บทเรียนครั้งสำคัญ

กำลังใจถือเป็นทุนที่สำคัญที่สุดในการทำงานต่างๆ เพราะการที่เราจะสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้จำเป็นต้องมี"ใจที่เเกร่งพอ" ในการเผชิญกับปัญหาเเละอุปสรรคต่างๆที่คอยมาเร้าจนทำให้ขาดใจ..ในหลายๆครั้งของการทำงาน โดยการขาดใจนั้นผลกระทบที่รุนเเรงคือการลาออกจากบทบาทที่ตนได้รับ..."เมื่อประมาณ 3 เดือนที่เเล้วตัวของผมเองได้ประสบกับเหตุการณ์การขาดกำลังใจในการทำงานถือว่าเป็นความพลาดพลั้งของตัวผมเองเเละเพื่อนๆ...ในครั้งนั้น คณะกรรมการนักเรียนซึ่งบทบาทของผมเป็นรองประธานนักเรียน มีการเเบ่งหน้าที่กันทำงานกันอย่างชัดเจน..ครั้งนั้นมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาได้รับหน้าที่ให้เป็นสารวัตรนักเรียนที่เป็นผู้ควบคุมระเบียบต่างๆของโรงเรียนได้รับคำสั่งจากครูคนหนึ่งให้ยึดสิ่งของบางอย่างของนักเรียน..เขาจึงยึดตามบทบาทหน้าที่ที่เขาได้รับ...เเต่เเล้วเพื่อนในกลุ่มของคณะกรรมการนักเรียนเกิดความไม่เข้าใจกัน ทำให้ขาดการพูดคุยงานเเล้วพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจซึ่งกันเเละกันทำให้เขากดดันจากภายนอก คือ ครูเเละนักเรียน เเละเกิดความกดดันจากภายใน คือ เพื่อนๆคณะกรรมการนักเรียน ในที่สุดที่เมื่อขาดเเรงบันดาลใจจึงลาออกจากงานที่ได้ทำร่วมกัน" ในครั้งนั้นผมครุ่นคิดอย่างหนักในปรัชญาหนึ่งของปราชญ์ผู้หนึ่งที่บอกว่า "ผู้ชนะไม่เคยลาออก - ผู้ลาออกไม่เคยชนะ" ทำให้มองอีกมุมหนึ่งว่า การที่เขาลาออกนั้นเขาอาจชนะก็ได้ ... บทเรียนครั้งสำคัญจากครั้งนี้ คือ การพูดคุย "ไม่มีอะไรที่ดีเท่ากับการพูดคุยกัน" การชนะหรือไม่ชนะนั้นไม่สำคัญเท่ากับใจที่คล้องกับโดยความเป็นเพื่อน
บทบาทหน้าที่ของการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้งานสามารถสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี .. เเต่ในการทำงานกลุ่มเเล้วนั้น บทบาทหน้าที่ที่ได้เเบ่งกันในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญก็จริงเเต่ต้องไม่สุดโต่งในหน้าที่ของตนเองมากเกินไป เช่น "ฉันทำหน้าที่ของฉันเเล้วคนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง" (เป็นสิ่งที่่ไม่ใช่การทำงานกลุ่ม) .... เมื่อเราทำหน้าที่ของเราเเล้วให้สอดส่องช่วยกันในองค์รวมของงานทั้งหมดเพื่อให้งานนั้นๆมีความเป็นเอกภาพโดยการขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งกลุ่มอย่างเป็นทีม... ผมมองว่าสิ่งที่เราไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในการกลุ่ม คือ การถือตัวของตัวเองของเเต่ละคนหรือ "มานะ" ... เเต่เป็นการยากที่จะละลายมานะในตัวของเเต่ละคนได้จึงเป็นได้เพียงการเจือจางค่อยๆปลูกป่าในใจไปจากสังคมภายนอกเเละสังคมภายใน (ทีม)
การคุยงานโดยมิให้ขาดช่วงขาดตอนของงานถือเป็นการประคอง "สมาธฺิ" ของงานเเละประคอง "สมาธฺิ" ของคนทำงานไปพร้อมกันดังที่ในหลวงท่านทรงงานเป็นตัวอย่าง คือ การคุยงานก่อนทำ คุยงานขณะทำ เเละคุยงานหลังทำ เเต่ในการคุยจึงต้องมีจังหวะเเละเวลาที่เป็นสากล คือ ทุกคนยอมรับเเล้วสามารถปรับได้...จึงจะพลาดพลั้งน้อยที่สุด ...