แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการเปิดหลักสูตรปริญญาเอกตามสถาบันต่างๆมากมาย แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่อยากมีคำว่า ด๊อกเตอร์ หรือที่มักเขียนย่อๆกันว่า ดร. ดังนั้นเราจึงได้เห็นหลายๆสถาบันที่ยังไม่เคยเปิดหลักสูตรปริญญาเอก หันมาเปิดหลักสูตรดังกล่าวเพื่อสนองความต้องการของว่าที่ ดร. ทั้งหลาย หรือหลักสูตรปริญญาเอกบางหลักสูตรเปิดมาเพื่อเอาไว้สร้างความสัมพันธ์หรือเครือข่าย (Connection) เหมือนที่หลักสูตรปริญญาโทบางหลักสูตร ซึ่งผู้ที่มาเรียนในหลักสูตรเหล่านี้คือต้องการได้เครือข่ายไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายทางการเมือง เครือข่ายทางสังคมหรือเครือข่ายทางธุรกิจ ส่วนปริญญาเอกที่จะได้นั้นอาจเป็นวัตถุประสงค์รอง จึงไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญในการเรียนและการทำวิจัยเพื่อให้มีคุณภาพ ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือผู้เรียนหลักสูตรเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นนักธุรกิจ นักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ข้าราชการหรือนักวิชาการที่ต้องการสร้างเครือข่ายกับนักการเมือง (ซึ่งส่วนใหญ่จะลงเรียนรุ่นเดียวกันจำนวนมาก) หรือเอาไว้ให้นักธุรกิจ นักการเมืองและข้าราชการเหล่านี้มาเรียน เพื่อให้ได้คำว่า ด๊อกเตอร์ เพื่อประดับบารมี สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองหรือธุรกิจ สถาบันส่วนใหญ่เน้นเปิดเฉพาะหลักสูตรที่สามารถรองรับผู้เรียนที่มีภูมิหลังหลากหลาย และมีผู้ต้องการเรียนจำนวนมาก ซึ่งมักเป็นหลักสูตรสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จากการสำรวจของผู้เขียนพบว่าหลักสูตรปริญญาเอกที่นิยมเปิดกัน ได้แก่
1. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา บริหารธุรกิจ (Doctor of Philosophy (Ph.D.) in Business Administration) หรือ บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Business Administration)
2. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ (Ph.D. in Public Administration) หรือ รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Public Administration)
3. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา บริหารการศึกษา (Ph.D. in Education Administration) หรือ การศึกษาดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Education)
4. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา นิเทศศาสตร์ หรือ การสื่อสาร (Ph.D. in Communication Arts)
โดยหลักสูตรที่นิยมเปิดสอนกันมากที่สุดก็คือ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา บริหารธุรกิจ และ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ นั่นเอง
อุปสรรคที่สำคัญในการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาเอกที่สำคัญ คือ จำนวนและคุณวุฒิของอาจารย์ประจำหลักสูตร ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำหนดไว้ว่า
1. ต้องมีอาจารย์ประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรนั้น จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน โดยเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้
