ความจริง คือสิ่งใดกัน ใช่สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าหรือเปล่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังของสิ่งที่เห็นได้ยินได้ฟังเหล่านั้นหรือไม่ ดูเหมือนหาคำตอบไม่ได้ง่ายนักจากคำถามเหล่านี้ ถ้ามันยากมากนักอาจเกินว่าจะขบคิดหาคำตอบได้ เราก็ตัดมันออกไปก่อนปล่อยให้วันเวลาผ่านพ้นไปให้ช่วงวัยเปลี่ยนผ่านซักวันอาจค้นพบคำตอบก็ได้
ตอนนี้เอาแค่เพียงความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าเอาเท่าที่ตามองเห็น หูได้ยิน จมูกดมกลิ่นได้ก่อนก็แล้วกันดิบๆ แค่นี้แหละแต่เอาเข้าจริงๆ คงมีคนจำนวนไม่มากนักหรอกที่สามารถเห็นความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้จริงๆ
จริงหรือไม่ที่บางครั้ง เราเห็นทุ่งนาเขียวขจีไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นคือเป็นทุ่งนาที่มีต้นข้าวสีเขียวจำนวนมากสุดลูกหูลูกตาและในสีเขียวนั้นก็มีสีเขียวที่มีน้ำหนักของสีเขียวที่แตกต่างกันไปอยู่รวมกันจำนวนมาก อีกทั้งประกอบด้วยแสงเงาจำนวนมากมายหลายจุดหลายช่วง บางครั้งเราจินตนาการเห็นเป็นพรมกำมะหยีสีเขียวพริ้วไสวอ่อนนุ่มน่าสัมผัส กับทั้งในบางคนที่อาจจะเคยมีความหลังฝังใจทั้งที่น่าจดจำและน่าลืมเลือนหรือพยายามลืมเลือนแต่มิอาจลืมเลือนโผล่ขึ้นมาในห้วงของความคิดพร้อมความรู้สึก สุข ทุกข์ และความเจ็บปวด ที่ยังไม่ข้ามพ้นทั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นมิได้เกิดอยู่ตรงหน้าแล้วแต่มันเป็นเพียงร่องรอยแห่งอดีตไปแล้ว หากแต่มันกลับหวนคืนมาอยู่ในห้วงคำนึง โลดแล่นอยู่ตรงหน้าราวกับมันกำลังเกิดขึ้นพร้อมความสุขหรือความเจ็บปวดที่ได้รับก็ยังคงอยู่เช่นกัน
หากมันนำไปสู่ความสุขก็คงไม่เป็นไรนักแต่หากมันเป็นความทุกข์ ความอาวรณ์ทั้งหลาย อารมณ์เหล่านั้นคงไม่นำความรู้สึกสบายกายสบายใจมาให้เป็นแน่ อย่างนี้จะเรียกว่าเรามองเห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้าได้หรือไม่เล่า หรืออย่างนี้ต้องเรียกว่าเรากำลังแยกส่วนตัวเราออกมาจากความจริงตรงหน้าแต่เรามาอยู่กับความคิดเราและความรู้สึกของเรา เราจึงไม่ได้เห็นความจริงตรงหน้าแต่เห็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าแล้ว และเราก็วนเวียนอยู่กับความคิดความรู้สึกเช่นนี้ไม่สิ้นสุดไม่ค่อยได้อยู่กับความจริงซักกี่มากน้อยนัก
หนทางที่จะนำเราไปสู่การอยู่กับความจริงตรงหน้าได้ เราน่าจะต้องสามารถแยกได้ก่อนหรือไม่ ว่าสิ่งไหนคือความจริงและสิ่งไหนคือความคิด และความคิดที่ถูกปรุงแต่งขึ้นจากประสบการณ์ของผู้ที่มองดูความจริงอยู่ ก็นำไปสู่ความรู้สึกสุขทุกข์ตามประสบการณ์ของผู้มองดูความจริงคนนั้น
การทำให้ตนรู้เท่าทันความคิดของตนเองอยู่เสมอทุกขณะที่ความคิดเกิดหรือเท่าทันความคิดของตน น่าจะนำไปสู่ความคิดที่มีความรู้สึกทุกข์สุขบนอยู่นั้นและมีชีวิตอยู่กับความจริงตรงหน้าอย่างที่เป็นความจริงตรงหน้าเท่านั้น ไม่มีความคิดของเราเข้าไปเจือปนไม่มีความรู้สึกเข้าไปเจือปนอยู่ด้วยเราจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมากขึ้นหรือไม่ ปล่อยวางได้อย่างไม่ต้องพยายามที่จะให้มันเกิดขึ้น
แต่เราจะทำอย่างไรเราถึงจะสามารถรู้เท่าทันความคิดของเราก่อนหรือเปล่า คำตอบที่น่าจะนำไปสู่ความสามารถเช่นนั้นน่าจะคือการทำสมาธิเพื่อให้เรามีสติอยู่เสมอรู้ถึงความคิดรู้ถึงความรู้สึกของตนเองเสมอหรือมีสติเสมอจะทำให้เรามองเห็นความจริงตรงหน้าที่เป็นความจริงเสมอ ได้หรือไม่คงไม่มีใครตอบได้เว้นแต่จะได้ลงมือปฏิบัติ
