ไหนๆ ก็พูดถึงโรค หรือความบิดเบี้ยวในสังคม ดังในบันทึกที่แล้ว    ขอบันทึกต่อเนื่อง อีกโรคหนึ่ง คือโรค organizer    ที่เพิ่งมาเบ่งบานหรือระบาดหนักในช่วง ๑๐ ปีหลังนี้    โดยมีคนบอกผมว่า คนที่ทำธุรกิจนี้มักมีความสัมพันธ์กับนักการเมือง    และเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของคอรัปชั่นเงินหลวง

          ผมขออภัยคนที่ทำธุรกิจนี้แบบซื่อสัตย์สุจริต ไม่ร่วมมือคดโกงบ้านเมือง ด้วยนะครับ   ไม่ว่าในชนกลุ่มใด อาชีพใด ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันเสมอ

          ที่จริงผมระมัดระวังเรื่องใช้บริษัท organizer มาตั้งเกือบ ๑๐ ปีแล้ว    สมัยผมทำงานจัดการความรู้    ผมเตือนเพื่อนร่วมงานตอนจัดมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ซึ่งเป็นงานใหญ่    ว่าต้องรู้จักใช้ organizer อย่าให้เขาชักจูงไปในทางทำให้งานฟู่ฟ่าแบบกลวง     อย่าให้เขาชักจูงไปในทางเน้นแสงสีเสียงโดยไร้สาระสำคัญของการประชุม  

          ยิ่งนับวัน การประชุมต่างๆ ก็ยิ่งสิ้นเปลืองกับการตกแต่งสถานที่ ตกแต่งเวทีให้หรูหรา    จัดพิธีเปิดให้ดูยิ่งใหญ่ด้วยแสงสีเสียง ที่ผมไม่เห็นความจำเป็น    แต่ต้องใช้เงินมากมายมหาศาล  

          มีคนบอกผมว่าเดี๋ยวนี้บริษัทจัด อีเว้นท์ หรือที่เรียกว่า organizer ใหญ่ๆ เป็นของนักการเมือง    หรือสัมพันธ์กับนักการเมือง    ได้รับงานแต่ละครั้งราคาจะสูงกว่าความเป็นจริง ๒ - ๓ เท่า    เพราะต้องจ่ายส่วนแบ่งให้นักการเมือง    เท็จจริงอยู่ที่ผู้เล่า

          ผมจึงดีใจมาก ที่ในพิธีเปิดประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล    ศ. นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานในพิธีเปิด กล่าวชื่นชมว่าผู้จัดการประชุมจัดพิธีเปิดเอง โดยไม่ใช้ organizer   โดยพิธีเปิดครั้งนั้นเรียบง่ายและศักดิ์สิทธิ์    ท่านกล่าวตำหนิการใช้ organizer  จัดการประชุมแบบหวือหวาและสิ้นเปลือง

        โรค organizer นำสังคมไปสู่ความไร้สาระ สิ้นเปลือง และ คอรัปชั่น

 

 

วิจารณ์ พานิช     

๒๔ ก.ย. ๕๖  เพิ่มเติม ๑๒ ต.ค. ๕๖