2. อาจารย์ประจำหลักสูตรแต่ละหลักสูตรจะต้องทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำตามที่ระบุไว้ในหลักสูตรหนึ่งหลักสูตรใดเท่านั้น (กรณีที่สถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดให้อาจารย์ประจำผู้ใดเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทหรือปริญญาเอกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งแล้ว สถาบันอุดมศึกษาอาจกำหนดให้อาจารย์ประจำผู้นั้นเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาเอกหรือปริญญาโทสาขาวิชาเดียวกันได้อีกหนึ่งหลักสูตร)
3. อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน จำนวนอย่างน้อย 3 คน
บางสถาบันจึงติดในเรื่องเงื่อนไขคุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตรและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร เพราะบางแห่งมีจำนวนอาจารย์ที่จบปริญญาเอกหรืออาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการระดับศาสตราจารย์ในสาขาที่ต้องการเปิดสอนไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถเปิดหลักสูตรได้ ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นช่องว่างและโอกาสให้คนที่จบปริญญาเอกจากหลักสูตรที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐานบางส่วนรวมทั้งกลุ่มนักวิชาการบางคนที่ต้องการกอบโกยรายได้จากการเป็นอาจารย์ในหลักสูตรเข้ามาร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อเปิดหลักสูตรปริญญาเอก เป็นการสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
การเปิดหลักสูตรปริญญาเอกของสถาบันเหล่านี้จึงเน้นที่ปริมาณของผู้เรียนมากกว่าคุณภาพ การคัดเลือกผู้เรียนของหลักสูตรจึงขาดความเข้มข้น คือ มักตั้งเงื่อนไขไว้เพียงแค่ประสบการณ์การทำงานและการสัมภาษณ์ นอกจากนี้หลักสูตรเหล่านี้แทบจะไม่ปฏิเสธผู้สมัครเรียนเลย ในแต่ละปีมีผู้สมัครเท่าไหร่ก็มักจะรับเข้าเรียนทุกคน เพราะนั่นหมายถึงรายได้ของหลักสูตร จึงพบว่าบางหลักสูตรมีผู้เรียนบางรุ่นหลายสิบคนไปจนถึงร้อยกว่าคน ซึ่งหากเทียบกับสถาบันการศึกษาที่มีเงื่อนไขในการคัดเลือกผู้เรียนอย่างเข้มข้น คือ กำหนดเกณฑ์ความสามารถทางภาษาอังกฤษ การสอบพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับสาขาที่จะเรียน พื้นฐานการวิจัย และประสบการณ์การทำงานหรือผลงานวิชาการของผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่ต้องการเรียน เป็นต้น จะเห็นว่าสถาบันการศึกษาที่มีเงื่อนไขในการคัดเลือกผู้เรียนอย่างเข้มข้นนั้นจะมีการรับเข้าเรียนน้อยกว่ามากเพื่อทำให้หลักสูตรมีคุณภาพ เพราะจำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจำน้อย จำนวนผู้เรียนในชั้นเรียนน้อย ทำให้สามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึงดีกว่า และอาจารย์ที่ปรึกษามีเวลาให้คำปรึกษาทั้งด้านการเรียนและการทำวิทยานิพนธ์แก่นักศึกษาได้มากกว่า
