อรหันต์ ที่นอน อธิบายไว้ว่าแหล่งเงินที่มีมาก ที่สุดในแต่ละประเทศ ถูกรวบรวมไว้สามแหล่งด้วยกัน ได้แก่

1. ธนาคาร

2. เงินงบประมาณของรัฐบาล

3. เงินในตลาดหลักทรัพย์ 

 

เหล่าชาวยุทธ์ผู้มากด้วยฝีมือ ต่างพยายามเข้าเจาะผ่านกำแพงกั้น เพื่อเข้าไปยักย้ายถ่ายเท เงินจากทั้งสามแหล่ง เคลื่อนย้ายไปเป็นสมบัติของส่วนตัวและพวกพ้อง ยอดฝีมือผู้มากด้วยกลยุทธ์สามารถทำได้ ทำเรื่องยากให้ง่ายได

1. เงินในธนาคาร 

เงินในธนาคารมีมาก หอมหวาน รอผู้มากฝีมือมาแบ่งใช้ ถ้าจะเจาะแหล่งนี้ ชาวยุทธ์ทราบดีว่า อย่าทำผิดคดีอาญา เพราะถ้าทำผิดคดีอาญาแล้วนอกจากได้น้อยแล้วยังได้คุกด้วย เหล่านักบู๊และชาวยุทธ์ เลยหันไปเจาะเงินแบงค์ผ่านคดีแพ่งเพราะได้มาก และไม่ติดคุก คนที่ทำได้ต้องมากด้วยฝีมือ เช่นพ่อค้าและนักธุรกิจ

คงเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างกรณีการโกง ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด   หรือ BBC ที่โกงกันนับหมื่นล้าน จนธนาครล่ม http://goo.gl/nL8vZS  ส่วนการวิธีการโกงเล็กโกงน้อย ทั้งโกงแบบออนล้อ และออนไลน์ จะติดตามหาดูได้ เพียงกดกูเกิ้ล “วิธีการโกงธนาคาร”  หรือ จะอ่านความแค้นเคืองในเรื่องโกงทั่วๆ ไป ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้บ้างแล้วที่นี่ http://goo.gl/KcSMy8

 

2.  เงินงบประมาณของรัฐบาล ตามทัศนะของ อรหันต์ ที่นอน

วิถีทุนนิยม ตามระบบจะต้องแข่งขันกันเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง ระบบแบบนี้ความสงบสุขจะไม่เกิด เพราะพรรคกินเมืองต้องรบกันเองเพื่อชนะการเลือกตั้งจะได้ยึดอำนาจรัฐให้สำเร็จเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเข้าสู่  "ถ้ำสมบัติ"

ก่อนเลือกตั้ง "พรรคกินเมือง" แข่งขันกันสุดลิ่ม แฉกันชนิด"ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ" เพื่อให้ชนะใจแม่ยก พ่อยก ลูกยก เพื่อคะแนนเสียงมากสุด นักกินเมืองที่ได้แต้มมากได้เป็นรัฐบาล พวกได้แต้มน้อยรอเป็นคราวหน้า สิ่งที่พรรครัฐบาลกลัวที่สุดคือการไปเป็นฝ่ายค้าน ต้องรักษาความเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด ถ้ามีพวกต่อต้านต้องกำจัดแม้นต้องฆ่าสัก 1,000 ศพก็จำต้องฆ่าด้วยความปราณี (ให้ตัวเองได้อยู่ต่อ)
พรรคฝ่ายค้านทำทุกทางเพื่อไล่รัฐบาลให้ลงเวทีแล้วไปเป็นแทน เมื่อตรรกะเป็นดังว่า ความสันติอย่าหวังว่าจะเกิด


เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จก็อยู่ในช่วงเสวยสุขในถ้ำสมบัติ เพราะรัฐบาลเท่านั้นได้สิทธิเด็ดขาดในการนำเงินกองกลางมาใช้เพื่อจัดการให้บรรลุเป้าหมายที่ได้รับปากกับคนที่ได้เลือกเข้ามา โครงการต่างๆเกิดขึ้นมากมายระหว่างที่จัดการให้เป็นไปตามนโยบาย คนคุมอำนาจก็หาทางยักยอกถ่ายเทเงินทองกองกลางไปเป็นของส่วนตัวและพวกพ้องถือว่าอยู่ในช่วงถอนทุนคืนจากการได้ซื้อเสียงเข้ามา รวมถึงให้นายทุนที่บริจาคเงินให้พักกินเมืองมาร่วมถอนทุนด้วย ชาวบ้านอาจได้บ้างแต่คนที่ได้หนักคือเจ้าของอำนาจ

 

ข่าวการโกงใหญ่ ๆ ที่ใช้งบประมาณรัฐและโกงชักหัวคิวไม่ตำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ก็มีให้ได้ยินได้ฟังอยู่บ่อย ๆ  http://goo.gl/KdmpQi

เงินภาษีที่รัฐบาลคอยดูแลก็ยังถูกโกงนับพันล้านได้ ด้วยความร่วมมือของข้าราชการโกงที่ให้ความร่วมมือ แต่ก็ยังดีที่จับเอามาลงโทษได้ http://goo.gl/wIBIWn

 

3. เงินในตลาดหลักทรัพย์  

อรหันต์ ที่นอน อธิบายว่า เงินใน-ตลาด-ลัก-ทรัพย์
แหล่งรวมบรรดาชาวยุทธระดับหัวกะทิ แหล่งสถิตย์เหล่านักบู๊ฉายามังกรซ่อนพยัคฆ์ เพียบพร้อมด้วยพยัคฆ์ผยองเดช คชสารคะนองศึก บรรดานักบู๊ ณ แหล่งนี้ถือคติ "ขอเพียงมีเงิน ทุกอย่างมีพร้อม" ขอเล่า 1 ใน1,000 วิธีพลิกแพลง เพียบพร้อมกลยุทธ์ซ่อนเงื่อน
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศสารขันธ์

เรื่อง "สารขันธ์ฟอกหุ้น" มีคนรวยต่างชาติชื่อ ไอ้แซม ซื้อหุ้นลูกชิ้นไร้ค่า ยอมซื้อหุ้นละ 100บาท ผมสมมุติว่าทั้งหมดคือการฟอกหุ้นของนักการเมืองชื่อ ไออ้วน นักการเมืองซื้อหุ้นลูกชิ้นราคา50บาท ขายต่อ 200บาท ณ ราคาตลาดที่ 100บาท 
แผนการคือ ไออ้วนมีเงินผิดกฎหมายอยู่ 800ล้านบาท ไม่สามารถแจงที่มาของรายได้ จึงติดต่อไอ้แซม โดยบีบแบงค์ให้ปล่อยกู้ ไอ้แซมอยากได้หุ้นอยู่แล้วแต่ขอซื้อที่ 100บาท ไอ้อ้วนยื่นข้อเสนอให้ 3 ข้อ 

1. ยอมขายหุ้นให้ราคา 100 บาท แปดล้านหุ้น เป็นเงิน แปดร้อยล้านบาท
2. ไอ้แซมต้องให้ความร่วมมือ แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์ว่าได้ซื้อหุ้นมาราคา 200บาท แปดล้านหุ้นเป็นเงิน หนึ่งพันหกร้อยล้านบาท

3. เงินส่วนต่าง แปดร้อยล้านบาทมาแบ่งกันไอ้อ้วนนักการเมืองบีบแบงค์ให้ปล่อยกู้ไอ้แซม หนึ่งพันหกร้อยล้านบาท ผลคือ ไอ้อ้วนมีที่มาเงินแปดร้อยล้านบาท ไอ้เเซมซื้อหุ้นแปดร้อยล้านกู้แบงค์ได้ หนึ่งพันหกร้อยล้าน นอกจากนี้ไอ้อ้วนและไอ้แซมมีฟลุ๊คอีก ถ้าหุ้นที่มันปั่นแล้วขึ้น มันรวยอีกกระถอกครับ ถ้าดันไม่ขึ้นมัน ชักดาบแบงค์
แบงค์ได้แต่กอดหนี้เน่า เห็นฤทธิ์เดชมันรึยังตลาดแห่งนี้มีอีกนับพันวิธีรอขย้ำแมงเม่า

