เมื่อวาน (ผมหมายถึงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖) ผมมาร่วมประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น "แนวทางการตรากฎหมายเกี่ยวกับ ร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข" ที่กรุงเทพฯ

 

สาระสำคัญของการประชุมคืออะไร ผมก็ยังงงงง เพราะได้ยินเรื่องกฎหมายฉบับนี้อยู่ระยะหนึ่งแล้ว มีแนวความคิดเห็นที่เห็นด้วยและต่อต้านมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าผมกำลังคุยอยู่กับใคร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ มาตรา ๔๑ แห่ง พรบ.ประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนั้น การไปร่วมประชุมคราวนี้ (ในฐานะของคณะแพทย์ ไม่ใช่ รพ.) จึงออกจะน่าสนใจมากสำหรับผม

 

การประชุมถูกจัดขึ้นที่ สนง.คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อาคารซอฟต์แวร์ ปาร์ค ชั้น ๑๙ ซึ่งมันไฮโซมาก ขึ้นลิฟต์แล้วงง ไม่มีปุ่มกดเลือกชั้นเหมือนลิฟต์บ้านผม ดีที่มันขึ้นตัวเลขไปชั้น ๑๙ ไว้ก่อนแล้วจึงหายใจสะดวกหน่อย ไม่ต้องถามใครหรือขอความช่วยเหลือจากใครให้ขายหน้า มารู้ทีหลัง ว่ามันต้องกดเลือกชั้นตั้งแต่ตอนเรียกลิฟต์อยู่ด้านนอกนู่นแหละ คิดในใจ ตัวฉันโคตรบ้านนอกเลย

 

ในที่ประชุมวันนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย หมอทหาร และผู้แทนจากกระทรวง ผมยังได้พบ ศ.แสวง ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ศ.นพ.ประมวล วิรุตมเสน และอาจารย์มยุรี วศินานุกร

 

ด้วยความใหม่ในเรื่องนี้ ทางประธานจึงได้กรุณาเกริ่นให้ฟังถึงฐานะหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย การนำเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาโดยวิธีการต่างๆ และท้ายที่สุด อาจารย์แสวงก็ได้กล่าวถึงเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ที่น่าสนใจมากๆและผมคิดว่ามันจะเกิดประโยชน์ต่อแพทย์ดังนี้

 

๑. เวลาเกิดปัญหา เกิดความเสียหายขึ้นจากการรักษาพยาบาล ก็จะมีการนำมาพูดคุยกันบนโต๊ะ ทำสัญญาประนีประนอม ไม่ต้องสนใจเรื่องถูกผิด นั่นประการที่หนึ่ง ประเด็นนี้ผมคิดว่ามีประโยชน์โดยตรง เพราะเมื่อเกิดการเยียวยาขึ้น การร้องเรียนหรือฟ้องร้องก็น่าจะยุติลงได้มากระดับหนึ่ง นี่เป็นเจตนาหลักเลยครับ ก็คือลดหรือยุติการฟ้องร้อง เช่นนี้จึงมีหมอออกมาแย้งกันว่า แล้วหากมีกรณีที่ได้รับการเยียวยาแล้วนั้น เขายังจะคงฟ้องอีกล่ะ ก็มาถึงข้อ ๒ ที่ผมจะเล่าต่อไป

 

๒. หากมีการฟ้องแพ่ง ก็ต้องถอนคดีออกจากการประนีประนอมที่เกิดขึ้นก่อน นั่นหมายความว่า ผู้เสียหายจะยังคงไม่ได้รับเงินเยียวยาครับ

อย่าลืมหลักการนะครับ กฎหมายตัวนี้ต้องการให้มีการเยียวยาเกิดขึ้นโดยไม่สนใจเรื่องผิดถูก โดยทฤษฎีนั้น การเยียวยาที่เกิดขึ้นจะลดการฟ้องร้องลงได้ ตัวอย่างที่ดีคือประเทศนอร์เวย์และนิวซีแลนด์ครับ เขาใช้วิธีเดียวกันแบบนี้แหละ

 

๓. หากมีการฟ้องคดีอาญา ในมาตรา ๒๘ ของร่างนี้เขียนไว้ว่า หากมีการพิสูจน์แล้วว่าหมอผิดจริงและผ่านการทำสัญญาประนีประนอมมาแล้ว ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือไม่ลงโทษเลยก็ได้ ซึ่งประเด็นนี้ผมคิดว่ามันสุดยอดมากๆครับ คิดดูนะ เราทำผิด (จริงๆ) เราได้ทำการประนีประนอมมาแล้ว ศาลลดโทษหรือไม่ลงโทษ มันช่วยผ่อนหนักเป็นเบาลงได้มากขนาดไหนครับ