ความเฟื่องฟูของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกได้ส่งผลกระทบให้กับการศึกษาไทยเป็นลูกโซ่ตามมาอีกมากมาย เพราะบางหลักสูตรที่เปิดสอนนั้นมีอาจารย์ผู้สอนไม่เพียงพอ ขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนในบางสาขาหรือบางรายวิชา ทำให้ต้องมีการเชิญอาจารย์พิเศษที่เชี่ยวชาญหรือมีชื่อเสียงจากสถาบันการศึกษาที่ดังๆมาช่วยสอน ซึ่งเมื่อได้ไปสำรวจในหลายๆหลักสูตรก็จะพบว่า อาจารย์บางคนนั้นมีรายชื่อเป็นอาจารย์พิเศษให้กับหลักสูตรอื่นๆหลายหลักสูตรหลายสถาบัน บางคนมีชื่อปรากฏเป็นอาจารย์พิเศษมากกว่า 10 หลักสูตรก็มี ซึ่งการรับเป็นอาจารย์พิเศษให้กับหลักสูตรและสถาบันต่างๆเป็นจำนวนมากขนาดนี้ ย่อมทำให้อาจารย์เหล่านั้นไม่มีเวลาเพียงพอที่จะไปสร้างผลงานวิชาการหรืองานวิจัยใหม่ๆได้ และยังทำให้อาจารย์เหล่านี้มีเวลาในการดูแลนักศึกษาและรับผิดชอบภาระงานอื่นๆในสถาบันต้นสังกัดของตัวเองได้น้อยลงหรือทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้คุณภาพของการเรียนการสอนและงานรับผิดอื่นๆในต้นสังกัดตัวเองด้อยลงตามลงไปด้วย
นอกจากนี้ความที่ใครต่อใครต่างก็อยากได้ดีกรีปริญญาโทและปริญญาเอกมาประดับบารมี อยากทำให้ตัวเองดูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีชื่อเสียง แต่ไม่ได้สนใจถึงคุณภาพของการเรียนการสอน หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่สนใจแม้กระทั่งวิธีที่จะได้ดีกรีเหล่านี้มาบางคนขอแค่ให้ได้คำว่า ด๊อกเตอร์ มานำหน้าชื่อเท่านั้น เรื่องนี้ยังสร้างผลกระทบเป็นลูกลูกโซ่อื่นๆอีกหลายอย่าง ประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญมากและสร้างความเสียหายให้กับการศึกษาไทยอย่างมากนั่นก็คือ เกิดการซื้อขาย ปลอมแปลง การจ้างทำวิทยานิพนธ์ รวมทั้งการไปเรียนในหลักสูตรหรือสถาบันที่ไม่ได้รับรองจาก สกอ. และ กพ. ซึ่งอาจเป็นพวกสถาบันหรือมหาวิทยาลัยเถื่อน ซึ่งสถาบันเหล่านี้มีทั้งที่ตั้งอยู่ในประเทศและต่างประเทศ
รูปแบบของสถาบันเถื่อนเหล่านี้มีหลากหลาย สถาบันที่ตั้งอยู่ต่างประเทศหลายๆแห่งพบว่า ตัวสถาบันหรือหลักสูตรของสถาบัน นั้นยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่อย่างถูกกฎหมาย (Accreditation body) ในการรับรองสถาบันการศึกษาหรือหลักสูตรของประเทศนั้น สถาบันเถื่อนต่างๆเหล่านี้อาจมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. มีที่ตั้งของสถาบันแต่เป็นเพียงห้องแถวหรือตั้งอยู่ในอาคาร มีเพียงไม่กี่ห้อง หรือเป็นอาคารเล็กๆ
2. ไม่มีที่ตั้ง หรือไม่มีตัวตน
3. ระบุที่ตั้งของสถาบัน แต่ไม่มีอยู่จริง
4. จัดการเรียนการสอนทางไกล (Distance learning) หรือหลักสูตรออนไลน์ (Online program) โดยสร้างเวบไซต์ของสถาบันและหลักสูตรขึ้นมา แต่ไม่มีที่ตั้งในประเทศตามที่ระบุ
5. ตั้งชื่อสถาบันเหมือนกับสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรอง (Accredited institution) หรือบางแห่งตั้งชื่อสถาบันคล้ายกับสถาบันการศึกษาอื่นที่ผ่านการรับรอง เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสถาบันเดียวกัน เช่น Greenwich University (ไม่ได้รับการรับรอง) กับ University of Greenwich (ได้รับการรับรอง) เป็นต้น
6. ระบุสาขาอยู่ตามเมืองหรือประเทศต่างๆ ซึ่งที่ตั้งมักเป็นเพียงห้องแถวหรืออยู่ในอาคาร หรือไม่มีที่ตั้งของสาขาอยู่จริง
7. สถาบันที่เป็นที่ตั้งหลักได้รับการรับรอง แต่สาขาที่ไปตั้งทำการเรียนการสอนที่อื่นของสถาบันไม่ได้รับการรับรอง
8. สถาบันจากต่างประเทศบางแห่งเข้ามาร่วมกับสถาบันในประเทศเพื่อเปิดหลักสูตรโดยไม่ได้ขออนุญาตจาก สกอ.