 

บรรยง วิทยวีรศักดิ์ http://goo.gl/n5pfwR ได้กล่าวถึง การปล้นในตลาดหลักทรัพย์ ไว้ดังต่อไปนี้ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หน้า 517 เขียนไว้ว่า ปล้น ก. ใช้กำลังลอบมาหักโหมแย่งชิงเอาโดยไม่รู้ตัว เช่น ปล้นเมือง, ( กฎ) คุมพวกมีอาวุธครบมือตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป แย่งชิงเอาสิ่งของของคนอื่น ด้วยความบังอาจ”

ในอดีตเราได้ยินแต่เรื่องของเจ้าสัวที่ผ่องถ่ายทรัพย์สินออกจากบริษัทแบบทิ้งทวน ก่อนปล่อยให้บริษัทล้มไป แต่จะมีใครสักกี่คน ที่ตระหนักว่า ทุกวันนี้ ในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีการยักยอกและผ่องถ่ายทรัพย์สินจากบริษัทจดทะเบียนอย่างสนุกมือ ทำตัวเหมือนขุนโจรที่ปล้นชิงทุกอย่างจากผู้ถือหุ้น โดยไม่แยแสต่อกฎหมายบ้านเมือง

ทำไม เขาต้องผ่องถ่ายทรัพย์สินออกจากบริษัทของเขาเอง ทั้งๆ ที่เขาถือหุ้นใหญ่อยู่ตั้ง 50% ของทุนจดทะเบียน และตัวบริษัทเองก็ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

เหตุผลง่ายๆ คือ ถ้าบริษัททำกำไรได้มาก กำไรที่เกิดขึ้นจำต้องถูกแบ่งให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเขาผ่องถ่ายทรัพย์สินออกมา เงินส่วนนี้จะตกเป็นของเขา 100% ไม่ต้องแบ่งให้ใคร

ตัวอย่างเช่นแทนที่บริษัทจะทำกำไรได้ 400ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่ 50% จะได้รับส่วนแบ่ง 200 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รวมกัน 200 ล้านบาท ( สมมติว่าปันผล 100% ของกำไรสุทธิ) แต่ถ้าเขายักยอกออกมาได้ 200 ล้านบาท กำไรสุทธิของบริษัทจะลดลงเหลือ 200 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะได้ส่วนแบ่งเพียง 100 ล้านบาท ที่เหลืออีก 100 ล้านบาท จะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เมื่อรวมกับเงินที่ยักยอกล้านบาท ทำให้ปีนั้นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับผลตอบแทนถึง 300 ล้านบาท

บริษัทจำพวกนี้ มักเป็นบริษัทขนาดกลางหรือขนาดเล็ก หุ้นส่วนใหญ่อยู่ในมือกลุ่มคนหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง เจ้าของมีอำนาจเต็มในการบริหาร ธุรกิจของบริษัทไม่โดดเด่น ผู้บริหารบริษัทไม่ได้ตั้งใจจะบริหารกิจการให้เติบโตรุดหน้าอย่างจริงจัง หวังแต่จะเกาะกิน ยักยอกทรัพย์สินของบริษัท ดุจดั่งกาฝากดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ใหญ่ ขณะเดียวกัน ต้องประคับประคองให้บริษัทยังดำรงอยู่ได้ เพื่อตนเองจะได้ใช้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำกอบโกยให้ได้มากที่สุด

การที่ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทลดลง จากค่าใช้จ่ายที่ถูกทำให้สูงขึ้น ดังนั้นเวลาเศรษฐกิจดี บริษัทเหล่านี้จะแสดงผลกำไรเพียงเล็กน้อย แต่ไม่จ่ายเงินปันผล หรือหากจ่ายก็จ่ายเพียงเล็กน้อย เพราะไม่ยอมแบ่งความมั่งคั่งให้กับใคร