 

ประเด็นนี้นี่เองที่เป็นประเด็นที่หมอกลุ่มหนึ่งเข้าใจว่า การเยียวยาผู้เสียหายจะก่อให้เกิดการฟ้องร้องมากขึ้น ผู้เสียหายได้รับเงินแล้วเกิดเข้าใจไปว่าหมอรับว่าผิด (อย่าลืมนะครับ การประนีประนอมเกิดขึ้น โดยมิได้ไปดูเรื่องถูกผิด) จึงไปฟ้องอาญาต่อ จึงมีหมอบางกลุ่มต้องการให้เพิ่มประโยคที่ว่า หากมีการประนีประนอมแล้วนั้น ไม่ควรมีหรือห้ามฟ้องอาญาอีก มองในรูปแบบนี้บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ครับ ประชาชนคนเดินดินคงไม่ยอมรับแน่ๆ มันไม่ใช่นิรโทษกรรม (ฮ่า ฮ่า) อย่างไรเสีย อาญาก็เป็นอาญา แต่โทษน้อยลงนี่สิ ไม่ดีกว่าหรือ

อีกประเด็นที่มีความขัดแย้งกันมากก็คือ แล้วอย่างนี้ เมื่อเกิดความสูญเสีย คนก็แห่กันมาร้องเรียนรับเงินเยียวยากันมหาศาลแน่ๆ

กฎหมายก็มองเห็นเรื่องนี้ครับ เขาจึงมีมาตรา ๖ ซึ่งมิให้บังคับใช้ในกรณีที่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรค (ผมอธิบายว่า คงเป็นไปตามการพยากรณ์โรค หรือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ตามปกติ) หรือ ความเสียหายที่หลีกเลี่ยงมิได้ จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ (ผมอธิบายว่าคงเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามวิสัย โดยคำนึงถึงเหตุและปัจจัย ทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นต้น)

เป็นดังนี้ เมื่อวานจึงมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง รู้เรื่องบ้าง งงบ้าง มีอาจารย์บางท่านพยายามจะบอกว่า ควรระบุให้ชัดเจน ว่าคำว่าตามธรรมดาของโรคคืออะไร หลีกเลี่ยงมิได้คืออะไร ผมก็แสดงความไม่เห็นด้วยไปว่า หากเราระบุนิยามไว้จนละเอียดมากๆนั้น กฎหมายจะเขียนออกมาไม่ได้ ลองคิดสิครับ ว่าโรคในโลกนี้มีอยู่เท่าไหร่ การผ่าตัดในโรคต่างๆในโลกนี้มีมากมายขนาดไหน หากถูกระบุไปทุกโรคในโลกนี้ มันคงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ (ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ทั้งโลกนี้และโลกไหน อันนี้คิดในใจ อิอิ)

 

การประชุมกระชับและตรงเวลามากครับ ประธานเป็นผู้หญิงซึ่งสมาร์ท คล่องแคล่ว คุมเกมได้ดี และเลี้ยงข้าวเที่ยงได้อย่างที่แม่เลี้ยงผมมา คืออาหารดี ไม่ต้องกินกับกล่องโฟม ใส่ภาชนะกระเบื้องมีฝาปิดถ้วยเรียบร้อย ไม่ใช้พลาสติกแวรพ (หมายถึง wrap น่ะ)

 

สรุปว่า ผมคงเฝ้ารอต่อไป ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเข้าสภาเมื่อไหร่ จะได้เข้าไหม แล้วเนื้อหามันจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่อยากจะเน้นย้ำในที่นี่ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ มีเพื่อช่วยทั้งหมอทั้งผู้เสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีใครอยากให้เกิด คนไข้สูญเสีย หมอก็เสียใจ ผมเชื่อว่า คงไม่มีหมอคนไหนอยากให้คนไข้ตัวเองเสียหาย และไม่มีคนไข้คนไหนอยากให้เกิดความเสียหายกับตัวเอง แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว รัฐจะช่วยดูแลและเยียวยาตามความเหมาะสมครับ

 

พอแค่นี้นะครับ

 

สวัสดี