นอกจากลักษณะของสถาบันที่เข้าข่ายสถาบันเถื่อนที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งที่เพิ่งเป็นข่างฮือฮาไปช่วงกลางปี 2556 ที่ผ่านมา คือ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (World Peace University) ซึ่งไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษา แต่ตั้งชื่อให้เหมือนเป็นสถาบันการศึกษา และไม่มีการเรียนการสอน แต่ได้จัดให้มีการมอบปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ รวมไปทั้งการมอบตำแหน่งทางวิชาการกิตติมศักดิ์ให้คนทั่วไป ซึ่งนับเป็นความเสื่อมของการศึกษาไทยแบบสุดๆ ซึ่งปรากฏว่ามีคนจากหลากหลายวงการที่ได้รับเชิญให้ไปรับการประสาทปริญญาเอกกิตติมศักดิ์รวมทั้งตำแหน่งวิชาการศาสตราจารย์เกียรติคุณ (หรือศาสตราจารย์กิตติคุณ) กิตติมศักดิ์ โดยอาจมีค่าใช้จ่ายบ้างในการจัดงาน และด้วยความไม่รู้ของบางคนก็ได้นำเอาตำแหน่งที่ได้มาลอยๆนี้มาใช้นำหน้าชื่อ เป็น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ด๊อกเตอร์.........................?? โดยที่บางคนได้นำเอาดีกรีเถื่อนหรือด้อยคุณภาพเหล่านี้ไปใช้เป็นใบเบิกทางในการหารรายได้ เช่น เป็นอาจารย์พิเศษให้กับสถาบันหรือหลักสูตรต่างๆ เป็นต้น
ความเฟื่องฟูของจำนวนใบปริญญาที่เกิดจากกิเลศความต้องการปริญญาของคนบางคนที่อยากมีเกียรติ มีชื่อเสียง ยังทำให้เกิดธุรกิจการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่แสดงถึงความเสื่อมของวงการการศึกษาไทยและเกิดในสถาบันบางแห่งที่เป็นสถาบันซึ่งมีทั้งที่เป็นสถาบันของรัฐและสถาบันเอกชน ธุรกิจการศึกษาดังกล่าวคือ การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยทั่วไปปริญญากิตติมศักดิ์เหล่านี้จะมีการมอบให้แก่บุคคลที่มี่ชื่อเสียงในด้านวิชาการหรือการบริหารหรือมีทักษะเป็นที่ยอมรับในสาขาที่ทางสถาบันจะมอบให้ บุคคลที่สถาบันจะมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้นั้นอาจเป็นบุคคลที่ได้กระทำคุณงามความดีให้แก่สถาบันหรือสังคมจนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับโดยทั่วไป โดยที่สถาบันเองต้องมีการเรียนการสอนในหลักสูตรที่จะมอบปริญญากิตติมศักดิ์ด้วย จึงจะมอบปริญญากิตติมศักดิ์ในสาขานั้นๆให้แก่บุคคลทั่วไปได้ แต่การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ที่ทำกันจนเป็นธุรกิจการศึกษาในสถาบันบางแห่งจะเป็นการมอบการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่บุคคลบางคนที่ไม่ได้เข้าเงื่อนไขที่ควรจะได้รับมอบปริญญากิตติมศักดิ์ แต่บุคคลนั้นยอมจ่ายเงินหรือผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นให้กับกลุ่มผู้บริหารบางคนในสถาบันเพื่อให้ดำเนินการอนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์ให้แก่ตน ซึ่งพบว่า มีนักธุรกิจบางประเภท และนักการเมืองบางคนที่ได้ปริญญากิตติมศักดิ์มาในลักษณะนี้ และได้ใช้คำว่า ด๊อกเตอร์ นำหน้าชื่อตัวเอง
