเทพปกรณัม และความคิดทางไสยศาสตร์ในพุทธศาสนาแนวจารีต อีกทั้งยังเป็นการท้าทายให้พุทธศาสนิกชนไทยพิจารณา ทบทวนและทำความเข้าใจคัมภีร์และคำสอนทางพุทธศาสนาในระดับที่ลึกซึ้งและเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในภาวะที่กำลังเกิดช่องว่างทางการสื่อสาร ระหว่างพระสงฆ์ผู้เคร่งครัดตามแนวจารีตที่จำต้องเทศนาให้แก่ผู้ฟังซึ่งเป็นศาสนิกชนแห่งโลกสมัยใหม่ แนวคิดของพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับภาษาคน ภาษาธรรม มีนัยยะที่สำคัญมากเนื่องจากเป็นการวางรากฐานความเข้าใจพุทธศาสนาบนพื้นฐานแห่งประสบ การณ์ทางปัญญา ภายใต้กรอบความคิดนี้เองที่เป็นบริบทที่แท้จริงของความหมายของพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังเป็นการเสนอด้วยว่า เราไม่ควรพยายามทำความเข้าใจคัมภีร์ทางพุทธศาสนาตามตัวอักษรหรือตามอย่างที่คนโดยมากเข้าใจเพราะจะนำไปสู่ความยึดติดที่ผิดพลาด การแยกภาษาคนและภาษาธรรมออกจากกันก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า โดยเนื้อหาของพุทธศาสนา หรือ “แก่นพุทธศาสน์” จักต้องชี้นำให้ชาวพุทธสลัดทิ้งความเห็นที่ผิด รวมทั้งคลายความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิดในตัวตน จนกระทั่งนำไปสู่การดับทุกข์ในที่สุดนอกจากเพื่อสร้างความเข้าใจในหลักธรรม และเพื่อแก้ไขปัญหาการขัดแย้งกันเองของพระพุทธวจนะแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการแสดงแนวคิดเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมของท่านพุทธทาส ได้ทำหน้าที่ในการสมานฉันท์ความแตกต่างระหว่างศาสนาได้เป็นอย่างดี ท่านชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งและความเข้าใจผิดกันระหว่างศาสนาเกิดจากการถือเอาหลักธรรมคำสอนตาม “ตัวอักษร” แบบ “ภาษาคน” อันเป็นโลกียโวหาร มากกว่าจะเป็นโลกุตตรโวหาร หรือแบบ“ภาษาธรรม” ซึ่งหากเข้าใจกันแบบหลัง ทุกศาสนาย่อมไม่มีอะไรขัดแย้งกัน เพราะพูดภาษาเดียวกัน คือ ภาษาธรรมนั่นเอง พุทธทาสภิกขุได้พยายามอธิบายและตีความคำสอนของแต่ละศาสนาให้สอดคล้องกัน เช่น อธิบายความหมายของ “พระเจ้า” (God) ในภาษาอังกฤษว่าพ้องเสียงและความหมายกับคำว่า “กฎ” อันหมายถึง “ธรรมะ” หรือ “กฎธรรมชาติ” นอกจากนี้สัญลักษณ์ “ไม้กางเขน” ของคริสต์ศาสนิกชน ก็ได้รับการอธิบายจากท่านพุทธทาสว่าเป็นการทำลายตัวกู ของกู อันเป็นกิเลสอย่างสำคัญของมนุษย์ด้วย ท่านพุทธทาสจึงมีกัลยาณมิตรทั้งที่เป็นชาวคริสต์ และชาวอิสลามจำนวนมากผลงานของท่านผ่านบทเทศนา หรืองานนิพนธ์ต่างๆ จึงเปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาทางด้านภาษา นั่นคือ ความสามารถในการให้กำเนิดคำหรือกลุ่มคำใหม่ๆ รวมทั้งนำมาใช้อธิบายและให้ความหมายใหม่ๆ แก่คำที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาทางศาสนาที่สามารถประยุกต์วิธีการสื่อสารและปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสภาพแวดล้อมในสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตาม นอกจากการเสนอแนวคิดเรื่องภาษาคนภาษาธรรมแล้ว ท่านยังให้ความสนใจกับการใช้ภาษาในแง่มุมอื่น เช่น การนำเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ฟรอยด์ และอัลเฟรด แอดเลอร์มาตีความโดยนำเสนอในรูปความเรียง ชื่อ “บททดลองเสนอว่าด้วยจิตวิเคราะห์แบบพุทธ (ปมเขื่อง)” กล่าวคือ ฟรอยด์วิเคราะห์ว่าพฤติกรรมทั้งมวลของมนุษย์ล้วนเป็นไปตามแรงขับของจิตใต้สำนึก (จิตไร้สำนึก) โดยเฉพาะสัญชาตญาณทางเพศ ส่วนแอดเลอร์วิเคราะห์ว่า เกิดจากความพยายามทดเทิดปมด้อย แต่ท่านพุทธทาสไม่เชื่อเช่นนั้น หากแต่วิเคราะห์ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามบงการของอัสมิมานะอหังการ มมังการ หรือตัวกู ของกู ที่ท่านเรียกว่า “ปมเขื่อง”