เว้นแต่เวลาภาวะตลาดกระทิง เจ้าของอาจอยากทำกำไรจากหุ้นของตนบ้าง ก็จะตบแต่งบัญชีให้ดูดีสักไตรมาสหนึ่ง ใช้ข่าวภายในไล่ราคาหุ้นแล้วปล่อยขายทำกำไร พอไตรมาสต่อมา บริษัทกลับแสดงภาวะขาดทุน

เนื่องจากก่อนหน้านั้นเป็นเพียงการโยกกำไรและค่าใช้จ่ายระหว่างไตรมาสนั่นเอง

แต่ถ้าเจ้าของบริษัทมีโปรเจคใหญ่ที่ต้องใช้เงินของบริษัทไปลงทุนเพิ่ม เขาจะใช้กำลังภายใน ทำงบการเงินให้กำไรสักสองไตรมาส เพื่อให้นักลงทุนเชื่อว่า บริษัทสามารถฟื้นฟูกิจการจนมีเสถียรภาพ กลายเป็นหุ้นAROUND ตัวใหม่แล้ว เจ้าของจะเข้ามาไล่ราคา จากนั้นจะประกาศเพิ่มทุน พร้อมกับสร้างฝันให้นักลงทุนว่า ธุรกิจของบริษัทกำลังไปได้ดี มีใบคำสั่งซื้อล่วงหน้ารออยู่จำนวนมากจนผลิตไม่ทัน หากนำเงินเพิ่มทุนไปซื้อเครื่องจักร เพิ่มกำลังผลิต จะได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามหาศาล

เมื่อเพิ่มทุนสำเร็จ แทนที่จะนำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุนเพิ่มกำลังผลิต กลับนำไปลงทุนในกิจการอื่นที่ส่อเค้าว่าเอื้อประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ งบการเงินที่เคยถูกบิดเบือนสองไตรมาส เริ่มเปิดเผยภาพความเป็นจริงให้ปรากฏ กว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยจะรู้ตัว รายใหญ่ก็ขายหุ้นออกไปเยอะแล้ว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้เงินของรายย่อยมาลงทุนเพิ่ม ขณะเดียวกันก็ปั่นหุ้นขายได้ราคางาม

นักลงทุนที่เล่นหุ้นมานานคงจะคุ้นเคยเรื่องทำนองนี้ เพราะบริษัทที่มีพฤติกรรมทำนองนี้ มีกระจายอยู่ในแทบทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตร กลุ่มการเงิน กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอาหาร กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มโรงแรม กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสิ่งทอ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นไม่มีสภาพคล่อง แต่นานๆ จะถูกนำมาจุดพลุสร้างราคา เป็นรอบๆ ไป

คราวนี้มาดูว่า เขาปล้นเงินของบริษัทอย่างไร

ความที่เขาต้องใช้บริษัทเป็นเหยื่อ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ในการทำมาหากินอีกนาน การปล้นจึงต้องกระทำอย่างเงียบเชียบแนบเนียน หากไม่ใช่ผู้สอบบัญชีหรือกรรมการตรวจสอบจะไม่มีทางรู้เลยว่า ในงบการเงินมีการปกปิดรายการเกี่ยวโยง หรือรายการที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ซ่อนไว้

ต่อไปนี้ คือวิธีปล้นของเขา

1. ตั้งบริษัทดัมมี่ขึ้นมาขายสินค้าและบริการให้บริษัท โดยบริษัทดัมมี่นี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนกลุ่มเดียวกัน สินค้าหรือวัตถุดิบที่ขายให้กับบริษัทนั้น ราคาสูงกว่าท้องตลาด 10-30% ผู้บริหารมักอ้างว่าวัตถุดิบที่อื่นไม่ได้มาตรฐาน ราคาวัตถุดิบที่ซื้อมา ราคาอาจสูงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย แต่สบายใจได้ว่ามีมาตรฐานสูงกว่า ซึ่งในความเป็นจริงหากตรวจสอบให้ละเอียด จะพบว่าแหล่งที่มาของวัตถุดิบเป็นแหล่งเดียวกัน เพียงแต่มาบรรจุหีบห่อใหม่ ( REPACK) แล้วเพิ่มราคาเข้าไป แค่นี้ก็สามารถสร้างแหล่งรายได้ประจำให้ผู้บริหารบริษัทแล้ว

