การหันเข้าหาพระ (แม้จะเป็นพระเครื่อง) ของคนกลุ่มหนึ่ง ก็ยังดีกว่า ไม่นับถืออะไรเลย ไม่เชื่อเวรกรรม ไม่เชื่อบาปบุญ หรือไปนับถือ โชคชตา ภูตผีปีศาจ เครื่องลางของขลัง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้สาระกว่านี้

เมื่อวาน มีนักปฏิบัติธรรม "ขั้นตัน" ท่านหนึ่งมาตักเตือนผมว่า......

"ควรเลิกสอนให้คนดูพระเครื่อง" ได้แล้ว
เพราะเป็น "สีลพตปรามาส" ที่รู้อยู่แล้วยังจะทำอีกทำไม

ผมจึงขอชี้แจงว่า..................

ชีวิตทั้งชีวิตผม "ตั้งใจ" อยู่กับความจริงเท่านั้น

แต่........แม้ความจริงในโลก ก็ยังมีแยกย่อยไปอีกหลายระดับ

การหันเข้าหาพระ (แม้จะเป็นพระเครื่อง) ของคนกลุ่มหนึ่ง ก็ยังดีกว่า ไม่นับถืออะไรเลย ไม่เชื่อเวรกรรม ไม่เชื่อบาปบุญ หรือไปนับถือ โชคชตา ภูตผีปีศาจ เครื่องลางของขลัง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้สาระกว่านี้

และแม้กระนั้น คนที่ตั้งใจหันเข้าหาพระเครื่องก็ยังทั้งหลงทาง และทั้งถูกหลอกให้หลงอยู่กับพระเก๊ พระโรงงาน ที่ไร้สาระมากขึ้นไปอีก

ผมจึงทำเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีที่พึ่ง อย่างน้อยก็ได้"พระเครื่อง" ของแท้จริงๆ ในระดับ "วัตถุ" ไปก่อน

เมื่อเขาได้แล้ว ผมก็มีวิธี ที่จะทำให้เขาก็จะเริ่มเข้าใจสิ่งที่ "จริงกว่า" คือ "ธรรมะ" ที่ผมก็กำลังดึงคนอีกกลุ่มหนึ่งในระดับนี้ไปพร้อมๆกัน

เพราะแม้แต่นักปฏิบัติธรรมเอง ก็ยังหลงทางไปติดกับ "อกุศลธรรม" อีกมากมาย

และผมก็ย้ำว่า .........

ผมทำทุกเรื่องของชีวิตในแบบเดียวกัน

ทั้งเกษตรยั่งยืน เกษตรอินทรีย์ การศึกษา การวิจัย สุขภาพอนามัย ครอบครัวเป็นสุข ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตโดยรวม

ที่ต้องยอมรับความจริงว่าในสังคมเรามีคนหลากแบบ หลากระดับ
ที่เราต้องเข้าใจเขา ก่อนที่จะช่วยเขาได้ตามสมควร

การใช้ "อัตตา" ของตัวเองเข้าไปตัดสินคนอื่นนั้นมักจะพลาดเสมอ

และโอกาสที่เราจะช่วยเขา และทำตนให้เป็นประโยชน์ก็น้อยลงไปเรื่อยๆ

ผมคิดเช่นนี้ และทำเช่นนี้ในทุกเรื่องครับ

คิดว่ายังไม่น่าจะหลงทางนะครับ

และหวังว่าผู้ปฎิบัติธรรมท่านนั้นจะพอเข้าใจ และรับได้นะครับ

อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ
.............................