จากกรณีที่ได้ยกมาทั้งหมดสามารถแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าผู้คนในสมัยนี้บางส่วน ต่างอยากได้ปริญญามาเพิ่มเกียรติและความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพของหลักสูตรหรือไม่ตระหนักถึงวิธีการที่จะได้ดีกรีมา นั่นจึงเป็นการทำให้การศึกษาของประเทศไทยเสื่อมลงไปด้วย
อย่างไรก็ตามก็มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่มีความมุ่งมั่นและตั้งในที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริงและควรค่ากับเกียรติ ศักดิ์ศรีและการยอมรับ ดังนั้นแต่ละสถาบันจึงควรส่งเสริมให้มีหลักสูตรปริญญาเอกที่มีคุณภาพให้มากขึ้น ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาอาจารย์ การพัฒนาทรัพยากรสำหรับการเรียนการสอน และส่งเสริมให้มีการรับผู้เรียนที่มีคุณภาพเพื่อผ่านกระบวนการในการผลิตด๊อกเตอร์ที่มีคุณภาพออกมาพัฒนาสังคมไทยให้มาก
ส่วนใครที่ไม่อยากเป็นด๊อกเตอร์ไร้คุณภาพที่จบออกมาจากหลักสูตรด้อยคุณภาพ หรือเป็นหลักสูตรหรือสถาบันเถื่อนที่ไม่ได้รับการรับรอง ก็ต้องมีการตรวจสอบทั้งตัวหลักสูตร สถาบันรวมทั้งรายชื่ออาจารย์ประจำหลักสูตรให้ดี ไม่เช่นนั้นนอกจากจะเสียทั้งเงินและเวลาแล้วจะต้องมาเสียใจและเสียดายภายหลัง
องค์กรต่างๆที่บุคคลเหล่านี้ไปสมัครงาน ควรมีการตรวจสอบที่มาของคุณวุฒิและสถาบันที่บุคคลเหล่านี้ใช้ประกอบการยื่นสมัครเข้าทำงานให้รอบคอบถี่ถ้วน เพื่อจะให้ได้บุคคลที่มีคุณภาพเหมาะสมกับคุณวุฒิและค่าจ้างสูงๆที่ต้องจ่ายให้
สุดท้ายคือหน่วยงานราชการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความเข้มงวดในการตรวจสอบและการประเมินทั้งก่อนการเปิดหลักสูตร และในช่วงที่หลักสูตรทำการเรียนการสอนเป็นระยะๆ กฎเกณฑ์ในการเปิดหลักสูตรควรมีความเข้มงวด หากพบว่าหลักสูตรใดที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็ไม่ควรปล่อยให้เปิดหรือปล่อยให้ผลิตด๊อกเตอร์ด้อยคุณภาพออกมา ควรมีการกวดขันหลักสูตรและสถาบันเถื่อนที่ไม่ผ่านการรับรองและนำมาเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้เพื่อจะได้ไม่หลงกลหรือถูกหลอกให้ไปเรียน
หลักสูตรที่วางไว้มารตฐานแล้วคงไม่เกินความพยายามของผู้เข้ารับการศึกษาเพราะตรวจสอบแล้วจากใบปริญญาก่อนเข้าเรียนนั้นไม่ใชัวิธีเดียว ยังมีการทดสอบภาคปฏิบัติว่าเป็นผู้เชี่ยวชำนาญการอีกหลายอย่างและยอมรับด้วย แต่ที่ไม่ได้ระดับก็ไม่รับซะ เขาจะได้ไม่เสียเวลากับทิศอนาคต โดยเฉพาะผู้มีเงินน้อยจบปริญญาโท - เอก แต่ละครั้งใช้เงินเป็นแสนๆโดยหน้าที่แล้วต้องส่งให้ถึงฝั่ง ก็พิสูจน์แล้วว่าผ่านและไม่ผิดกติกาการเรียนก็ผ่านแล้วตามเกนณ์เฉลี่ย ทำไมถึงต้องเอาเป็นเอาตายกับนักศึกษาบางคนที่อยู่ตรงหน้าตั้งหลักสูตรตรเองเล่นเก้าอี้ดนตรี เพื่อจบออกไปแล้วจะได้มีภูม คุ้มกันสังคมอย่างแข็งแรง หรือผู้สอนต้องตั้ง salabus สอนทั้งหน้าสุขหน้าดิบไปพร้อมกันเพื่อให้คุ้มค่าจ้าง การแบบนี้กระทรวงใดเป็นผู้ออกแบบให้ ก็ต้องอภัยให้กับความดิบของมนุษย์ที่มีอาชีพสอนคน.. ขอโทษครับ..