ส.รตนภักดิ์

ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ ขอแลกเปลี่ยนกลับนะคะ

ผู้เขียนแค่ต้องการสื่อว่า ความสุขในบันทึกนี้หมายถึงการรู้ตัวไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำโดยไม่รู้สึกตัวในขณะนั้นๆ

ไม่ได้มีเจตนาสื่อไปถึงการเสพความสุข จากวัตถุนิยม เพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นสุขและเป็นทุกข์

ถ้าเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เอาเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น มันก็แค่เรากำลังมองสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ผู้เขียนไม่ใช่นักศึกษาทฤษฎีทางศาสนา แต่กลับมองว่าศาสนาจะเกิดประโยชน์ต่อทุกคนในโลกนี้ ก็ต่อเมื่อทดลองปฏิบัติอย่างแท้จริง อย่างเช่น เราได้ยินมาว่า สมาธิทำให้มีสติ แล้วสตินำไปสู่ปัญญา ความรู้สึกตัว เมื่อมีความรู้สึกตัวก็สามารถที่จะรับรู้ได้ว่า ขณะนั้นๆ กำลังเห็นอะไร และมีความคิดเข้ามาด้วยหรือไม่ ความคิดที่เกิดขึ้นมานั้นคืออะไร มีความรู้สึกอยู่ในนั้นมั้ย เมื่อรู้ได้อย่างนี้ จับอยู่ตลอดอย่างนี้ อารมณ์ที่เคยทำให้เกิดความอาลัยอาวรณ์บ้าง หรือที่ผู้เขียนเรียกมันว่าความทุกข์ มันก็ไม่เกิดขึ้น มันทำให้เห็นแค่เพียงทุ่งนา ที่เห็นอยู่ตรงหน้าเท่านั้น และเป็นทุ่งนาที่เป็นปัจจุบัน มิใช่ทุ่งนาที่เป็นอดีตไปแล้ว