ความจริงรายการพวกนี้ถือเป็นรายการเกี่ยวโยง ต้องขอเสียงรับรองจากผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่เนื่องจากมันเป็นรายการย่อยๆ ที่ทยอยเกิดขึ้นกัน บริษัทจึงไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้ตลาดหลักทรัพย์ หรือผู้ถือหุ้นทราบ กลายเป็นน้ำซึมบ่อทรายไหลเข้ากระเป๋าเจ้าของบริษัท ซึ่งถ้าหากเป็นแค่ตาน้ำซึม ตาเดียวยังพอรับได้ แต่หากสืบสาวลึกลงไปจะพบว่าสินค้าเกือบทุกชนิด หรือแม้แต่บริการ พวกรักษาความปลอดภัย, รับส่งสินค้า ล้วนแต่จัดซื้อจัดหาจากบริษัทดัมมี่ หรือบริษัทนายหน้ากินหัวคิวของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งสิ้น

ถ้าเป็นอย่างนี้จะให้บริษัทเพิ่มความสามารถ ลดต้นทุนเพื่อไปแข่งขันกับบริษัทอื่นคงลำบาก ภาพที่เกิดขึ้น จึงเป็นการประคับประคองธุรกิจให้พออยู่ได้ ซึ่งการทุจริตลักษณะนี้ก็มีให้เห็นในแวดวงนักการเมืองเหมือนกัน เช่น กรณีโกงปุ๋ย โกงควาย หรือโกงพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ก็ไม่รู้ว่าใครเลียนแบบใคร

2. ตั้งบริษัทในเครือรับช่วงขายสินค้าให้บริษัท ถ้าบริษัทลูกที่ตั้งใหม่มีบริษัทแม่ถือหุ้น 100% ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่บริษัทแม่กลับถือหุ้นในบริษัทลูกเพียง 10% อีก 90% ถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นใหญ่ เสมือนบริษัทผลิตสินค้าแล้วป้อนกำไรให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ถึงที่ เพราะแทนที่บริษัทจะขายสินค้าเองได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับแต่งตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมารับช่วงขายสินค้าให้ อ้างว่าบริษัทแม่ไม่มีความชำนาญในการกระจายสินค้า แล้วมีข้อตกลงแบ่งกำไรหรือจ่ายค่าทำตลาดให้บริษัทลูกในอัตราที่สูงมาก

3. ลงบัญชีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท ตบแต่งบัญชีโดยนำค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่ใช่ของบริษัท เช่น ค่าเดินทาง, ค่ารับรอง, ค่าเช่า มาเบิกกับบริษัท หรือให้บริษัทส่วนตัวมาใช้ทรัพยากรของบริษัทแม่ เช่น ใช้ห้องทำงาน, ใช้บุคลากร, ใช้น้ำไฟโทรศัพท์ของบริษัทแม่ เพื่อทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้ต้นทุนดำเนินงานของบริษัทแม่สูงเกินความจริง กำไรที่ตามมาจึงลดน้อยไปตามลำดับ

4. ปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือ หากบริษัทเริ่มมีกำไรสะสมมากขึ้น แทนที่จะนำกำไรก้อนนี้ไปลงทุนเพิ่ม กลับนำไปปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทลูกหนี้นี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนเดียวกับเจ้าของบริษัทแม่ รายการนี้ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้เป็นรายการเกี่ยวโยง ต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นรายย่อยเพื่อโหวตเสียงอนุมัติ เคยมีกรณีนี้เกิดขึ้น ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ใช้วิธีโอนหุ้นให้พนักงานผู้ใกล้ชิด ปลอมตัวเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย เพื่อโหวตเสียงอนุมัติให้ปล่อยกู้จนสำเร็จ