ดังนั้นหากใครอยากรู้อยากมีความสุขก็ต้องลองปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อจะได้เข้าถึงผลจากการปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น
ลองดู ลองทำดู มาลองปฏิบัติดู ลองสัมผัสความสุขกันดู

ความจริง ความคิด ความสุข
เราสามารถหาความสุขในเรื่องง่ายๆไม่ไกลตัวเราครับ
ดีใจจัง
ตอนนี้มาเขียนบ่อยๆๆแล้ว
ขอบคุณมากๆครับ
"ความสุข" บางกลุ่มก็ว่า ไม่มีครับ กลุ่มนี้คือ ศาสนาพุทธ เพราะเป็นแค่มายาหลอกตา หลอนใจ เท่านั้น แต่ถ้าจะพูดเอาใจโลกมนุษย์ก็พออนุโลมคือ สุขจาการเป็นอยู่ที่ไม่ลำบากกาย พอใจกับการเสพบริโภค ตามอัตตภาพ แต่แก่นแท้มันก็แค่ชั่วคราวครับ ไม่มั่นคง กระนั้น ความสุขเช่นนี้ชาวโลกก็มองว่า นี่แหละคือ ของจริงที่สัมผัสได้เชิงสากล เพราะทุกเพศ ทุกวัย ทุกภาษา ทุกชื้อชาติ สามารถสัมผัสได้ ถ้ามองให้ยิ่งอิงพุทธ ก็ต้องมองสุดรอบ หมายถึง มองจากต้น ไปชนปลาย (เกิด ไปถึงตาย) ชีวิต จะแช่อยู่แค่ความสุขเท่านั้นหรือ โลกอีกด้าน กลับบีบคั้นเราอยู่ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้กระมัง เราต้องการหนีจากการบีบคั้นทางโลก พอหนีได้ (ชั่วครู่ ชั่วคราว) เราก็ชื่นชม สมอุราว่า เราสุข อันนี้จะเข้ากับกลุ่มสุขนิยม บริโภคนิยมครับ ในอดีตมีมาก่อน เช่น ในยุคก่อนกรีก ยุคพุทธกาล กลุ่มจารวากก็ใช้แนวนี้
ดังนั้น มองให้รอบด้าน หรือถ้าจะเอาตัวเราเป็นบรรทัดฐานที่ชาวโลกนิยม ก็ตีบตันแค่โลก เพราะสุขกับทุกข์มันชิงแชมป์กันครับ เวทีการต่อสู้คือ "ใจเรา" เราก็แค่บ้านหรือเวทีให้มันเท่านั้นนะครับ
ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ ขอแลกเปลี่ยนกลับนะคะ
ผู้เขียนแค่ต้องการสื่อว่า ความสุขในบันทึกนี้หมายถึงการรู้ตัวไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำโดยไม่รู้สึกตัวในขณะนั้นๆ
ไม่ได้มีเจตนาสื่อไปถึงการเสพความสุข จากวัตถุนิยม เพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นสุขและเป็นทุกข์
ถ้าเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เอาเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น มันก็แค่เรากำลังมองสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ผู้เขียนไม่ใช่นักศึกษาทฤษฎีทางศาสนา แต่กลับมองว่าศาสนาจะเกิดประโยชน์ต่อทุกคนในโลกนี้ ก็ต่อเมื่อทดลองปฏิบัติอย่างแท้จริง อย่างเช่น เราได้ยินมาว่า สมาธิทำให้มีสติ แล้วสตินำไปสู่ปัญญา ความรู้สึกตัว เมื่อมีความรู้สึกตัวก็สามารถที่จะรับรู้ได้ว่า ขณะนั้นๆ กำลังเห็นอะไร และมีความคิดเข้ามาด้วยหรือไม่ ความคิดที่เกิดขึ้นมานั้นคืออะไร มีความรู้สึกอยู่ในนั้นมั้ย เมื่อรู้ได้อย่างนี้ จับอยู่ตลอดอย่างนี้ อารมณ์ที่เคยทำให้เกิดความอาลัยอาวรณ์บ้าง หรือที่ผู้เขียนเรียกมันว่าความทุกข์ มันก็ไม่เกิดขึ้น มันทำให้เห็นแค่เพียงทุ่งนา ที่เห็นอยู่ตรงหน้าเท่านั้น และเป็นทุ่งนาที่เป็นปัจจุบัน มิใช่ทุ่งนาที่เป็นอดีตไปแล้ว
สุขแท้ ต่อ เอนโดฟีนหลั่ง อย่าเหมาะสมในสมอง
แล้วใครกันล่ะที่กำหนดเรื่องระบบการหลั่งเหล่านี้ ค้นหากันเถิด เพราะเครื่องจักรชั้นเลิศนี้ทำงานตามที่หลักฐานนั้นว่าไว้ทุกประการ
แน่นอน ในทุกๆปรัชญา กล่าวในวิธีมีสุข วิธีดับทุกข์ แม้แต่อิสลามที่มีกตัญญูนิยม เป็นสิ่งนำทาง ก็ยังมีการกล่าววลีนี้เลย
หากจะสุข ด้วยเหตุที่นำมาจาก พิธีกรรม วรรณกรรม ภาวะการเป็นทาสเป็นนายต่อกัน สุขจากแฟนตาซี สุขจากการตกใต้กุสโลบาย เอนโดฟีนก็คงหลั่งเช่นกัน.