                  ท่านเชื่อว่าไม่มีปมด้อยแต่มีแต่ปมเขื่อง การนำเสนอแนวคิดเรื่องนี้ ถือเป็นการบัญญัติศัพท์เพื่อเป็นแนวเทียบกับแนวคิดเรื่อง “ปมด้อย” นั่นเอง โดยท่านวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ รวมทั้งพืชและสัตว์ล้วนตกอยู่ภายใต้แรงขับจากอำนาจของปมเขื่อง อยากเด่นอยากดัง อยากเหนือกว่า หรือความยึดมั่นในตัวกูของกูทั้งสิ้น การนำเอาทฤษฎีดังกล่าวมาทดลองวิเคราะห์ในมุมมองแบบพุทธนับเป็นความพยายามที่จะนำเอาหลักธรรมมาประยุกต์ใช้กับศาสตร์สมัยใหม่ และเป็นการสร้างศัพท์แสงที่น่าสนใจเพื่อที่จะสื่อสารกับคนหนุ่มสาวร่วมสมัยและนักวิชาการทั่วไปได้อย่างมีความหมายท่านได้ประดิษฐ์ถ้อยคำและผูกสำนวน “แบบสวนโมกข์” ที่ให้สาระ ข้อคิด คติธรรมขึ้นใช้ คำต่างๆ เหล่านี้แม้จะไม่ใช่คำที่คิดขึ้นเองทั้งหมด กล่าวคือ บางส่วนนำที่มีอยู่แล้วมาปรับประยุกต์ เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ทรงเคยกระทำ เช่น ทรงนำคำว่า “นิพพาน” ที่แปลว่า สงบ เย็น ซึ่งเป็นคำภาษาชาวบ้านในสังคมอินเดียมาทำให้เป็นอุดมคติของพระพุทธศาสนา โดยอธิบายความหมายเสียใหม่ว่าหมายถึง อาการสงบเย็นอันเกิดจากการสามารถขจัดโลภโกรธ หลง ออกจากจิตใจได้หมดสิ้น ในกรณีของท่านพุทธทาสได้สร้างและประยุกต์คำแปลกใหม่ทำนองนี้ขึ้นใช้เหมือนกัน ตัวอย่างถ้อยคำสำนวนที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เช่น นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ หนอนไม่เห็นคูถ คนไม่เห็นโลก กิน กาม เกียรติ สะอาด สว่าง สงบ งามอยู่ที่ซากผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง กินข้าวสุกอย่าให้เสียข้าวสารทำงานอย่าให้เสียแรง ความผิดสอนความถูก การก้าวผิดช่วยให้ก้าวถูก จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ตัวกู ของกู ความเย็นที่สุดอยู่ท่ามกลางความร้อนสูงสุด เป็นอยู่อย่างต่ำมุ่งกระทำอย่างสูง ฉันข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฏิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง ตายเสียก่อนตาย เช่นนั้นเอง เป็นต้นยิ่งไปกว่านั้นพุทธทาสภิกขุได้นำ ภาษาแบบการโฆษณามาใช้ เพื่อเร้าความสนใจ ท่านเรียกวิธีการเช่นนั้นว่า “ธรรมโฆษณ์” โดยใช้ภาษาสั้นๆ บรรยายสรรพคุณกระตุ้นให้อยากรู้อยากลอง เช่น สอนเรื่องอานาปานสติที่เข้าใจค่อนข้างยาก ด้วยภาษาว่า “หายใจอย่างไรจึงจะหยุดทุกข์ได้” หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาทก็กล่าวเสียใหม่ว่า  “ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร และดับลงได้อย่างไร?” เป็นต้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวนอกจากทำให้ธรรมะเป็นที่น่าสนใจแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาและการอธิบาย ในส่วนของผู้รับก็สะดวกต่อการจดจำไปใช้และปฏิบัติ เมื่อได้ยินคำแปลกๆจะช่วยให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากศึกษาทำความเข้าใจ จึงนับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาด้านภาษาในการสืบทอดธรรมที่มีประสิทธิภาพยิ่ง นอกจากแนวคิดภาษาคน ภาษาธรรมแล้ว การให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาในการสอนธรรมประเภทอื่นๆเช่น การผูกหัวข้อธรรมเป็นร้อยกรอง ตลอดถึงถึงการริเริ่ม นำคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาช่วยอธิบายเทียบเคียงกับศัพท์ธรรมะบางคำเพื่อความกระจ่างแจ้งทั้งโดยอรรถและโดยนัย ก็ถือเป็นเรื่องแง่มุมอันแสดงภูมิปัญญาในการเผยแผ่ธรรม และภูมิปัญญาทางภาษาของพุทธทาสภิกขุที่ควรค่าแก่การสนใจศึกษาให้กว้างขวางต่อไปในอนาคต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พุทธปรัชญาเถรวาท



ความเห็น (0)