หลังจากนั้น 2 ปี ก็มีข่าวจากบริษัทแม่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า เงินที่ปล่อยกู้นั้นมีแนวโน้มเป็นหนี้สูญ เพราะบริษัทลูกขาดทุนย่อยยับ ถามว่า ก่อนปล่อยกู้ ผู้บริหารบริษัทไม่เคยทำการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ก่อนหรือ จึงปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้

5. ลงทุนเพิ่มในบริษัทลูกแล้วถูกลดทุน กรณีนี้เริ่มปรากฏให้เห็นมากในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว ด้วยความที่ผู้ถือหุ้นใหญ่มีบริษัทในเครือมากมาย และธุรกิจเหล่านั้นประสบปัญหาเงินหมุนเวียนขนาดหนักจนถูกเจ้าหนี้

รุมฟ้องให้ชำระหนี้ เขาจะวิ่งเต้นให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้เจ้าหนี้พวกสถาบันการเงิน ช่วยลดดอก ลดเงินต้นให้ เจ้าหนี้เกรงว่าจะถูกหลอกให้ยืดเวลาการบังคับคดีออกไป เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของหุ้นยังพร้อมที่จะฮึดสู้ บริหารธุรกิจต่อไปหรือไม่ จึงขอพิสูจน์ด้วยการให้เจ้าของหุ้นหาเงินมาก้อนหนึ่งเพื่อจ่ายหนี้คืนบางส่วน แล้วเจ้าหนี้จะลดเงินต้นและดอกเบี้ยให้

เจ้าของบริษัทไม่รู้จะหาเงินมาจากไหนตั้ง 1,000 ล้านบาท มองไปมองมา ก็เห็นแต่ช่องทางระดมทุนจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ตนเองเป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่นี่แหละ จึงประกาศเพิ่มทุน ระดมเงินทุนมาได้ 2,000- 3,000 ล้านบาท แบ่งไปเพิ่มกำลังผลิตเสีย 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือนำมาลงทุนในบริษัทลูกที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้ อ้างว่าจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

แต่เนื่องจากบริษัทลูกมีขาดทุนสะสมมากมาย เงินที่ใส่เข้าไปจึงไม่พอล้างขาดทุนสะสม ยอดขาดทุนสะสมยังหลงเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่ง ผู้บริหารบริษัทจึงประกาศลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสม อาจลดทุนจาก 10 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท เมื่อล้างขาดทุนสะสมจนหมดแล้ว เจ้าหนี้เริ่มให้ความเชื่อถือ ลดหนี้ให้ หรืออาจเพิ่มวงเงินหมุนเวียนให้ จนบริษัทแห่งนี้พร้อมเดินหน้าแล้ว เจ้าของบริษัทตัวแสบก็จะเข้ามาเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นส่วนตัวของตนปล่อยให้ผู้ที่ลงเงินเพิ่มทุนก่อนหน้านี้รับผลขาดทุนไปเต็มๆ

ผู้ที่รับกรรมก็คือรายย่อยที่อุตส่าห์เพิ่มทุนในบริษัทจดทะเบียน เพื่อหวังดอกผลจากการเพิ่มกำลังผลิตของโรงงาน สุดท้ายเงินที่ใส่เข้าไปกลับถูกนำไปถลุงจนมีมูลค่าเพียง 1 ใน 10 ของเดิม บริษัทจดทะเบียนรับผลกรรมทันที ต้องลงบัญชีบันทึกผลขาดทุนจากเงินลงทุน หุ้นร่วงรับข่าวผลขาดทุนจำนวนมโหฬาร คนที่นั่งยิ้มคือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สามารถรักษาอาณาจักรธุรกิจของตนได้

 

ครับ การโกงเงินรัฐบาลมีมากมาย  http://goo.gl/KcSMy8 

จนต้องมี  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงาน ... www.nacc.go.th/‎