แต่หากสุขบนพื้นฐานภาระหน้าที่ โดยไม่หวังอามิส แม้แต่บุญก็ไม่ต้องการ บนพื้นฐานการกตัญญูสูงสุด เอาถึงเจ้าเมืองธรรมชาติที่สร้างโมเสส เยซู สิถถะ มูฮัมมัด แล้วหล่ะก็นะ มนุษย์ที่พิจารณาปัจจัยกันได้ คงพิจารณาเถิดว่า จะเลือก สุข ในระบบใด ระบบตามๆกันไป ตามตำราวรรณกรรม หรือ จะสุขบนพื้นฐานกตัญญู เป็นภาระหน้าที่ ไร้ดามิส กันเล่า
บางมิติในปรัชญากตัญญูนิยม(อิสลาม) ทรรศนะว่า ทุกข์ ก็คือ สุขที่เราได้มาก่อนแล้ว ปต่ถูกยึดคืนชั่วคราว เพราะ มนุษย์ทุกคน ได้รับสุขในการปฎิสนธิในครรภ์มารดามาแล้วทุกคน สุขนั้นคือปิติแรกที่สูงสุดในสุขมาก่อนแล้ว. แต่หากละเลยสัญญาต่ออัลลอฮ์ สุขนั้นก็แค่ เจียดคืนไปชั่วคราว มันครบวงจรตามแบบฉบับที่เป็นความจริง ด้วยหลักฐาน และ พยาน ของเขาแล้วหละ เรื่อง"สุข" นี่น่ะ
ขอให้มีความสุข ขอกันนักหนา ขอให้คนโน้นคนนี้ คุณขอกับใคร?
ต้นแห่งการจัดสรรความสุข คงจะสับสน หากท่าน มีที่ขอมากมาย แล้วขอเช่นนี้ เพราะ ใครจะรับงานนั้นล่ะ หาก ขอกันลอยๆ
และ หากขอกับสิ่งนั้นสิ่งนี้. อำนาจหน้าที่เขามีพอมอบความสุขอย่างมีหลักฐานไหมล่ะ มันอาจเกินสิทธิ์สิ่งนั้น หรือ อาจจะเป็นงานกระจอก ไม่ตรงหน้าที่ ก็เป็นไปได้ แล้วงานมากมายนั้น เสร็จ หรือ ไม่เสร็จ เท่าไร คั่งค้างกี่งาน ท่าน และ เราไม่มีใครรู้เลย เมตตาธรรมแล้วหรือ ที่ขอกันไปเรื่อยเปื่อย
แต่อัลลอฮ์ ยืนยัน อย่างมีหลักฐานว่าจัดสรรงานการขอพรอย่างไร มีการแบ่งงานให้กับสิ่งสร้างที่พระองค์สร้างได้อย่างไร ใครทำงานชิ้นไหน การบอฯก็ให้ขอที่ต้นแห่งอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะมอบงานจ่ายพรให้กับแผนกใด. ท่านลองขอพรต่ออัลลอฮ์ เถิด เพราะนั่นคือ สิ่งที่สร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก. แต่ก่อนขอ จิตท่านต้องกตัญญูต่อต้นของพรเสียก่อนนะ มิใช่กล่าวลบหลู่ เนรคุณ ปิดกั้น หรือ ปฎิเสธ
...ทุกข์ หรือ สุข...คนเราคิดไปเอง...ว่าทุกข์ คิดไปเอง...ว่าสุข...แล้วทำไมถึงไปคิดถึงความทุกข์ล่ะ...ทำไมไม่คิดให้เป็นความสุขจะได้หมดเรื่อง...ไม่ต้องมานั่งเป็นทุกข์...(เป็นการมองโลก ดร.พจนา แย้มนัยนา...ไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่ถ้าเอาไปใช้ช่วยบอกที่มา ด้วยนะคะ...23/11/2013)